[SF] =# Must Be A Reason Why #=, MinHyun / YongShin

Posted: November 3, 2011 in ~* MinHyun *~, ~* YongShin *~

Title: Must be a reason why..
Paring: MinHyun / YongShin
Author: HaneiBee

Note: ฟิคอิงเรื่องจริง… ที่เพ้อเองล้วนๆ 555

*ระวัง! มันยาวมากกกกกก

หลายเหตุผล
หลายๆเหตุผล
สิบๆร้อยๆเหตุผล

แต่แค่อยากให้คนเพียงคนเดียว… เข้าใจ

“เบาๆ สิพี่ เดี๋ยวมันก็พังหรอก” นั่นคือเสียงเจ้ามักเน่อีจองชินที่แสดงความห่วงใยในวัตถุบางเฉียบที่โดนโยน ลงโซฟาไปด้วยความไม่พอใจส่วนตัวของเจ้าของ ส่วนอีกคนพอถูกเตือนก็อดหยิบมันขึ้นมาดูไม่ได้เพราะเกรงว่าจะมีรอยขีดข่วน เข้าแต่ก็โล่งใจที่มันยังใหม่หมดจดเหมือนเดิม

จงฮยอนค่อยๆวางไอ แพดคู่ใจลงอีกรอบก่อนทิ้งก้นลงนั่งข้างๆมัน ส่ายหัวเล็กน้อยกับความขุ่นข้องหมองใจที่คับแน่นในอก จองชินที่นอนเอกเขนกดูทีวีที่พื้นเงยหน้าขึ้นมองฉับ

“ก็แค่งาน พี่ยงฮวาก็ทำด้วยพี่จะอะไรหนักหนา”

“มันไม่เหมือนกัน นายไม่เข้าใจหรอก”

“ทำนิสัยไม่น่ารักแบบนี้ มินฮยอกมันไม่ปวดหัวบ้างรึไง?”

“อีจองชินเอาหัวโขกพื้นเดี๋ยวนี้เลย ลามปามเหรอ?”

“บ้าสิ! ใครจะเอาโขกพื้นโขกกระจกเหมือนตัวเองชอบทำล่ะ”

“นั่นมันตอนเด็ก ตอนนี้เคยทำที่ไหนล่ะ โอ้ย! รำคาญเสียงทีวีเลิกดูซะ”

“อ้าว! ปิดทำไม พี่นี่นิสัยเสียจริงๆ” นักเน่น้อยสบถหัวเสียเมื่อพี่รองจงฮยอนโวยวายๆแล้วจ่อรีโมทใส่ทีวีเครื่อง เท่าฝาผนังก่อนปิดมันดื้อๆแถมเดินสะบัดก้นเข้าห้องนอนตัวเองไปหน้าตาเฉย จองชินคว้ารีโมทมาเปิดอีกรอบ มองรอบหอที่เงียบเชียบเพราะเมมเบอร์อีกสองคนออกไปคุยงานกับทีมละครเรื่อง ใหม่

ละครเรื่องที่เป็นสาเหตุให้ผู้ชายตัวขาวๆตากลมแป๋วอย่างอีจงฮยอนหงุดหงิดราวกับสตรีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ

‘ไม่ดีใจเหรอที่มินฮยอกมันได้เล่นละครอีก’
‘อืม ไม่’
‘ทำไม พี่นี่ท่าจะเพี้ยนแฮะ มีแฟนเป็นดาราดังทำไมไม่ชอบ?’
‘นายไม่เข้าใจหรอกจองชิน’

ประโยค เดิมราวกับท่องจำที่เมื่อกี้เพิ่งได้ยินจากปากพี่รองไปหยกๆผุดขึ้นในหัว อย่าว่าแต่อีจองชินคนนี้ที่ไม่เข้าใจเลย พี่ยงฮวารวมถึงแฟนหน้าหล่อของพี่รองเองก็ยังไม่เข้าใจ ก็แค่คังมินฮยอกมีชื่อในนักแสดงร่วมสำหรับละครเรื่องใหม่ของจองยงฮวากับปาร์ คชินฮเย เหตุใดหนอแฟนหน้าสวยที่ไม่เคยสนโลกสนใครอย่างอีจงฮยอนถึงไม่สบอารมณ์

“พี่ จงฮยอนล่ะ?” วันนี้เป็นวันซวยของมักเน่น้อยหรือไงกัน กำลังเคลิ้มๆกับวิธีนวดใบหน้าให้เด้งดึงจากรายการทีวี พี่ใหญ่กับมือกลองของวงก็กลับเข้ามา คนที่กำลังก้มๆเงยๆถอดรองเท้าผ้าใบอยู่เลิกคิ้วมาเมื่อเขาไม่ตอบ

“อยู่ ในห้องเหรอ?” มินฮยอกเดินมาหยุดข้างทีวีถามย้ำอีกรอบ จองชินพยักหน้าช้าๆมองเลยไปยังเจ้าของแผ่นหลังกว้างที่เดินนำมินฮยอกเข้ามา แต่ไม่พูดไม่จาสักคำแถมเดินตึงๆเข้าห้องนอนตัวเองไปเงียบๆ

“เอ่อ มินฮยอกแฟนนายเพิ่งเชคข่าวเมื่อกี้น่ะ ไปเคลียร์กันเอง”

“เป็นอะไรของเค้า พอถามก็พูดแค่ว่านายไม่เข้าใจหรอก”

“โดนเหมือนกัน เอะอะๆก็พูดว่านายไม่เข้าใจหรอกๆ ไปง้อไป”

“อืม ขอบใจนะ” มินฮยอกกล่าวขอบคุณตามนิสัยแม้สิ่งที่เพื่อนให้ไปทำเขาเองไม่รู้จะเริ่มยังไงด้วยซ้ำ

ให้ไปเคลียร์…เคลียร์อะไรล่ะ
ให้ไปง้อ… แล้วเขาต้องง้อยังไงล่ะ
ในเมื่อคังมินฮยอกยังไม่รู้ตัวเลยว่าทำอะไรผิด

ฝ่า มือกว้างเคาะประตูเบาๆสองสามทีก่อนถือวิสาสะผลักเข้าไปอย่างเช่นทุกครั้ง เขาเห็นพี่รองตัวบางนั่งดีดกีตาร์เล่นอยู่บนเตียง นัยน์ตาคู่สวยเหลือบขึ้นมาดูเล็กน้อยแต่พอเห็นว่าเป็นคนในข่าวที่กำลังเป็น ที่ฮือฮาของแฟนคลับก็พาสายตากลับมาที่สายกีตาร์อย่างเก่า

แรงยวบ ข้างตัวทำให้จงฮยอนขยับหนีแต่กลับถูกคว้ามือไปกุมไว้ นัยน์ตาคู่สวยช้อนขึ้นมองอีกรอบ ความกรุ่นโกรธสะท้อนผ่านสายตาที่ประสานกัน มินฮยอกโน้มเข้าใกล้จูบเบาๆที่เรียวปากสีอ่อน

“โกรธอะไรผม?”

“……….”

“ถ้า ไม่บอกแล้วผมจะง้อถูกมั้ย หือม์?” คั้นเอาความพร้อมจูบย้ำอีกรอบ ใบหน้าสวยผละหนีไม่ยอมให้จูบที่สามตามมาเพราะหากมันเกิดขึ้นมีหวังเลยเถิด และต้องเป็นหมอนข้างนุ่มนิ่มให้มินฮยอกกอดก่ายจนหนำใจเหมือนกับทุกครั้ง

“วันนี้ เป็นไงบ้าง?” เสเปลี่ยนเรื่อง ชักมือกลับพลางวางกีตาร์ลงข้างเตียงไม่รู้ไม่สนไม่คิดจะตอบคำถาม มินฮยอกยิ้มบางวาดแขนไปโอบเอวเจ้าของห้องเข้ามากอดหมับพาลให้อีกคนชักสีหน้า

“ก็คุยเรื่องบทแล้วก็คุยเรื่องตารางถ่ายหมดแล้ว เดือนหน้าผมคงเหนื่อยน่าดูไหนจะโปรโมทอัลบั้มไหนจะเตรียมเรื่องละครอีก”

“ก็ไม่น่ารับเล่น”

“บทมันดีออก อีกอย่างเล่นกับพี่ยงฮวาด้วย”

“ก็ดี แล้วตกลงต้องไปถ่ายที่ญี่ปุ่นจริงเหรอ?”

“อืม แพลนไว้ประมาณยี่สิบห้าวันแต่อาจอยู่ยาวเป็นเดือน”

“ก็ ดี ฉันไปอาบน้ำนะ” เรียวปากสีอ่อนเชิดขึ้นตอบไม่ใส่ใจพร้อมแกะมือคนที่ตอบเอาๆจนนึกหมั่นไส้ ร่างสูงตามมาดึงแขนเรียวไว้ก่อนจะก้าวพ้นประตู

ประคองแก้มขาวด้วยฝ่ามือกว้างของตัวเอง

“อย่าบอกนะว่าโกรธเรื่องที่ผมต้องไปถ่ายละครที่ญี่ปุ่นเป็นเดือนๆน่ะ?”

“ใครว่า ปล่อยสิ จะไปอาบน้ำ”

“ตอบผมบ้างไม่ได้เหรอ ผมอยากง้อให้พี่หายโกรธจริงๆ”

“ก็บอกว่าไม่ได้โกรธไง อย่าคิดเองเออเองกันนักสิ”

“พี่ยงฮวาก็ไปด้วย ผมไม่นอกลู่นอกทางหรอกน่า”

“พี่ยงฮวาแหละตัวดี จะพากันนอกลู่นอกทางสิไม่ว่า!”

“สรุป ว่าโกรธผมเรื่องนี้จริงๆ” ร่างสูงกล่าวกลั้วหัวเราะยิ่งเห็นจงฮยอนถลึงตาใส่พร้อมคิดไปไกลจนเป็นตุเป็น ตะก็ใช้มืออีกข้างผลักประตูปิดลง ดันร่างบอบบางแนบกับประตู ยันแขนสองข้างกันไม่ให้อีกคนหนี

“ผมมีนิสัยแบบนั้นรึไง หือม์?”

“ถึงไม่ใช่นิสัยมันก็ต้องมีบ้างแหละ อย่าลืมนะว่าฉันก็ผู้ชายมองกันออกหรอกน่า”

“ผมรู้ว่าพี่เป็นผู้ชาย ก็นอนกอดกันทุกคืนจะไม่รู้ได้ไง”

“อย่ามาเล่นลิ้นนะมินฮยอกแล้วก็อย่ามานอกเรื่อง”

“ผม เคยเล่นลิ้นด้วยเหรอ โอ้ย!” ทั้งที่รู้ว่ากำลังตกในสถานการณ์ตึงเครียดแต่พอแหย่ให้ร่างบางฉุนบ้างโกรธ บ้างก็อยากแหย่ต่อ คนบนโลกนี้แทบไม่เคยมีใครโกรธคังมินฮยอกลงเว้นแต่พี่รองคนนี้แหละที่หา เรื่องโกรธได้บ่อยๆแถมแต่ละเรื่องที่โกรธก็ไม่ค่อยมีสาเหตุเท่าไร

แต่แปลกที่มินฮยอกกลับชอบให้พี่รองโกรธ
เพราะตากลมๆเวลาโกรธมันเหมือนถูกลูกแมวขึงตาใส่
ผิวขาวๆเวลาโกรธจัดเหมือนขนแมวที่ลุกฟู่ฟ่องจะอาละวาด

มันน่าหมั่นเขี้ยวเล่นๆเสียทีไหนล่ะ

มิ นฮยอกลูบต้นแขนตัวเองปอยๆเมื่อฝ่ามือบางฟาดเข้าให้ จงฮยอนมุดตัวออกจากวงแขนที่ขังตัวเองไว้กับบานประตูเดินตึงๆออกไปนอกห้อง พอเห็นพี่ยงฮวากำลังง่วนอยู่กับการต้มน้ำร้อนในกาก็รี่ไปหา ยงฮวาเลิกคิ้วมองน้องรองแต่เห็นว่าน้องชายตัวสูงอีกคนตามออกมาติดๆแต่หยุด กึกอยู่ตรงหน้าห้องก็พอจะคาดเดาเหตุการณ์ได้ เสียงทุ้มถามเบาๆพลางตักผงกาแฟกับน้ำตาลใส่แก้ว

“ยังไม่หายโกรธมินฮยอกอีกรึไง?”

“ผมไม่ได้โกรธ พี่อย่าทึกทักเอาเองเหมือนสองคนนั้นได้มั้ย?”

“แล้วไอ้ที่ทำหน้าบูดตั้งแต่น้องมันรับเล่นเนี่ย จะให้เรียกว่าอะไร?”

“พี่ไม่เข้าใจหรอก ชงเผื่อผมแก้วสิ คืนนี้อยากแต่งเพลง”

“แต่งประชดรักเหรอ ดีเหมือนกันเพลงแนวนี้วงเรายังไม่มี”

“ประชดรัก พลัดพรากแล้วก็ตายจากกันไปเลยมั้ยล่ะ?”

“เห้ย! แรงไปแล้วจงฮยอน น้องมันได้ยินนะ”

“คน อย่างเค้าไม่เข้าใจหรอก” ประโยคเดิมราวกับท่องจำในที่สุดก็วกกลับมายังตัวต้นเหตุอีกครั้ง เสียงหวานสะบัดใส่ก่อนเดินตึงๆเข้าไปในห้องของพี่ใหญ่อย่างถือวิสาสะ ยงฮวาส่ายหัวอยากด่าก็ด่าไม่ออกครั้นอยากตะโกนว่าอย่าเข้าไปก็กระไรอยู่ เป็นเช่นนี้ทุกครั้งเวลาโกรธกับมินฮยอกก็ชอบไปหลบหน้าน้องมันในห้องเขาเพราะ ถ้าหลบหน้าในห้องตัวเองมินฮยอกต้องตามเข้าไปหรือถ้าหลบเข้าไปห้องจองชินก็ เป็นอันทะเลาะกับมักเน่น้อยอีกคนหนึ่ง

“อนุญาตให้ง้อได้หนึ่ง ชม.ถ้าจะต่อไปต่อที่ห้องตัวเองนะ” พี่ใหญ่พยักเพยิดหน้าให้มินฮยอกที่ทุกครั้งต้องรอให้เขาอนุญาตก่อนถึงจะกล้า ตามเข้าไปปรับความเข้าใจกับแฟนมันแต่ผิดคาดที่มินฮยอกกลับบอกปัดก่อนเดิน เข้าห้องตัวเองไปเงียบๆ

เอาแล้วไงเจ้าแมวน้อย
คราวนี้เจ้าของไม่ง้อนะจะบอกให้

=#=#=#= Must be a reason why =#=#=#=

 

ร่างบางเดินงัวเงียไปที่หน้าต่าง ชะโงกลงไปดูหน้าคอนโดที่รถแวนคันใหญ่เพิ่งแล่นออกไป วันนี้พี่ยงฮวากับมินฮยอกต้องไปฟิตติ้งเสื้อผ้าสำหรับงานละคร เมื่อวานตอนกินข้าวเย็นด้วยกันแล้วมินฮยอกบอกตารางงานให้ฟังก็ทำเป็นหูทวนลม ไม่ตอบไม่ถามและไม่เถียง… เหมือนกับทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมา

ผละ จากหน้าต่างได้ก็คว้าผ้าขนหนูพร้อมเดินลิ่วๆไปอาบน้ำ เช้านี้ก็เป็นอีกวันที่ไม่มีงาน ไม่มีอะไรทำนอกเสียจากการเตรียมจัดกระเป๋าเพื่อเดินทางไปประเทศไทยตอนบ่าย นี้สำหรับคอนเสิร์ตโคเรี่ยนเวฟมิวสิค

จงฮยอนเท้าสะเอวมองมนุษย์ ตัวยาวที่นั่งเช็ดเบสที่ตัวยาวพอๆกับเจ้าของมันตรงหน้าทีวีก่อนมองไปรอบๆหอ เงียบเชียบอีกตามเคย พักหลังๆนี้ไม่ค่อยได้อยู่หอกันพร้อมหน้าพร้อมตาเท่าไร พี่ยงฮวานี่ตัดทิ้งไปได้เลยงานชุกเป็นสิบเท่าตั้งแต่เดบิวต์ส่วนเขากับจอง ชินจะมีเยอะๆหน่อยก็ช่วงตระเวนโปรโมทแรกๆเท่านั้นแต่กรณีของมินฮยอกนี่ ตั้งแต่รับงานหนังกับเขาคราวก่อนล่วงมาถึงงานละครเดี่ยวๆก็เริ่มกลายเป็นอีก คนที่พบหน้าค่าตาที่หอน้อยลง

เสียงมักเน่ตัวยาวฉุดให้วกกลับมายังตำแหน่งที่มันนั่งเกะกะ

“ไม่เบื่อเหรอพี่จงฮยอน ตีหน้าบูดมาเป็นอาทิตย์แล้วนะ”

“แล้ว นายไม่เบื่อเหรอที่ทำไม่รู้ไม่สนใจไม่แสดงออกอะไรบ้างน่ะ?” ไม่ใช่ว่าหาเรื่องกลับแต่เขาก็อยากรู้ว่าสิ่งที่จองชินทำอยู่ตอนนี้เจ้าตัว ไม่อึดอัดบ้างรึไง

“ผมไม่ได้เป็นอะไรนี่”

“ทำปากดี อย่าให้เห็นนะว่ามานั่งซึมนั่งพูดกับเบสอีก”

“ผมจะพูดกับเบสมันก็เรื่องของผมสิไม่ได้ไปนั่งพูดกับกีตาร์ของพี่ซะหน่อย ไปอาบน้ำเหอะ เหม็น”

“ใช่สิ ฉันไม่ใช่พี่ยงฮวานี่จะได้ราดน้ำหอมวันละเป็นถังจนได้หอมฟุ้งไปหมด”

“ทำไม ต้องพูดชื่อไอ้ลุงนั่นด้วย หึ่ย!” จองชินทำเสียงฟึดฟัดก่อนจะกระเตงๆเบสกลับเข้าไปในห้องปล่อยพี่รองยืนเคว้ง กลางหอคนเดียว เอาแล้วไงยิ่งเหลือกันสองคนมาชวนตีกันอีกแล้ว ทีนี้จะคุยกับใครละเนี่ย

จงฮยอนหมุนตัวจะไปอาบน้ำตามความตั้งใจ แรกแต่พอเห็นบานประตูห้องของใครบางคนที่ตลอดหนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมาแทบไม่ได้ คุยกันก็เปลี่ยนใจ ขายาวๆก้าวไปยังแผ่นไม้สีน้ำตาลนั้นหมุนลูกบิดช้าๆและผลักมันเข้าไป

ห้อง ของมินฮยอก ห้องที่วันที่ย้ายเข้ามาวันแรกเจ้าตัวถึงกับยิ้มตาหยี กุลีกุจอจัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยเพราะตั้งแต่ย้ายมาอยู่ด้วยกันสมัยเป็น เด็กฝึกหรือตอนเดบิวต์ใหม่ๆก็ไม่เคยมีห้องเป็นของตัวเอง เข้าใจว่าพวกชอบทำรกและทนอยู่แบบชิลๆบนกองผ้ากองขยะอย่างพวกเขาสร้างความอึด อัดใจให้กับคนรักสะอาดอย่างมินฮยอกอยู่บ่อยๆ

แต่ก่อนคัมแบ๊คอัลบั้มเต็มครั้งนี้ทางค่ายก็จัดหาคอนโดใหม่ที่กว้างขวาง สะดวกสบายและให้พวกเขามีห้องเป็นของตัวเองเสียที

ร่าง บางนั่งลงที่เตียง เอื้อมมือไปยกหมอนใบสีขาวสะอาดขึ้น ความรู้สึกบางอย่างฟุ้งกระจายรอบๆ ปิ๊กสีฟ้าอันน้อยที่เขาให้อีกคนไว้ค่อยๆถูกหยิบขึ้นมาดู

มันยังอยู่ที่เดิม เหมือนเดิมทุกอย่าง
ทั้งที่ฉันทำตัวไม่น่ารักกับนายสารพัด
แต่นายก็ใจเย็น ไม่โกรธ ไม่ต่อว่าอะไรฉันสักคำ
ทำไมเป็นคนดีจังน่า คังมินฮยอก…

“พี่จงฮยอน อยู่ไหนอ่ะ?”

“อยู่นี่ มีอะไร?” เสียงหวานเอ่ยบอกให้เจ้ามักเน่ที่จู่ๆมันก็แหกปากร้องหาเขาอยู่ด้านนอก ครู่ต่อมาจองชินก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา

“หิวอ่ะ ออกไปหาอะไรกินกัน”

“โธ่ นึกว่าเรื่องอะไร ไม่ไปอ่ะ ขี้เกียจ”

“ไปหน่อยดิ กินข้าวหน้าเนื้อหรือชาบูก็ได้”

“ทีงี้ทำมากินของโปรดฉัน โทรสั่งมากินที่หอก็ได้เดี๋ยวต้องเก็บกระเป๋าอีก”

“เก็บอะไรหนักหนา ไปคืนเดียวเองแล้วอย่างพี่ต้องเก็บอะไร มินฮยอกมันทำให้ทุกครั้งไม่ใช่เหรอ?”

“แต่ ครั้งนี้อาจจะไม่ใช่ก็ได้” ดูสิทั้งที่รู้ว่าตัวเองทำตัวไม่น่ารักแต่ก็ยังจะทำต่อ จงฮยอนยัดปิ๊กเก็บไว้ใต้หมอนตามเดิมก่อนจะเดินผ่านจองชินไปอาบน้ำ ปากบอกว่าไม่อยากกินๆแต่พออาบน้ำอาบท่าเสร็จออกมาเจอกับข้าวหน้าเนื้อเซต ใหญ่สองเซตที่จองชินสั่งดิลิเวอร์รี่มาเผื่อก็นั่งกินฉับ

“สั่งมาเยอะจัง” เหลือบเห็นว่ายังเหลือในถุงอีกสองกล่องจึงถามไป

“เมื่อกี้โทรถามมินฮยอกมันว่าจะกลับมากี่โมง เห็นว่าคุยงานไม่เกินเที่ยงจะกลับเลยสั่งเผื่อไว้ให้”

“เผื่อพี่ยงฮวาด้วยอ่ะดิ”

“ก็ สั่งเผื่อให้ตามมารยาท” จองชินคีบเนื้อชิ้นโตเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆยักไหล่ให้พี่รอง อาจเป็นเพราะถูกทิ้งให้อยู่หอด้วยกันบ่อยๆจึงรู้ทันกันไปหมด ทั้งสองหนุ่มเร่งกินข้าวมือเช้าก่อนไปตระเตรียมสัมภาระเพื่อเดินทางในตอน บ่าย

สิบเอ็ดโมงกว่าๆที่พี่ยงฮวากับมินฮยอกกลับมาถึง หน้าตาอิดโรยเล็กน้อยเพราะต้องตื่นแต่เช้าไหนจะไปคุยงานการกันมาอีกทำให้คน ที่ลอบมองเงียบๆอย่างจงฮยอนและจองชินเดินไปในครัว

“พี่จะทำอะไร?” มักเน่น้อยเอ่ยถามขึ้นก่อนเมื่อเห็นพี่รองหยิบกล่องข้าวหน้าเนื้อที่สั่งเผื่อมาอีกสองกล่องเมื่อเช้าออกจากถุง

“อุ่นข้าว”

“ห่วงแฟนล่ะสิ”

“ทำตามมารยาทต่างหาก แล้วนายเข้ามาทำไม?”

“มากินน้ำ”

“ตู้ เย็นอยู่โน้นมาทำไมตรงเวฟ?” จงฮยอนดักทางอย่างรู้ทันอีกครั้ง มีหรือที่จะไม่รู้ว่าจองชินคงตั้งใจจะเข้ามาเวฟข้าวให้พี่ยงฮวากิน ราวๆห้านาทีต่อมาข้าวหน้าเนื้อที่ถูกเวฟพอร้อนก็ส่งกลิ่นหอมฉุยไปทั่วหอ เป็นยงฮวาที่เดินออกมาจากห้องนอนก่อนและคว้ามันไปนั่งกินหน้าทีวีหมับ

“ขอ น้ำให้พี่แก้วสิ” ครู่ต่อมาคนที่นั่งกินข้าวอยู่หน้าทีวีก็ตะโกนบอกลอยๆ จงฮยอนพยักเพยิดหน้าให้น้องเล็กจัดหาน้ำหาท่าให้พี่ใหญ่ดื่มก่อนเดินหนีไป เรียกใครอีกคนมากินข้าว จองชินจำต้องเอาน้ำในตู้เย็นพร้อมแก้วไปให้พี่ยงฮวาอย่างขัดไม่ได้ คนโตกว่าลิ่วตาให้รินให้อีกพอน้ำเย็นชื่นใจรินเต็มแก้วก็ยกขึ้นดื่ม

“วันนี้ว่าง่ายจัง” ว่าพลางวางมือบนเรือนผมนิ่มแล้วยีเบาๆแต่อีกคนก็ขืนหลบ

“ผมก็เป็นแบบนี้ทุกวัน”

“ติดมาจากจงฮยอนรึไง โกรธอะไรพี่ หือม์?”

“เปล่าฮะ”

“ไม่พูดพี่ก็ง้อไม่ถูกนะจองชิน”

“ก็บอกว่าเปล่าไงฮะ”

“ตาม ใจ เตรียมกระเป๋าเรียบร้อยยังเดี๋ยวรถมารับตอนเที่ยงครึ่งนะ” ในเมื่อคั้นไปก็ไม่ได้คำตอบยงฮวาจึงเปลี่ยนเรื่องเสีย บางทีการงอนบ้างโกรธบ้างก็เป็นเสน่ห์ของคู่รักแต่หากไม่มีที่มาที่ไปแบบนี้ เห็นทีเขาก็ตามง้อไม่ไหว

จองชินพยักหน้ารับรู้ก่อนทิ้งความมึนตึงไว้ กับคนโตกว่าตามเคย อะไรกันจองยงฮวาคนที่เคยใส่ใจกันทุกเรื่องหายไปไหนแล้วหรือเอาส่วนที่อีจอง ชินเคยได้รับไปให้คนอื่นจนหมด

ด้านจงฮยอนเองที่ตามไปห้องคนรัก ที่มึนตึงกันมาเป็นอาทิตย์ต้องแปลกใจที่ไม่พบเจ้าตัวแต่พอได้ยินเสียงกุกกัก ดังมาจากห้องตัวเองก็เดินตามเสียงนั้นไป บานประตูที่แง้มไว้ทำให้เห็นว่ามินฮยอกกำลังก้มๆเงยๆตรวจดูข้าวของเครื่อง ใช้ในกระเป๋าของเขาที่เตรียมไว้สำหรับไปประเทศไทยอยู่

“ลืมแปรง สีฟันกับยาแก้ปวดท้องนะ” ราวกับรู้ว่าเจ้าของห้องแอบดูอยู่จึงหันมาบอกทำให้จงฮยอนต้องก้าวเข้าไป อย่างเลี่ยงไม่ได้ ร่างบางเปิดลิ้นชักที่โต๊ะหยิบตลับยาแก้ปวดท้องขนาดพกพาส่งให้เพราะตัวเอง มักเกิดอาการปวดท้องบ่อยๆหากกินอาหารผิดสำแดงเข้าแต่จังหวะที่จะก้าวออกมา เอาแปรงสีฟันที่ตู้เก็บของหน้าห้องน้ำก็ถูกรั้งไว้

มินฮยอกดึงให้อีกคนนั่งลงที่เตียง ลูบที่แก้มขาวแผ่วเบา

“แปรงสีฟันส่วนกลางหมดแล้วเมื่อกี้ผมกับพี่ยงฮวาเพิ่งแวะซื้อที่มินิมาร์ทมา เอาสีฟ้าหรือสีชมพู?”

“สีฟ้า”

“งั้นเอาสีชมพูไปใช้นะ”

“เอ๊ะ! ก็บอกว่าจะใช้สีฟ้า” โวยใส่เมื่อร่างสูงหยิบแปรงสีฟันที่เหน็บไว้กับกระเป๋ากางเกงยีนส์ด้านหลัง มาให้เลือกแต่ดันเอาสีที่ไม่อยากใช้ยัดใส่กระเป๋าเดินทางให้ มินฮยอกยกยิ้มพร้อมยักคิ้วให้คนหน้าบูด

“ก็เห็นขัดใจกันมาทั้ง อาทิตย์ ผมขอขัดใจบ้างล่ะกัน” คิ้วเรียวขมวดฉับ พ่นลมหายใจแรงๆฟึดฟัดทันทีที่โดนเอาคืนแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะมินฮยอกออกไป แล้วคงไปเตรียมกระเป๋าของเจ้าตัวบ้าง

แต่กระฟัดกระเฟียดได้ไม่ เท่าไรก็นึกออกว่าตั้งใจจะมาตามมินฮยอกไปกินข้าวจึงกระเด้งตัวขึ้นจากเตียง ตามไปที่ห้องของร่างสูงอีกรอบแต่เท้าสองข้างพลันชะงักกึกอยู่แค่หน้าประตู เมื่อเห็นชัดว่าคนที่หันมาดูกับเสียงตึงตังที่ไล่หลังมากำลังอยู่ในอิริยาบถ ไหน

กระดุมเสื้อเชิ๊ตคงถูกแกะก่อนหน้าจงฮยอนตามเข้ามาซึ่งตอนนี้มัน จึงเหลือไว้เพียงสุดท้าย สายตาไล่ต่ำลงมาถึงหัวเข็มขัดที่เจ้าตัวปลดออกแล้วเล่นเอาผิวแก้มขาวๆสอง ข้างของจงฮยอนขึ้นสีจัด มินฮยอกเลิกคิ้วสงสัยว่าคนที่ตั้งป้อมโกรธมาราธอนมาหลายวันเดินตามมาทำไมแต่ พอได้ยินคำอธิบายอ้อมแอ้มๆก็หลุดยิ้มออกมา

“อุ่นข้าวให้แล้ว กินก่อนไปสนามบินด้วยล่ะ”

“ขออาบน้ำก่อนนะ”

“เมื่อเช้าก็เพิ่งอาบไม่ใช่เหรอ?”

“เดี๋ยวต้องเดินทางตั้งหลายชม.ไม่อยากไปไม่สบายตัวบนเครื่อง”

“ตามใจ ข้าววางไว้ข้างเวฟนะ”

“จง ฮยอน” ต้องชะงักเท้าอีกครั้งเมื่อหันหลังจะกลับออกมามินฮยอกก็เรียกไว้แล้วการ เรียกโดยไร้คำว่าพี่นำหน้าแบบนี้ก็ทำให้หัวใจเต้นโครมครามขึ้นมาทีเดียว ใบหน้าสวยตวัดไปหาเล็กน้อยแต่ขาสองข้างยังตรึงอยู่ที่เดิม

“ถอดชุดให้หน่อยสิ เหนื่อยมาทั้งวันแล้ว”

“ทั้งวันอะไร นี่เพิ่งสิบเอ็ดโมงเอง”

“นั่น แหละ ทำให้หน่อยสิ” หัวใจยิ่งเต้นโครมครามจนแทบหยุดเต้นเมื่อร่างสูงไม่พูดเปล่าพลางสืบเท้าเข้า มาใกล้ แผ่นอกกว้างอยู่ในระดับสายตา กลิ่นโคโลญช์อ่อนๆที่มินฮยอกใช้ประจำแตะปลายจมูก

คงเป็นเพราะไม่ได้พูดคุยกันและใกล้ชิดกันมาเป็นอาทิตย์
พอมาอยู่ในระยะประชิดตัวกันแบบนี้จึงทำให้เกิดอาการประหม่าไปหมด

จง ฮยอนค่อยๆแกะกระดุมเม็ดสุดท้ายออกก่อนเคลื่อนมือต่ำลงมาปลดตะขอที่กางเกงให้ กลิ่นโคโลญช์อ่อนๆผ่านลมหายใจเข้ามาก่อนวงแขนแข็งแรงจะรั้งตัวเข้าไปกอดไม่ ให้รู้ตัว ใบหน้าหล่อเหลาซุกตรงไหล่นิ่ม

“คิดถึงจัง” ความร้อนจากผิวกายเจ้าของอ้อมกอดราวเตาผิงที่อุณหภูมิพอเหมาะพาให้จงฮยอนยาก ที่จะผลักออก คำสั้นๆสามคำที่ลึกๆแล้วก็รู้สึกไม่ต่างกันสะกดจงฮยอนให้ซุกเข้าหาอ้อมกอด นั้นๆตอบ

“หายโกรธกันบ้างรึยัง หือม์?”

“ฉันบอกว่าไม่ได้โกรธ”

“ผมไม่ได้โง่น่ะที่จะดูไม่ออกว่าแฟนตัวเองยังโกรธกันอยู่”

“นายไม่เข้าใจหรอกมินฮยอก รีบไปอาบน้ำเหอะเดี๋ยวต้องกินข้าวอีก”

“อาบด้วยกันมั้ย?”

“ไม่เอา อาบบ่อยๆตัวเปื่อยกันพอดี”

“งั้นอาบให้ผมก็ได้”

“ฉันก็ไม่โง่นะที่จะถูกแฟนตัวเองหลอกไปทำอะไรในห้องน้ำน่ะ”

“รู้ ทันไปหมด โอเค ผมไปอาบน้ำล่ะ” เสียงหัวเราะเบาๆดังขึ้นก่อนร่างสูงจะผละไปอาบน้ำเสียทีแต่ไม่วายขอชื่นใจ ด้วยการหอมแก้มขาวๆสองข้างก่อนผิวปากออกไปอย่างอารมณ์ดี

เวลา ครึ่งค่อนวันผ่านพ้นไปจนพวกเขาเดินทางมาถึงประเทศไทย คราวนี้โรงแรมที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้คือเซนทาร่าแกรนด์ทันทีที่ลงเครื่องทีม งานของที่นี่ได้พากลับไปยังที่พักก่อนนัดแนะเวลาให้ไปยังที่ซ้อมในเวลาเกือบ เที่ยงคืน

ภาพวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯยามค่ำคืนมีให้เห็นตลอดทาง จนไปถึงสถานที่จัดคอนเสิร์ต กลุ่มแฟนคลับบางตาลงกว่าที่สนามบินอาจเป็นเพราะดึกมากแล้ว คิวซ้อมของพวกเขาอยู่ในเวลาเดียวกับวงพี่น้องร่วมค่ายอย่างเอฟทีไอร์แลนด์

“เดี๋ยว กลับไปโรงแรมเล่นไพ่กัน” ขณะทะยอยขึ้นรถเพื่อกลับโรงแรมหลังซ้อมเสร็จก็เป็นเวลาตีห้าเศษๆ ลีดเดอร์เอฟทีอย่างชเวจงฮุนก็โพล่งชวนขึ้น เล่นเอาทุกคนส่ายหน้าเพราะหมดแรงกับการเดินทางและการซ้อมไปหมดแล้วเว้นเสีย แต่มักเน่น้อยซีเอ็นบลูที่กระตือรือร้นขึ้นอย่างผิดสังเกต

มิ นฮยอกมองหน้าแฟนตัวบางด้วยความแปลกใจเพราะรู้ว่าเพื่อนร่วมปีของตัวเองก็มึน ตึงใส่แฟนตัวเองมาทั้งอาทิตย์เหมือนกันแต่สีหน้าที่จงฮยอนส่งกลับมากลับทำ ให้ต้องแปลกใจเพิ่มขึ้นเมื่อเห็นว่าพี่ยงฮวาก็ใช่ว่าจะเดือดเนื้อร้อนใจพลาง หยอกล้อคุยเล่นกับคนอื่นๆไปหน้าตาเฉย

บรรยากาศผ่อนคลายภายในห้อง พักของโรงแรมสุดหรูหลังโคมหัวเตียงปิดลงขับกล่อมให้ร่างบางเผลอหลับไปก่อน เงาโตๆของคนที่ตามขึ้นมาบนเตียงปลุกให้เริ่มรู้สึกตัวภายหลัง กลิ่นกายคุ้นเคยกับโครงร่างที่ต่อให้ไฟดับทั้งโลกก็รู้ว่าเป็นแฟนตัวเองทำ ให้จงฮยอนพลิกตัวเข้าหาโดยอัตโนมัติ

ดีที่ห้องที่ถูกจัดเตรียม ไว้ให้คือห้องใหญ่ที่แบ่งเป็นสองห้องเล็กและเขาสองคนก็ได้นอนด้วยกัน ร่างสูงสอดมือเข้าใต้เอวบางลูบไล้แผ่นหลังของอีกคนเบาๆ เสียงหวานงึมงัมในลำคอเริ่มรับรู้ในสิ่งที่คนเพิ่งอาบน้ำเสร็จต้องการสื่อ

มินฮยอกเป็นคนขี้เกรงใจ ไม่ชอบรบกวนคนอื่น
แต่หากเป็นเวลาที่เจ้าตัวเกิดอยากเอาแต่ใจขึ้นมา
ก็ชอบเข้ามาสัมผัสและแสดงออกให้รู้ด้วยร่างกายแบบนี้

“ไม่ ง่วงเหรอ?” เสียงงัวเงียของคนถูกตะคองกอดดังท่ามกลางความมืด ริมฝีปากร้อนหอมเบาๆที่ขมับก่อนไล้ต่ำมาที่แก้ม ซอกคอ แอ่งชีพจรเพียงแค่นั้นคำตอบที่มินฮยอกตอบด้วยร่างกายก็ทำให้ต้องหงายตัวนอน ดีๆเพื่อให้อีกฝ่ายทาบตัวขึ้นมาได้ถนัดๆ

พอริมฝีปากร้อนๆวกกลับมาที่ เรียวปากตัวเองบ้างจงฮยอนก็ตาสว่างแทบหายง่วงเป็นปลิดทิ้งเพราะเขาถูกดูดริม ฝีปากจนมันชาหนึบ มินฮยอกจูบเอาๆราวกับกระหายในสิ่งนี้มานมนานทั้งที่ช่วงเวลาที่มึนตึงใส่กัน ก็แค่อาทิตย์เดียว มือบางประท้วงเล็กน้อยด้วยการดันอกอีกคนขึ้นกว่าจะยอมปล่อยได้ก็ต้องออก แรงอยู่หลายนาที

“เบาๆสิมินฮยอก จะรีบไปไหน?”

“ก็บอกว่าคิดถึง”

“รู้แล้ว แต่ทำไมต้องจูบแรงๆด้วย?”

“ก็ มันทนไม่ไหว จะให้ทำไง” พูดตรงๆน้ำเสียงแหบพร่าผิดจากเวลาปกติ ตาเรียวจ้องมองคนที่เผยอปากเพื่อหอบหายใจ แรงขยำเสื้อยืดที่อกมากขึ้นเมื่อฝ่ามือคนหยุดจูบสอดเข้าไปลูบไล้ผิวเนียน นุ่มเหนือขอบกางเกง

“แต่นี่มันเช้าแล้ว”

“จงฮยอน ถอดเสื้อให้ผม” สร้อยเสียงเริ่มกลายเป็นสั่ง กดจูบที่ริมฝีปากคนท้วงติงเรื่องเวลาแต่เล่นไต่อารมณ์มาถึงขั้นนี้แล้วครั้น จะให้หยุดกลางครันคงได้นอนทรมานไปถึงหัวค่ำของอีกวัน มินฮยอกยิ้มบางทันทีที่ชายเสื้อเขาค่อยๆถูกดึงขึ้นจนพ้นออกทางศรีษะและเสื้อ ยืดที่จงฮยอนใส่ก็ถูกถอดออกเชื่องช้าตามมา

มินฮยอกกดจูบที่ริม ฝีปากหอมหวานอีกครั้งและค่อยๆพาให้สมองอีกคนหยุดสั่งการแทนที่ด้วยอารมณ์และ ความรู้สึกหวาบไหวไปทั่วร่างกาย จนปลดพันธนาการชิ้นสุดท้ายของกันและกันออก เสียงครางยาวติดๆกันเมื่อร่างกายเปลือยเปล่าทาบทับ เหงื่อผุดพรายตามแรงเคลื่อนไหว บทรักอ่อนโยนที่ตบท้ายด้วยเร่าร้อนประสานสอดคล้องกับเสียงสปริงเตียงที่ดัง ตามแรงจังหวะ จนดวงอาทิตย์ส่องผ่านม่านเข้ามาดวงตาเหนื่อยอ่อนของคนทั้งคู่จึงได้หลับใหล เพื่อพักผ่อน

=#=#=#= Must be a reason why =#=#=#=

 

“ทำเสียงดังยันเช้ากันเลยนะ” จงฮยอนใจวาบชาเมื่ออาบน้ำเสร็จแล้วออกมายังห้องโถงกลางก็เจอจองชินนั่งดู ทีวีอยู่ ตากลมโตเลิ่กลั่กมองรอบห้องนึกโล่งใจที่มีกันอยู่สองคน

“พี่ยงฮวาลงไปกินข้าวส่วนมินฮยอกออกไปคุยกับสตาฟ ไม่มีใครได้ยินหรอก”

“นายนี่มันปากดีขึ้นทุกวันนะจองชินแล้วนี่ตื่นนานแล้วเหรอ?”

“หลับตั้งแต่มาถึงโรงแรมเลยตื่นเร็วได้ ไม่ได้เพิ่งนอนเหมือนพี่กับมินฮยอกนี่”

“จองชิน!”

“ไม่ แกล้งแล้วๆ ในตู้เย็นมีนมนะฮะ” มักเน่ตัวโข่งเปลี่ยนเรื่องเมื่อพี่รองเริ่มชักสีหน้า เสียงทีวีที่พร่ำยาวๆด้วยภาษาไทยดังล้งเล้งสับเปลี่ยนกับบทสนทนาไปตามประสา ของพี่น้องร่วมวงจนใครบางคนโผล่หน้าหล่อๆเข้ามา ยิ้มกว้างๆตามสไตล์ถูกโปรยมาให้

“ลงไปกินข้าวกันมั้ย?”

“สั่งขึ้นมากินข้างบนไม่ดีกว่าเหรอ ยังไม่อยากเอาหน้าโทรมๆลงไปเจอแฟนคลับ”

“โทรมจริงด้วย อย่าบอกนะว่าเพิ่งจะได้นอน?”

“อะไร พูดให้ดีๆนะจงฮุน!” คนที่ถือกล่องนมมากินหน้าทีวีชี้หน้าลีดเดอร์วงร่วมค่ายแต่ใช่ว่าอีกฝ่ายจะ สลดกลับทำหน้าระรื่นใส่พลางก้าวฉับๆมานั่งเบียดที่โซฟาตัวเดียวกับจองชิน

“หนี กลับมาตอนไหน?” จงฮุนหันไปถามรุ่นน้องเพียงหนึ่งเดียวในห้องนั้นเล่นเอาจงฮยอนถึงกับสะอึก อย่าบอกนะว่าจองชินมันเพิ่งกลับมาห้องพักเพราะค้างกับจงฮุนที่อีกห้องหนึ่ง

“เมื่อกี้เอง ทำไมพี่รีบตื่นจัง?”

“ก็นายหายตัวไป เลยรีบมาดู”

“ผมจะหายไปไหนได้ถ้าไม่กลับมาห้อง”

“พี่ ยงฮวาล่ะ?” คุยเรื่องเดิมยังไม่ทันจบชเวจงฮุนก็เปลี่ยนเรื่องดื้อๆและทันทีที่รู้ว่าคน ที่ตัวเองถามถึงลงไปกินข้าวเพียงลำพังก็ระบายยิ้ม จงฮยอนลังเลที่จะถามในสิ่งที่ตัวเองอยากรู้แต่ก็ดันมีใครบางคนเข้ามาขัด จังหวะ ใบหน้าร้อนวูบขึ้นมาหลบสายตาแทบไม่ทันเมื่อคนที่เพิ่งยอมให้ตัวเองได้นอนตอน เก้าโมงกว่าๆพาหน้าตาไม่มีพิษไม่มีภัยแต่บางเรื่องก็ร้ายเหลือทนมานั่งลง ข้างๆ

“รีบตื่นจังพี่จงฮยอน ไม่ง่วงแล้วรึไง?”

“อืม ไม่ง่วงแล้ว หายไปไหนมา?”

“ก็แวะไปทักทายคนอื่นๆมานิดหน่อยแล้วก็ไปคุยกับสตาฟมา หิวรึยัง?”

“ยัง”

“งั้นเข้าไปนอนเล่นก่อนมั้ยสักบ่ายโมงค่อยตื่นก็ได้”

“ชวน กันเข้าห้องนอนอีกแล้ว อิจฉาจริง” จงฮุนแสร้งประชดปรายสายตาเย้าแหย่ให้มินฮยอกที่ตื้อจะให้จงฮยอนเข้าไปนอนต่อ ให้ได้ คู่นี้ก็แปลกเห็นตึงๆกันตั้งแต่สนามบินไหงพอเหยียบเท้าเข้าโรงแรมถึงกลับมา หวานแหว๋วกันจนมดมันยังแทบสำลักความหวานตาย

แต่จงฮุนก็ยอมลงให้ เลิกราที่จะเป็นคนพาลต่อจึงเปลี่ยนไปอีกเรื่องหน้าตาเฉยแต่ด้วยเชาว์ที่มี ไว้โปรยเสน่ห์มัดใจคนรอบข้างมากเกินไปโดยไม่ถามไถ่ถึงคดีความที่คู่รักตรง หน้าเพิ่งเคลียร์ไปได้ครึ่งทางดันเอ่ยถึงเรื่องละครเรื่องใหม่ของมินฮยอก เข้า

“เอ่อ มินฮยอกตกลงรับละครเรื่องเดียวกับพี่ยงฮวาใช่ป่ะ?”

“ครับ”

“อิจฉาชะมัด จะได้ไปถ่ายที่ญี่ปุ่นด้วยนี่อย่าลืมของฝากฉันนะ”

“ไว้ จะดูมาฝากล่ะกัน ไปเถอะพี่จงฮยอนเข้าไปนอนต่อ” มินฮยอกดึงสีหน้าให้ยิ้มแย้มตลอดการสนทนาก่อนเลี่ยงด้วยการคว้าตัวแฟนตัวบาง ให้เข้าห้องนอนด้วยกัน

สายตาตำหนิตกมาที่จงฮุนทันควัน จองชินขมวดคิ้วฉับ

“มินฮยอกมันเพิ่งจะง้อพี่จงฮยอนได้เมื่อวานเอง พี่ไปจุดชนวนอีกแล้ว”

“ชนวนอะไร พี่พูดอะไรผิด?”

“ก็พี่จงฮยอนงอนที่มินฮยอกจะไปถ่ายละครที่ญี่ปุ่นเป็นเดือนๆไงฮะ รู้มั้ยว่าไม่พูดกันเป็นอาทิตย์เพิ่งกลับมาหวานกันเมื่อคืนเอง”

“อ้าว ซวยแล้วมั้ยล่ะ โทษทีพี่ไม่ตั้งใจ” พอถูกตำหนิมาจากรุ่นน้องจึงหน้าเจือนไปเล็กน้อยทำให้จองชินอดเห็นใจไม่ได้ จึงเปลี่ยนไปคุยสัพเพเหระเรื่อยเปื่อยจนสายตาของหนุ่มรุ่นพี่หยุดอยู่รอย แดงๆที่แขนสองข้าง มันถูกคว้าหมับไปดูถามด้วยตกใจ

“ไปโดนอะไรมาจองชิน แดงเต็มแขนเลย?”

“เอ่อ เมื่อคืนตอนซ้อมยุงมันกัดนะฮะ”

“ทายารึยัง?”

“โอ้ย ไม่ต้องทาหรอก เดี๋ยวก็หาย”

“ไม่ ได้ๆ งั้นเดี๋ยวพี่ไปเอายามาทาให้ รอแป่ป” สีหน้าจริงจังของจงฮุนทำให้ปฏิเสธไม่ได้ ยังไงเสียความที่เป็นพี่น้องร่วมค่ายก็ทำให้ต้องห่วงใยกันเป็นธรรมดาแต่ กระนั้นขายาวๆของจงฮุนก้าวพ้นประตูไปได้ไม่เท่าไรก็เจอกับยงฮวาเข้าโดย บังเอิญ อีกคนคงเพิ่งขึ้นมาจากกินข้าว

“จะรีบไปไหนจงฮุน?” ยงฮวาเลิกคิ้วถามเพราะเห็นอาการร้อนรนของอีกฝ่ายแต่คำตอบที่ได้รับกลับสร้าง ความฉุนให้กับตัวเองเดี๋ยวนั้น อีกฝ่ายบอกว่าจะไปเอายามาทาให้จองชินเพราะเห็นว่ายุงกันเต็มแขน นี่คนนอกอย่างจงฮุนเข้ามาก้าวก่ายและมาทำหน้าที่แทนเขาตั้งแต่เมื่อไรกัน

เขาพยักหน้าให้จงฮุนรีบไปหาหยูกยาตามที่ตั้งใจไว้ก่อนเร่งฝีเท้าเข้าไปในห้องพัก

“ยัง ไม่ได้อาบน้ำใช่มั้ย? รีบไปอาบซะพี่บอกให้ทีมงานสั่งข้าวขึ้นมาให้พวกนายสามคนแล้ว” พอก้าวเข้าไปถึงก็หยุดสายตาไว้ยังคนที่นั่งกอดเข่าอยู่บนโซฟา เห็นยังใส่ชุดเดิมจึงสันนิษฐานว่ายังไม่อาบน้ำซึ่งก็น่าเป็นเช่นนั้นเพราะ เมื่อคืนทันทีที่เหยียบเท้าเข้าโรงแรมก็เดินตึงๆออกจากห้องพักไปโดยบอกแค่ ว่าจะไปเล่นไพ่กับพวกเอฟที เด็กหนุ่มอิดออดเล็กน้อยแต่ก็ยอมเดินเข้าห้องน้ำแต่โดยดี

หมู่นี้พี่ยงฮวากับเขาแทบกลายเป็นคนไม่รู้จักกัน
ทั้งที่สถานะของเราสองคน… ยังใช้คำว่าแฟนอยู่
แล้วนี่อะไร นึกจะไม่สนใจก็ต่างคนต่างอยู่แต่บทบ้าอำนาจ
ก็เดินหน้านิ่งมาสั่งให้ทำโน้นทำนี้อย่างเอาแต่ใจ บ้าชะมัด!

ประตู ห้องพักถูกเปิดเข้ามาหลังเสียงเคาะสองสามครั้ง จงฮุนมองหาคนที่เขาให้นั่งรอเพื่อกลับไปเอายา พบเพียงโซฟาว่างเปล่ากับคนอายุมากกว่าที่ยืนมองวิวทิวทัศน์ของกรุงเทพฯตอน เที่ยงวัน ยงฮวาตวัดหน้ามามอง

“จะทายาให้จองชินเหรอ เค้าอาบน้ำอยู่”

“อืม งั้นผมนั่งรอก็ได้”

“ไม่ เป็นไร พี่ว่านายรีบไปเตรียมตัวดีกว่าเดี๋ยวตอนบ่ายต้องบรีฟคิวแล้ว อีกอย่างนายเป็นลีดเดอร์หายตัวมาแบบนี้คนในวงนายจะหากันให้ขวั่ก” เจ้าของห้องกอดอกเดินช้าๆเข้ามาแบมือขอตลับยาซึ่งจงฮุนเองพอได้ฟังเหตุและผล ที่หาข้อเถียงไม่ได้จึงส่งมันให้กับหนุ่มรุ่นพี่ก่อนจะขอตัวกลับห้องพักตัว เอง

สถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเหมือนปิดฉากลงแต่กลับ ต้องเริ่มต้นอีกครั้งทันทีที่จองชินเปิดประตูห้องน้ำออกมา เด็กหนุ่มผงะเล็กน้อยเมื่อยงฮวายืนกอดอกรออยู่หน้าเตียง จองชินตีสีหน้าเรียบเฉยเดินไปรื้อข้าวของในกระเป๋าขึ้นมาใช้ ครีมสำหรับบำรุงหน้าขวดเล็กถูกเทใส่มือ ครีมทาผิวเนื้อเหลวถูกลูบเบาๆไปตามแขนและขาจนจองชินแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ฝ่ามือกว้างของคนที่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จาก็ลากให้ไปนั่งลงที่เตียงฉับ

“ไหน รอยยุงกัด?” ไม่ถามเปล่าดึงแขนสองข้างของคนที่ยังงุนงงขึ้นไปดู หัวคิ้วย่นเข้าหากันเมื่อรอยแดงเป็นจุดๆปรากฏเต็มสองแขนของคนรัก ให้ตายสิ นี่เขาเองก็ละเลยจองชินถึงเพียงนี้เชียวหรือ

“พี่จะทำอะไร?”

“ทายาหรือว่าต้องให้จงฮุนมันทาให้?”

“เกี่ยวอะไรกับพี่จงฮุน?”

“ก็เห็นสนิทกันจัง”

“อย่ามาหาเรื่องผม”

“จะลุกไปไหน พี่บอกว่าจะทายาให้ไม่ได้ยินรึไง?”

“ถ้าฝืนใจก็ไม่ต้องทำ ผมทาเองได้”

“ใคร จะฝืนใจกับแฟนตัวเองได้ลงคอ นั่งลงดีๆ” ยงฮวากดเสียงเครียดขรึมดึงให้อีกฝ่ายนั่งลงตามเดิมหลังจากฟึดฟัดจะลุกขึ้น เด็กหนุ่มจำต้องกระแทกก้นลงกับเตียงอย่างขัดใจ เบือนหน้าหนีคนที่ค่อยๆลงมือทายาตามรอยจุดสีแดงๆบนแขนให้

“ทำไม เมื่อเช้าไม่กลับมานอนห้อง?” ปล่อยความเงียบบีบคั้นหัวใจได้ครู่เดียวคนโตกว่าก็ถามขึ้น จองชินตวัดหน้ามาสบตา เม้มริมฝีปากเป็นเส้นตรงแต่ก็เลือกจะเก็บงำคำพูดไว้กับตัวเองส่งให้อีกคนยก มือวางตรงท้ายทอยแล้วรั้งเข้ามาจูบ ริมฝีปากประกบกันรวดเร็วและคนโตกว่าก็รุกรานต่อด้วยการสอดฝ่ามือเข้ามาใต้ เสื้อบีบคลึงผิวเย็นของคนเพิ่งอาบน้ำเสร็จเต็มมือ จองชินพยายามขืนตัวปัดแขนที่ทำอำเภอใจของอีกคนออกพัลวัน

มันได้ผล ยงฮวาผละตัวห่าง ละจูบรุนแรงออกมาแต่พูดเน้นย้ำทีละคำที่กกหูเด็กหนุ่มซึ่งทำให้คนฟังถึงกับชาวาบไปทั้งตัว

“อย่าดื้อให้มากนะจองชิน พี่ไม่ว่างพอจะมาตามใจนายนะ”

“แล้วผมเคยขอร้องให้พี่มาคอยตามใจรึไง” สวนกลับด้วยคำพูดพร้อมจดจ้องสายตากร้าวคู่นั้นอย่างไม่ยอมกัน

“ไม่อยากทำก็ไม่ต้องทำ ไม่อยากสนใจกันก็ไม่ต้องหรือถ้าไม่อยากคบกันแล้วก็เลิกกันไปเลยสิ!”

“จองชิน จะไปไหน? กลับมาคุยให้รู้เรื่องเดี๋ยวนี้!”

“เรา ไม่เกี่ยวอะไรกันแล้ว ปล่อย!” จองชินชักแขนที่อีกคนตามมารั้งไว้กลับก้าวตึงๆออกจากห้องไปเดี๋ยวนั้น เสียงกระแทกประตูโครมครามทำให้มินฮยอกที่กำลังจัดเก็บข้าวของเครื่องใช้ลง กระเป๋าเพื่อเตรียมเดินทางกลับคืนนี้หันไปมองหน้ากับคนที่เพิ่งงีบหลับเอา แรงไปได้ไม่ถึงสิบนาทีเลิ่กลั่ก จงฮยอนดีดตัวลุกขึ้นพรวดพราดวิ่งไปดูสถานการณ์ด้านนอก

“จองชินจะ ไปไหน ทะเลาะอะไรกับพี่ยงฮวาอีก?” วิ่งไปคว้าแขนน้องเล็กของวงไว้ เห็นอีกคนขอบตาแดงก่ำตัวสั่นด้วยแรงโกรธก็รีบดึงให้เข้าไปในห้องนอนตัวเอง จงฮยอนส่งสายตาให้มินฮยอกออกไปดูพี่ยงฮวา ร่างสูงก็หุนหันออกไปโดยเร็ว

จง ฮยอนนั่งลงข้างๆน้องเล็กที่กำฝ่ามือแน่น ใบหน้าและดวงตาแดงก่ำคล้ายคนจะร้องไห้แต่ไม่ยักกะมีน้ำตาสักหยด ลูบหัวน้องเบาๆดึงอารมณ์รุนแรงให้ค่อยๆเย็นลง

“นายไม่ได้ทะเลาะแรงๆกับพี่ยงฮวาแบบนี้นานแล้วนะ มีอะไรรึเปล่า?”

“ผมกับพี่เค้า เลิกกันแล้ว”

“อย่าบ้าน่าจองชิน งอนอะไรพี่เค้าอีก?”

“ทำไมพอมีปัญหาทุกคนต้องหาว่าผมงอนผมดื้อด้วย ผมโตแล้วนะพี่จงฮยอนไม่ใช่เด็กเล็กๆ”

“เอ่อๆ รู้ว่าโตแล้วแต่ทำไมต้องปิดประตูใส่พี่เค้าด้วย พี่เค้าโตกว่านะ”

“โตกว่า แล้วไง โตกว่าทำตามอำเภอใจได้งั้นเหรอ นึกอยากพูดก็พูดนึกอยากเงียบก็เงียบ เอะอะก็พี่ไม่มีเวลามาตามใจนะ อย่างโน้นอย่างนี้แล้วถึงผมเด็กกว่าแต่ผมก็ไม่เคยทำอะไรที่ดูถูกน้ำใจพี่ เค้าเลยนะ”

“ใจเย็นๆจองชิน ตกลงโกรธกันเรื่องอะไรเนี่ย?”

“พี่เค้าคงโกรธที่ผมไปยุ่มย่ามชีวิตพี่เค้ามั้ง ผมมันจุ้น ผมมันงี่เง่าไม่ดีเหมือนพวกผู้หญิงนี่!”

“เห้ย! เกี่ยวไรกับผู้หญิง พี่ยงฮวามีคนใหม่เหรอ?”

“ช่างเหอะ เลิกกันแล้วผมไม่ยุ่งหรอก”

“ไม่เอาน่าจองชิน ใจเย็นๆ”

“ลองพี่เห็นแฟนตัวเองกอดจูบกับผู้หญิงอื่นบ้าง พี่จะรู้สึกยังไง?”

“พี่ยงฮวาทำแบบนั้นเหรอ กับใคร?”

“ไร้ สาระทั้งนั้นแหละ ผมออกไปข้างนอกนะ” จองชินพาหัวใจที่เต็มไปด้วยอารมณ์กรุ่นโกรธออกจากห้องพักไปแม้จะเห็นว่า ประตูที่ตัวเองกระแทกลงปังเมื่อครู่ถูกเปิดไว้และมินฮยอกกำลังถามเอาความ ต่างๆจากคนแก่ไร้เหตุผลอยู่ก็ใช่จะสนใจ

อย่าดื้อ อย่าทำตัวไม่น่ารัก อย่าสารพัด
พี่ก็ดีแต่สั่งให้ผมไม่ทำแต่ทำไมตัวพี่เองถึงทำได้ทุกอย่าง

ไม่เว้นแม้แต่การเข้าใกล้คนอื่นและแสดงออกในสิ่งที่ไม่สมควร

“ผม เห็นจองชินตึงๆใส่พี่มาตั้งแต่ไปอัดรายการวันนั้นแล้ว” สร้อยเสียงของจงฮยอนที่ตามเข้ามาดูพี่ใหญ่อีกคนเอ่ยขึ้นชวนให้พี่ยงฮวากับมิ นฮยอกหันมามอง อัดรายการวันนั้นหมายถึงวันไหน

“ก็วันที่พี่ถ่ายรูปชุดแต่งงานกับซอฮยอนไงฮะ”

“ไร้สาระน่าจงฮยอน ก็รู้อยู่ว่าเป็นงาน”

“ถูก ฮะว่ามันเป็นงานแต่คนเป็นแฟนกันใจคอจะให้ไม่คิดอะไร ห้ามกันไม่ได้หรอก” ให้เหตุผลต่อพลางทิ้งสายตาไปยังคนที่ยืนฟังอยู่ข้างๆพี่ใหญ่ ไม่ได้จงใจแฝงความนัยใดใดทั้งสิ้นแต่อยากให้อีกรับรู้บ้างว่าฝ่ายที่ต้องยอม จำนนต่อทุกอย่างด้วยคำว่างานและงานนั้นก็ทุกข์ร้อนเป็น

“อีกอย่าง ถ้าจองชินเหมือนเด็กเล็กๆอย่างที่พี่ยัดเยียดให้เป็นก็อย่าลืมว่าเด็กเล็กๆมันต้องการคนดูแลและใส่ใจ ไม่ใช่ทิ้งไว้เป็นของตายแบบนั้น

จง ฮยอนตวัดตามองสองคนที่ไม่มีคำโต้ตอบมองนิ่งราวกับสะกดความรู้สึกของตัวเอง เมื่อกี้ฝังลงในหัวใจของสองคนตรงหน้า จนเสียงฝีเท้าย่ำห่างออกไป ยงฮวาและมินฮยอกจึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าคนที่เอาแต่เก็บงำคำพูดและความรู้สึก ที่ตรงกันข้ามกับตัวเองในพักหลังๆมาได้ก้าวออกไปแล้ว

ออกไปพร้อมกับหอบความน้อยใจเหล่านั้นออกไปด้วย

=#=#=#= Must be a reason why =#=#=#=

 

ยงฮวาพยักหน้าให้น้องชายตัวสูง ที่เอาคิวขึ้นแสดงมาให้ ตั้งแต่ออกจากโรงแรมมาถึงสถานที่จัดคอนเสิร์ตก็แทบไม่ได้พูดคุยกันเลย จองชินปลีกตัวเงียบๆกับเมมเบอร์เอฟทีโดยเฉพาะลีดเดอร์สุดหล่ออย่างชเวจงฮุน แม้แต่จงฮยอนเองที่ปากบอกว่าไม่ได้คิดอะไรไม่ได้น้อยใจอะไรก็เอาแต่ก้มหน้า ก้มหน้าเล่นกีตาร์เงียบๆคนเดียวระหว่างรอขึ้นแสดง

วลีที่คล้ายกับถูกน้ำเย็นสาดหน้าที่ว่าเขาทิ้งจองชินไว้เป็น ‘ของตาย’
ทำยังไงก็สลัดให้หลุดไปจากหัวไม่ได้เสียที

เขา อยากเถียงจงฮยอนไปนักว่าเขาไม่เคยมองจองชินในแง่นั้นแต่เวลานี้ต่างฝ่ายต่าง ยึดอารมณ์ตัวเองเป็นที่ตั้งครั้นจะจับให้หันหน้ามาคุยกันก็รังแต่จะเป็นชนวน ให้ทะเลาะกันเปล่าๆ

“พี่ยงฮวาค่ะ” คนที่จมในความคิดตวัดหน้าตามเสียงเรียกชื่อตัวเองพลันเสียงกีตาร์ของจงฮยอน รวมทั้งการเคลื่อนไหวจากน้องเล็กอีกมุมของห้องรับรองก็หยุดลง มินฮยอกที่ส่งคิวแสดงให้เขาเมื่อครู่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงก่อนเจ้าของชื่อ อย่างยงฮวาจะลุกตามและก้าวเข้าไปหาแขกผู้มาเยือน

หญิงสาวบอบบางที่รออยู่หน้าห้อง ยิ้มหวานพร้อมส่งขนมในมือมาให้

“พี่ๆกับฉันแบ่งขนมมาให้ค่ะ”

“ขอบใจนะซอฮยอน”

“ไม่เป็นไรค่ะ งั้นฉันไปก่อนนะค่ะ”

“อืม ระวัง!” คำเตือนดังขึ้นพร้อมยงฮวาที่ถลาเข้าไปคว้าเอวหญิงสาวไม่ให้ล้มไปนั่งจุมปุ๊ กที่พื้นไว้เพราะทีมงานบางส่วนขนข้าวของสวนทางกับเธอมา จุดรวมสายตาบริเวณนั้นจึงตกมายังคู่รักในจอที่โด่งดังจากรายการแต่งงานหลอกๆ โดยอัตโนมัติแต่ชั่วครู่เดียวก็หันหูตาสับปะรดกลับไป หลายๆคนชมว่าคู่นี้น่ารัก เหมาะสม วางตัวดีทั้งคู่แต่หลายๆคนก็ขีดเส้นให้ความน่ารัก ความเหมาะสมเหล่านั้นให้อยู่แค่ในรายการเท่านั้น…

“ขอบคุณค่ะ” ซอฮยอนกล่าวจากใจพร้อมยิ้มให้พี่ชายร่วมวงการก่อนแยกกันเพื่อตระเตรียมการ แสดงของตัวเอง ถุงขนมสองสามใบวางถูกนำมาวางลงกลางโต๊ะและยงฮวาก็ออกปากชวนให้น้องและคน อื่นๆกิน

เป็นมินฮยอกที่ให้ความสนใจกับมันคนแรก ชายหนุ่มฉีกซองผลไม้อบแห้งออกก่อนส่งให้จงฮยอนที่นั่งหน้านิ่งอยู่ที่เดิม แต่กระนั้นกลับถูกปฏิเสธด้วยข้ออ้างที่ว่าใกล้ขึ้นแสดงแล้วไม่อยากกินขนมให้ คอแห้ง ซองผลไม้อบแห้งจึงถูกยื่นต่อไปที่จองชิน

คำปฏิเสธมาพร้อมการลุกออกไปนอกห้องแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย

ยง ฮวาส่ายหน้าเล็กน้อยบอกมินฮยอกสั้นๆว่าเดี๋ยวจะกลับเข้ามาก่อนซักซ้อม สคริปต์อีกรอบ เขาตามจองชินไปถึงห้องน้ำและยืนรออีกคนทำธุระให้เสร็จก่อนคว้ามือให้เดินตาม เขาไปตรงมุมเงียบๆละแวกนั้น

“จองชิน เลิกคิดเลิกกังวลเรื่องซอฮยอนได้มั้ย?”

“ผมบอกพี่สักคำมั้ยว่าผมคิดเรื่องเค้าอยู่?”

“จะให้พี่พูดอีกกี่ครั้งว่าก็แค่งาน”

“แล้วจะให้ผมพูดอีกกี่ครั้งว่าผมไม่ได้คิดอะไร”

“ก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าในคิวไม่มีโชว์ของพี่กับเค้า ยังไม่สบายใจอีกรึไง?”

“พี่ ยงฮวา มันไม่ใช่เรื่องซอฮยอนเรื่องเดียว” จองชินมองอีกคนตัดพ้อ ใยหนอพี่ยงฮวาถึงเอาแต่เรื่องซอฮยอนมาขบคิดมาเป็นตัวแปรในความรักของเรา ถึงเขาจะรู้สึกหึงหวงรู้สึกน้อยใจกับงานคู่ระหว่างพี่ยงฮวากับเธอบ้างแต่มัน ไม่ใช่สาเหตุทั้งหมดที่ทำให้ปัญหามันลุกลามใหญ่โตเหมือนกับที่เป็นอยู่ตอน นี้

“พี่ไม่ได้มีคนอื่น” คนโตกว่าออกตัวหากจองชินจะพาลเอาเรื่องพรรค์นี้มาอ้างเห็นทีจะไม่สำเร็จแต่ ประโยคที่เขาได้ยินก็ทำให้เขาถึงกับงุนงง เด็กหนุ่มกัดริมฝีปากจนแทบช้ำ นัยน์ตาคลอคล่องด้วยน้ำใสๆสั่นระริกแต่ก็ไม่ยอมให้มันไหลออกมาแสดงความ อ่อนแอให้อีกคนเห็น

“เหตุผลที่คนเราจะเลิกกันไม่จำเป็นต้องมีคนอื่นเสมอไปหรอกฮะ ถ้าไม่เหมือนเดิมถ้าลืม ถ้าละเลยแล้วถ้าเห็นเป็นของตาย ก็เลิกกันได้

“จอง ชิน” เขายังยืนนิ่งที่เดิมที่ที่จองชินพูดในสิ่งที่ไม่เคยพูดมาก่อน แผ่นหลังบางที่ค่อยๆเดินจากเขาไปราวกับใบมีดที่เขามองไม่เห็นกรีดตรงกลาง หัวใจ ยงฮวาปล่อยแขนลงข้างลำตัวหมดแรงนึกย้อนถึงวันที่ได้เห็นรอยยิ้มได้ยินเสียง หัวเราะวันเวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน… ครั้งสุดท้าย

เขานึกไม่ออก
แต่ที่เขานึกออก
กลับเป็นประโยคที่มักบอกอีกคน… ผ่านโทรศัพท์

‘คืนนี้พี่กลับดึกนะ ไม่ต้องรอ’
‘กลับบ้านเองได้ใช่มั้ย พี่ต้องถ่ายซ่อมอีกหลายเทปเลย’
‘ให้จงฮยอนกับมินฮยอกพาไปหาหมอนะ เดี๋ยวถ้าเสร็จงานแล้วจะรีบกลับ’
‘ทำไมไม่โทรบอกพี่ล่ะว่าจะกลับไปค้างที่บ้าน งอนพี่รึเปล่า?’
‘นี่หนีไปซื้อเสื้อผ้ามาตอนไหน ทำไมไม่รอให้พี่พาไป’
‘ผอมลงนะ ทำไมไม่กินเยอะๆ?’
‘จะซื้อเบสใหม่เหรอ เก็บเงินได้แล้วรึไง?’
‘ไปซื้อมาตอนไหน ทำไมพี่ไม่รู้?’
‘วันนี้พี่ชายนายมาหาที่หอเหรอ พี่คงกลับไปไม่ทันนะ’
‘พ่อกับแม่นายมาเยี่ยมเหรอ ไว้พี่จะรีบเคลียร์งานนะ’
‘ต้องถ่ายโต้รุ่งเลย ห่มผ้านอน ฝันดีล่ะ’
‘ครบรอบหนึ่งปีที่เราครบกันเมื่อวานเหรอ พี่ขอโทษที่พี่ลืมนะจองชิน’

นี่ เขาเอาแต่ทำงาน ไม่ได้ให้เวลากับจองชิน ไม่ได้อยู่ด้วยกัน ไม่ได้ดูแล ไม่ได้เอาใจใส่และไม่ได้ทำตัวเป็นแฟนที่ดีมานานมากแล้ว เขาผ่อนลมหายใจเหยียดยาวขังตัวเองไว้กับความว่างเปล่า ขังไว้กับคำว่าสายเกินไปที่จะแก้ไขในสิ่งที่ทำผิดพลาดตรงนั้น

ไม่ นานทีมงานก็เดินมาตามให้เขาไปซักซ้อมสคริปต์เพราะเวลาใกล้แสดงจริงงวดเข้ามา ทุกที เป็นครั้งแรกที่กลับมายืนตรงหน้าจองชินแล้วไม่กล้าเอื้อมมือไปแตะต้อง ไม่กล้าแม้จะสบตาตรงๆอาจเป็นเพราะความผิดที่เพิ่งรู้ว่ามีติดตัวจนแทบถมเขา ให้จมไปใต้พื้นดิน

เสียงรถบัสคันใหญ่ที่ติดเครื่องรออยู่ที่ เดิมบอกให้รู้ว่าเวลาแห่งการเดินทางเริ่มขึ้นอีกครั้ง จองชินเดินนำขึ้นไปคนแรกโดยมีจงฮยอนตามมาส่วนยงฮวากับมินฮยอกรั้งท้ายมาและ กำลังจะตามขึ้นไปจับจองที่นั่งแต่เสียงโหวกเหวกของทีมงานที่รั้งให้ลงมาก่อน เพราะต้องการอัดคลิปเพิ่มบางส่วนสำหรับออกอากาศในวันที่พวกเขาจะคัมแบ๊คกับ ช่อง

เสียเวลากันไม่เท่าไรตากล้องก็ยิ้มร่าพร้อมชมเชยให้ความ เป็นมืออาชีพของทั้งสี่หนุ่มที่ต่อให้คิวฉุกเฉินแทรกเข้ามาก็สามารถรับมือ กับมันได้ดี จนวงร่วมค่ายอย่างเอฟทีทำการแสดงจบและตามขึ้นไปบนรถครบ พวกเราทั้งเก้าคนจึงฝากชีวิตไว้กับคนขับที่จะพาพวกเราไปส่งยังสนามบินเพื่อ เดินทางกลับเกาหลี

บรรยากาศบนรถไม่ต่างจากที่คิดไว้คือต่างคน ต่างงีบหลับในช่วงเวลาสั้นๆและบรรดาสตาฟต้องแปลกใจไม่น้อยที่เมมเบอร์ซีเอ็น บลูไม่ยอมนั่งด้วยกัน ไฟสว่างจ้าแยงผ่านม่านที่แขวนเหนือกระจก สนามบินของประเทศไทยที่คุ้นเคยเป็นอย่างดีคราครั่งไปด้วยผู้โดยสารทั่วไปและ แฟนคลับของพวกเขาสองวงทันทีที่รถจอดเทียบ

หากเป็นเฉกเช่นทุก ครั้งในเวลาต่อมาพวกเขาคงได้ขึ้นไปนั่งสบายเนื้อสบายตัวบนเครื่องบินลำยักษ์ แต่ผิดกับวันนี้ ตั๋วของพวกเขามีปัญหาซึ่งทำให้ต้องค้างคืนที่ไทยอีกเป็นคืนที่สองแต่ก็ไม่ ใช่ทุกคน

จองชินแอบลอบมองคนที่กำลังจะเดินผ่านประตูเพื่อไปขึ้น เครื่องโดยข้างกายมีเพื่อนร่วมปีอย่างมินฮยอกไปด้วย โชคดีที่แฟนคลับยอมแลกที่นั่งสองที่ให้กับสองคนนั้นเพราะพี่ยงฮวามีถ่ายราย การอินกิกาโยซึ่งเป็นเทปสุดท้าย ยังไงเสียก็ต้องกลับและเหตุผลที่มินฮยอกต้องพ่วงกลับไปด้วยเพราะคิวถ่ายภาพ นิ่งของละครเรื่องใหม่แทรกเข้ามา

หัวใจของจองชินสั่นไหว รู้สึกน้อยใจคนที่ได้ชื่อว่าเป็นพี่ใหญ่ของวงอย่างที่ไม่ควรรู้สึกเมื่อเห็น ว่ามินฮยอกเดินกลับออกมาและพูดสั่งให้พี่จงฮยอนดูแลตัวเองดีๆทันทีที่ถึง เกาหลีจะโทรหาและวันมะรืนตอนเช้าจะไปรอรับที่สนามบินอินชอน

ไม่ใช่ว่ามินฮยอกเป็นแฟนที่ดี เพอร์เฟค
แต่อาจเป็นเพราะว่าพี่ยงฮวาละเลยและมองข้ามในสิ่งที่ควรทำ

ยามต้องห่างกัน… มากเกินไป

แต่จะถือสาหาความอะไรได้อีก
ในเมื่อ… เขากับพี่ยงฮวา… เลิกกันแล้ว

สาย ตาที่ลอบมองเพื่อนร่วมปีกับพี่รองตัวบางต้องเบือนหนีเมื่ออ้อมแขนแข็งแรงของ มินฮยอกดึงพี่จงฮยอนเข้าไปกอด ทั้งที่ไม่ใช่คนอ่อนไหวอะไรนักแต่กลับทนมองไม่ได้ มองคนที่ถูกความรักเชื่อมกันไว้ด้วยกันไม่ได้เหมือนเมื่อก่อน

“เดี๋ยว ต้องไปกินข้าวกันก่อนนะ ทีมงานกำลังเปิดห้องพักให้” เสียงนุ่มของใครบางคนดังขึ้นข้างตัวพอจองชินมองหาจึงรู้ว่าเป็นจง ฮุนลีดเดอร์หน้าหล่อของอีกวงที่ต้องค้างคืนที่ไทยต่อด้วยกันเว้นเสียแต่ฮงกิ ที่กลับไปพร้อมพี่ยงฮวาและมินฮยอก แขนยาวๆของคนบอกความเมื่อครู่พาดมาที่ไหล่และรั้งให้เดินขนาบข้างไปด้วยกัน จองชินไม่ได้โต้ตอบอะไรมาก สายตาจดจ้องแต่ปลายเท้าตัวเองที่พาให้ห่างออกจากพี่ยงฮวาในทุกก้าวที่มุ่ง หน้าออกจากสนามบิน

โดยไม่รู้เลยว่า… คนที่เพิ่งตัดสินใจก้าวออกมาดู
ต้องก้าวกลับเข้าไปด้วยความเจ็บปวดที่ถาโถมในหัวใจ

เพียงลำพัง…

“ดีกับมินฮยอกแล้วเหรอฮะ?” กว่าจะมาถึงโรงแรมที่ต้องเชคอินเข้าฉุกเฉินก็ปาไปตีหนึ่งกว่า จองชินเอ่ยถามคนที่ทิ้งตัวลงนอนเตียงข้างๆ

“ก็ไม่ได้โกรธอะไรกัน”

“แล้วที่ไม่พูดกันเป็นอาทิตย์ๆล่ะ?”

“ก็มินฮยอกงานยุ่ง ฉันไม่อยากกวน”

“พี่จงฮยอน”

“ว่าไง?”

“พี่ รักมินฮยอกมากมั้ย?” จองชินลุกขึ้นนั่งทิ้งขาสองข้างลงข้างเตียง หันมาถามทำให้พี่ชายตัวบางที่หัวเพิ่งถึงหมอนตะแคงหน้ามาเลิกคิ้วใส่ นี่มักเน่น้อยเกิดอาการอีกแล้วหรือไงนะ

“มากคือเท่าไหนล่ะ กะไม่ถูก”

“ถ้าต้องเลิกกันพี่จะเสียใจมากมั้ย?”

“ไม่รู้สิ ยังไม่เคยเลิกกัน”

“แล้วถ้าต้องเลิก?”

“นี่จองชิน การเลิกกันไม่ได้ช่วยให้ปัญหาจบหรอกนะ ปากบอกเลิกแต่ใจนายยังรักยังคิดถึง มันยิ่งทำร้ายตัวนายเอง”

“พี่ไม่เข้าใจหรอก”

“อ้าว อย่าเอาคำฉันมาย้อนนะ นอนได้แล้ว” ทิ้งคำพูดไว้แค่นั้นก่อนมุดตัวเข้าใต้ผ้าห่ม ไม่ใช่ว่าเบื่อจะเป็นที่ปรึกษาให้จองชินแต่เรื่องละเอียดอ่อนพวกนี้ยากเกิน ไปที่คนนอกจะยื่นมือเข้าไปก้าวก่าย

และอีกหนึ่งเหตุผลที่ไม่อยากตอบคำถามจองชิน
เพราะเอาเข้าจริง ตัวเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าจองชินเท่าไร
บางทีอาจจะทำนิสัยเสียมากกว่าที่จองชินทำก็เป็นได้

จน ตอนนี้มินฮยอกจะรู้หรือยังว่าที่เขามึนตึงไม่พูดด้วยเป็นอาทิตย์เพราะอะไร แล้วจะรู้หรือยังว่าที่เขาไม่อยากให้รับละครเรื่องใหม่เพียงเพราะเหตุผล ง่ายๆที่ว่า

จะต้องห่างกันเป็นเดือน

=#=#=#= Must be a reason why =#=#=#=

ประตู บานเดิมสะท้อนในดวงตา จงฮยอนปล่อยให้จองชินเป็นคนเสียบการ์ดเพื่อปลดล๊อคมัน รองเท้าผ้าใบถูกถอดทิ้งส่งๆก่อนร่างของคนที่ตีหน้าบึ้งตั้งแต่ลงเครื่องจะ ย้ำฝีเท้าหนักๆเข้าไป

ที่หอก็ไม่มี ตารางงานก็ว่าง
แล้วไหงถึงไม่ไปรอรับเหมือนที่ปากพูดไว้

“ใจเย็นๆสิ มินฮยอกมันอาจมีธุระด่วนก็ได้”

“ธุระอะไรตอนเช้าๆแบบนี้?”

“ทำไมไม่โทรหามันล่ะ?”

“ไม่ ง้อแล้ว อยากทำอะไรก็ทำ ตัวใครตัวมัน” จงฮยอนกล่าวฉุนเฉียวก่อนหมุนตัวเข้าไปในห้องนอนตัวเอง นึกหน้าคนที่ดึงตัวเองเข้าไปก่อนแล้วรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะมารอรับ ที่สนามบินวันนี้ก็ยิ่งโมโห พี่คังบอกแค่ว่าพี่ยงฮวาและมินฮยอกไม่ได้มารับไม่ได้บอกเหตุผลแต่ที่ไม่อยาก โวยวายอะไรมากเพราะเจ้าน้องเล็กที่ก้มหน้างุดเดินคอตกอยู่ข้างๆคงอาการหนัก มากกว่า

เพราะพี่ใหญ่ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นแฟนที่มันเพิ่งบอกเลิก
ได้ขาดการติดต่อราวกับคนตายจากกัน…

ปลาย เท้าหยุดกึกทันทีที่ผลักบานประตูเข้าไป สายตาพลันหยุดที่กลางเตียงกับวัตถุแปลกปลอมที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีภายในห้อง เขา จงฮยอนค่อยๆสืบเท้าเข้าไปใกล้หยิบมันขึ้นดู กระพริบตามองมันราวกับสอบถามว่ามันโผล่มาจากไหน

ตุ๊กตาหมา บลูเทอร์เรียสีขาวนอนกางแข้งกางขาพังพาบอยู่ตำแหน่งกลางเตียงพอดิบพอดีราว กับจัดวางโดยที่คางแหลมๆของมันทับกระดาษโน๊ตใบเล็กๆไว้

แล้วลายมือเรียบร้อยคุ้นตาทำให้จงฮยอนยิ้มออกมา


‘จะตั้งใจทำงาน ไม่นอกลู่นอกทางและสัญญาจะคิดถึงกันทุกวัน’

จง ฮยอนเกือบจะหน้าคะมำเล็กน้อยด้วยแรงสวมกอดจากด้านหลังและไม่ต้องหันไปดูก็ รู้ว่าเจ้าของวงแขนอบอุ่นคือใคร ใบหน้าหล่อเหลาของมินฮยอกซบตรงไหล่พร้อมฉวยหอมแก้มขาวไปหนึ่งฟอดเต็มๆ

“หายง้อนกันนะ”

“ก็บอกว่าไม่ได้ง้อน”

“งั้น ก็เลิกคิดว่าผมจะไปนอกลู่นอกทางได้แล้ว ผมรักจงฮยอนคนเดียว” เสียงทุ้มกล่าวชิดใบหู แรงอ้อมกอดกระชับแน่นก่อนอีกคนจะเอื้อมมือไปจับใบหน้าเจ้าหมาบลูเทอร์เรีย ที่จงฮยอนถือไว้ผงกขึ้นลง สื่อว่าเขารู้และเข้าใจในสิ่งที่ร่างบางคิดและกังวลมาตลอดอาทิตย์โดยผ่าน เจ้าตุ๊กตาขนปุกปุยที่ไปเดินหาซื้อมาเมื่อวาน

“ถึงผมไปทำงานไกลๆแต่ถ้าจงฮยอนคิดถึงก็กอดเจ้าตัวนี้ไว้นะ”

“ฉันไม่ใช่เด็กๆนะที่จะใช้ตุ๊กตาเป็นของล่อ”

“ผมเคยว่าจงฮยอนเป็นเด็กรึไง ชอบมั้ย?”

“เหมือน นายจัง” จงฮยอนหมุนตัวเข้าหาเจ้าของอ้อมกอดชูเจ้าตุ๊กตาหมาบลูเทอร์เรียเทียบกับใบ หน้าหล่อเหลาของคนให้พลันหัวเราะเสียงใส อย่าว่าแค่เหมือนกันเพราะมันแทบถอดแบบมาจากคนให้ทุกกระเบียดนิ้ว

“ก็เอาไว้ฟัดเวลาผมไม่อยู่ไง”

“บ้าสิ ใครจะฟัดตุ๊กตาล่ะ”

“งั้นฟัดคนให้ตุ๊กตาก็ได้ ฟัดแรงๆก็ได้ ยอม”

“อย่ามาทะลึ่งมินฮยอก”

“ทะลึ่งตรงไหน แฟนกันแท้ๆ”

“ไม่พูดกับนายแล้ว ปล่อยก่อนจะไปอาบน้ำ”

“งั้นผมอาบให้”

“ใครขอ”

“ผมยอม”

“ฉัน ไม่พูดกับนายแล้ว” จงฮยอนย่นหัวคิ้วทำปากยู่ใส่แฟนตัวสูงของตัวเองก่อนเอาเจ้าตุ๊กตาหมา บลูเทอร์เรียวางไว้บนเตียง หากมินฮยอกไม่อยู่ หากไม่ยืนกอดอกรอท่าจะอาบน้ำให้คงเอามือบีบแก้มตัวเองแรงๆให้หายเขินสักที นานแล้วทีไม่ได้ตุ๊กตาเพราะครั้งสุดท้ายที่ได้ก็งานวันเกิดตอนประถมที่แม่ ซื้อให้

แม้มันจะดูหน่อมแน่มชอบกล
แต่ถามว่าดีใจมั้ย… ก็อยากตอบว่าดีใจมาก

ต่อให้คนบนโลกนี้มีเหตุผลล้านแปดมาค้าน จงฮยอนก็ไม่สน
ถ้ามินฮยอกเข้าใจใส่ใจกัน… นั้นก็เป็นเหตุผลเดียวที่มากพอ

อีก ฟากหนึ่งของหอที่ข้าวของยังวางระเกะระกะเนื่องจากเพิ่งย้ายเข้ามาได้ไม่กี่ วันก็ต้องเดินทางไปประเทศไทย จองชินเหลือบมองบานประตูห้องของคนที่ตัวเองเพิ่งบอกเลิก ความรู้สึกปวดแปล๊บราวกับเข็มเล่มเล็กๆทิ่มแทงหัวใจส่งให้กระบอกตาร้อนผ่าว ไม่ใช่ว่าตั้งตัวไม่ทันกับสถานะที่เปลี่ยนไปแต่คงเป็นหัวใจที่มีเลือดซึม เพราะเข็มเล็กๆเหล่านั้นที่ไม่อยากรับความจริงว่า…

พี่ยงฮวาต่างหากที่ไม่มีหัวใจ
ถึงยอมรับคำบอกเลิกกันอย่างง่ายดายนัก

ผลัก ประตูเข้าห้องตัวเอง สาวเท้าเข้าไปเชื่องช้าแต่ราวกับถูกตรึงไว้กับที่เมื่อกวาดตามองไปโดยรอบ ผ้าม่านสีน้ำเงินรูปดาวแขวนไว้เหนือหน้าต่าง เตียงขนาดสามฟุตครึ่งตั้งชิดอยู่มุมใน ผ้าปูที่นอนสีน้ำเงินถูกคลุมไว้เรียบตึง หมอนกับหมอนข้างถูกใส่ปลอกไว้อย่างเรียบร้อย หนังสือ ซีดีรวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ต่างๆถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบบนโต๊ะและ ชั้นไม้

จำได้ว่าก่อนไปประเทศไทยทุกอย่างยังถูกกองสุมกันไว้มุมห้อง

“พี่ จัดตามที่พี่ชอบนะแต่ถ้าจะให้ย้ายตรงไหนก็บอก เดี๋ยวพี่ย้ายให้” ใครบางคนที่ไม่ได้โผล่หน้าไปรับที่สนามบิน ใครบางคนที่จองชินตัดพ้อว่าไม่มีหัวใจก้าวมาหยุดอยู่ข้างๆเด็กหนุ่มมองชุด ลำลองที่อีกคนใส่ เสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงขาสั้นเหนือเข่าธรรมดาๆแล้ววกสายตาขึ้นมามองใบ หน้าเจือรอยยิ้มนั้นๆ

วันนี้จองยงฮวาไม่มีตางรางรึไง
ถึงอยู่หอพร้อมชุดลำลองที่จองชินแทบไม่ได้เห็นมานานมากแล้ว

“ไม่ ไปทำงานเหรอฮะ?” เลี่ยงไม่ตอบในสิ่งที่คนโตกว่าถามพลางเดินเอากระเป๋าวางปลายเตียง จะเรียบเรียงคำพูดยังไง จะใช้น้ำเสียงแบบไหนดีเพราะไม่ใช่คนรักกันอีกต่อไป

“ต่อไปนี้ถึงทำงานก็ต้องเห็นหน้ากันทุกวัน ทนเบื่อหน่อยล่ะกัน”

“หมาย ถึงอะไร?” เด็กหนุ่มเลิกคิ้ว พยายามเว้นระยะห่างระหว่างกันแต่อีกคนกลับตีหน้าเฉยนั่งลงข้างกระเป๋าเขาฉับ แขนข้างหนึ่งถูกดึงให้นั่งลงข้างกัน

“พี่ไม่ได้ต่อสัญญาวีกอทนะแล้วก็ออกจากเอ็มซีอินกิแล้ว จะกลับมาทำงานของวงอย่างเดียว จะได้อยู่ใกล้ๆกันทุกวัน”

บอกแล้วว่าอีจองชินไม่ใช่คนอ่อนไหว หวั่นไหวเท่าไร
แต่คำบอกกล่าวที่จองยงฮวาบอกว่าพร้อมฝ่ามือที่เกาะกุมกัน
ก็เล่นเอาแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่ไหว…

เด็ก หนุ่มช้อนตาขึ้นสบ รอยยิ้มอบอุ่นปรากฏอยู่ตรงหน้า ท่อนแขนอีกข้างที่ไม่ได้กุมมือบางไว้รั้งเอวเข้าไปกอดก่อนเลื่อนขึ้นลูบหัว เบาๆ จองยงฮวากำลังตบหัวลูบหลังทำไมจะดูไม่ออก ทำไมจะรู้ไม่ทัน มันทดแทนกันไม่ได้หรอกที่ทิ้งไว้เขากับความเหงาตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา มันลบล้างกันไม่ได้หรอกที่ทิ้งคนๆนี้ไว้กับเข็มนาฬิกาที่หมุนไปข้างหน้าทุก วันๆแต่ตัวเองถูกทิ้งไว้กับที่เดิมเสมอ

แต่หัวใจดันเต้นโครมคราม เต้นจนมันผิดจังหวะไปหมด
ที่รู้ว่าอีกคนทำเพื่อกัน… ทำให้กันมากขนาดนี้

“ง้อกันเหรอฮะ?” ถามอู้อี้ในอ้อมกอดแนบแน่น

“ง้อ แล้วก็กำลังขอคืนดีกับแฟนอยู่”

“แฟนคนไหน?”

“พี่มีแฟนคนเดียวจองชิน พี่ไม่เคยมีคนอื่น”

“แต่เราเลิกกันแล้ว”

“ไม่เคย เราไม่เคยเลิกกัน”

“พี่ยงฮวา~”

“หือม์?”

“……….”

“ขอโทษนะที่พี่ละเลยนาย พี่ขอโอกาสแก้ตัวได้มั้ย?”

“พี่จะเลิกบ้างานได้เหรอฮะ?”

“ก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครบางคนจะทำให้พี่เลิกได้รึเปล่า?”

“เอ๊ะ?!” ผละออกจากอ้อมกอด ช้อนตามองด้วยความสงสัย

“อ้อนพี่เยอะๆให้พี่หลงนายหัวปักหัวปำสิ พี่จะได้ไม่อยากลุกจากเตียงไปไหน พี่ว่านายทำได้นะ”

“บ้าสิ งั้นพี่ก็ไปบ้างานเหอะ!” มือบางตีเข้าที่ไหล่คนโตกว่า พูดอะไรเนี่ยไอ้ลุงบ้า

“เริ่ม เลยล่ะกัน พี่ใจร้อน” ใช่ว่าจะสนใจที่เด็กหนุ่มตีเข้าให้ป๊าบใหญ่ ยงฮวาผิวปากอย่างอารมณ์ดีพร้อมเดินไปกดล๊อคประตูเดี๋ยวนั้นก่อนรี่เข้ามา ผลักอีกคนให้นอนลงบนฟูกนิ่ม ผ้าปูที่นอนที่หลังอัดอินกิกาโยเทปสุดท้ายเมื่อวานเสร็จแล้วไปเดินหาซื้อมา ให้เริ่มยับย่นเมื่อจองชินดิ้นขลุกขลัก

“พี่ยงฮวา จะทำอะไร พวกมินฮยอกอยู่ข้างนอกนะฮะ”

“โอ้ย ป่านนี้เอาตุ๊กตาหมาง้อกันไปหลายรอบแล้ว”

“ตุ๊กตา หมา?” คนข้างใต้ย่นหัวคิ้วกระพริบตาปริบๆ งงหนักไปใหญ่กับตุ๊กตาหมาที่พี่ยงฮวาเอ่ยถึงแต่ไม่ได้รับคำตอบไม่พอคนใจร้อน ก็จัดการปลดชุดที่เกะกะขวางตาบนร่างกายจองชินออกหมดในพริบตาเดียวแต่ในความ ใจร้อนนั้นๆก็ไม่ละความพยายามที่จะปราบเด็กดื้อที่พยายามจะตะกายออกจากอ้อม กอดเขาไป สองแขนแข็งแรงกดลำตัวเด็กหนุ่มให้จมลงกับฟูกนอนมากกว่าเดิม

เข้าใจที่จองชินไม่พร้อมให้เขากอด
เข้าใจที่จองชินไม่พร้อมให้เขาเอาแต่ใจ
เข้าใจ… ว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้

เราสองคนก็ละเลยมันไปเนิ่นนานพอๆกับละเลยความรู้สึก

“พี่ จะอ่อนโยน ไม่ต้องกลัว” เสียงนุ่มกระซิบข้างหู หัวใจเต้นระส่ำจนแทบเอามือมาจับไว้เพราะเกรงว่าพี่ยงฮวาจะได้ยินมันเข้า ไม่ใช่ว่ากลัวกับเรื่องพวกนี้แต่พักหลังๆมาแทบไม่ได้ใกล้ชิดหรือถูกเนื้อ ต้องตัวกัน

ต่อให้เป็นแฟนที่คบกันมานาน
ก็ทำตัวไม่ถูกเหมือนกัน

“ไม่ได้กลัวซักหน่อย” เสียงยังฉุนเฉียวแต่อ้อมแอ้มจนเรียกรอยยิ้ม

“ไม่ต้องตื่นเต้น”

“ถ้าพูดอะไรอีก ผมจะลุกไปเดี๋ยวนี้”

“งั้นถ้าพี่อยากส่งเสียง จะโกรธมั้ย?”

“พี่ยงฮวา!” ตวาดเสียงเขียวพร้อมขึงตาใส่อีกรอบ ทำไมไอ้ลุงนี่ถึงพูดอะไรได้ไม่กระดากอายสักนิดจองชินนึกถามตัวเองในใจ

เสียง เถียงกันไปมาเงียบหายไป ชายผ้าม่านปลิวไหวตามแรงลมเอื่อยเชื่อยที่พัดผ่านเข้ามา ลมที่หอบเอาบรรยากาศยามเช้าที่นานแล้วไม่ได้ใช้เวลาด้วยกันให้หวนกลับคืนมา

หลายเหตุผลที่เรามีเวลาให้กันน้อยลง
หลายเหตุผลที่เราละเลยความสำคัญของคนใกล้ตัว
หลายเหตุผลที่เรารู้ ได้ยิน ได้เห็นแต่ไม่อยากเข้าใจ

แต่เหตุผลเดียวที่ทำให้อ้อมกอดเดิมๆยังอบอุ่น
ก็คือ… ความรักที่ยังถมเต็มในหัวใจ… ของเราสองคน

=#=#=#= Must be a reason why =#=#=#=

 

จอง ชินลิ่วตามองสิ่งไม่มีชีวิตสีขาวหน้าตาถอดแบบจากหมาพันธุ์บลูเทอร์เรีย ทุกกระเบียดนิ้วบนตักพี่รองจงฮยอนก่อนตวัดสายตาไปมองหน้าพี่ยงฮวา คนโตกว่าที่กำลังง่วนอยู่กับการต้มน้ำซุปหน้าเตายักไหล่ ยิ้มให้อย่างคนเจ้าเล่ห์

รู้ว่าจองชินอยากรู้ว่าตุ๊กตาหมา บลูเทอร์เรียบนตักจงฮยอนใช่ตุ๊กตาหมาตัวเดียวกับที่เขาพูดถึงก่อนบทรักเร่า ร้อนที่ทดแทนช่วงเวลาเกือบเดือนที่ร้างรากันไปจะทำให้ลืมถามต่อหรือเปล่า

จนมินฮยอกที่นำแก้วเปล่าสี่ใบมาวางกลางโต๊ะพร้อมน้ำอัดลมสองสามขวด จองชินจึงดึงชายเสื้อเพื่อนร่วมปีลงมาถาม

“ตุ๊กตานั่นป่ะ ที่นายซื้อง้อพี่จงฮยอน?”

“น่ารักล่ะสิ ห้ามแย่งพี่จงฮยอนไปนะ ถ้าอยากได้ไปอ้อนพี่ยงฮวาเอาเอง”

“บ้า สิ ไม่ใช่เด็กๆนะที่จะมาแย่งของกัน” จองชินว่าเข้าให้ก่อนปล่อยให้มินฮยอกไปช่วยพี่ยงฮวาทำกับข้าวต่อ วันนี้พี่ยงฮวากับมินฮยอกบอกว่าเตรียมปาร์ตี้ไว้เพื่อฉลองการย้ายหอและฉลอง ที่อัลบั้มเต็มของพวกเราเสร็จสมบูรณ์แล้ว

จงฮยอนเหลือบตามามอง เจ้าน้องเล็กที่นั่งหันรีหันขวางที่พื้นแล้วแทบกลั้นขำไม่ไหว สังเกตตั้งนานแล้วที่จองชินกรอกตาไปมาขมุบขมิบปากอยากถามว่าตุ๊กตาที่เขาเอา มันออกมานั่งดูทีวีด้วยมาจากไหน

“เล่นได้แต่ห้ามขโมยไปนะ” ไม่ได้อธิบายอะไรเพียงยื่นไปให้จองชิน อีกคนเอียงคองงๆแต่เพราะความที่ขนปุยๆและหน้าตาน่ารักน่าชังของตุ๊กตาทำให้ จองชินรับไปพลิกขึ้นพลิกลงดู

น่ารักจัง แต่เอ๊ะ… มันเหมือนอะไรสักอย่าง

“เหมือน มินฮยอกล่ะสิ” จงฮยอนยื่นหน้ามากระซิบถาม นัยน์ตาเป็นประกายวาววับราวกับได้แกล้งแฟนตัวเองที่เอามาเที่ยวโพนทะนาว่าไป สรรหาตัวตายตัวแทนให้แฟนสุดรักไว้กอดรัดฟัดเหวี่ยง เท่านั้นแหละจองชินถึงกับระเบิดหัวเราะเสียงดัง วิ่งถลาเอาตุ๊กตาในมือไปเทียบกับหน้าเพื่อนร่วมปีที่ก้มหน้าก้มตาล้างผัก อยู่

“คิดได้ไงอ่ะมินฮยอก โอ้ยย ขำ”

“น่าขำตรงไหนจองชิน เอามันไปไกลๆเดี๋ยวเปียกน้ำ”

“แน่ะ ทำหวง”

“ไม่ได้หวงแต่เดี๋ยวมันเปียก ฉันล้างผักอยู่”

“อาบน้ำไง อาบน้ำให้มัน”

“เอา คืนมาเลยจองชิน เดี๋ยวมันเปียก!” คราวนี้คนที่ตะโกนลั่นไม่ใช่มินฮยอกแต่กลับเป็นคนที่นั่งหน้าจิ้มลิ้มบนโซฟา ที่วิ่งมาทวงของตัวเองคืน จงฮยอนจับได้แค่หางปุกปุยสั้นกุดของมันเพราะจองชินดึงกลับแล้ววิ่งไปหลบข้าง คนที่กำลังคนน้ำซุปในหม้ออยู่

“คืนจงฮยอนไปจองชิน ไว้พี่จะซื้อตัวใหญ่กว่านี้ให้”

“จริงนะฮะ?”

“ไม่ดีกว่าเอาตัวเล็กๆก็พอ ต้องประหยัดเพราะงานน้อยลงแล้ว”

“หง่ะ พี่ยงฮวา ผมเก็บเงินซื้อเองก็ได้”

“จะเอาไปทำไมตุ๊กตา พี่อยู่ให้ฟัดทั้งคน”

“ใคร จะฟัดพี่?” จองชินเบ้หน้าแต่พอคนโตกว่าทำยิ้มกรุ่มกริ่มมาให้หน้าพลันขึ้นสีจัดเพราะภาพ ที่ถูกอีกคนฟัดบนเตียงตั้งครึ่งค่อนวันผุดขึ้นมา ที่ต้องใช้คำว่าฟัดเพราะคราวนี้แทบช้ำไปทั้งตัวทีเดียว เล่นเค้นเล่นบีบอย่างเอาแต่ใจไหนจะไม่ยอมให้ลุกมากินข้าวเที่ยงด้วยอีก นี่ถ้าไม่ติดว่ามินฮยอกไปเคาะเรียกให้ออกมาเตรียมทำของกินสำหรับปาร์ตี้คืน นี้มีหวังฟ้าสางวันรุ่งขึ้นเขาคงได้ถูกห่ามไปให้น้ำเกลือที่โรงพยาบาลแน่ๆ

ตุ๊กตา หมาบลูเทอร์เรียถูกส่งให้เจ้าของมันก่อนปาร์ตี้จะเริ่มขึ้นตอนหนึ่งทุ่มเศษๆ ทีวีเครื่องใหญ่ถูกเปิดทิ้งไว้แต่เบาเสียงจนแทบไม่ได้ยินเพราะอยากให้ช่วง เวลาที่ได้นั่งกินข้าวล้อมวง ช่วงเวลาที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาดำเนินไปด้วยการพูดคุยเรื่องราวของ กันและกันและเรื่องราวที่พวกเขาสี่คนต้องก้าวไปด้วยกัน

รอยยิ้ม เสียงหัวเราะของพี่น้องลอยฟุ้งในอากาศ
แววตา ความห่วงใยของเพื่อนร่วมวงปลิดปลิวไปรอบๆ
และความรัก ความเข้าใจของคนสำคัญโอบกอดพวกเขาไว้

ไม่ว่าเรื่องร้ายๆจะเข้ามา
อุปสรรคใหญ่ๆจะขวางกั้น
แค่เพียงยังใส่ใจเข้าใจกัน
เหตุผลเดียวก็มากพอ…

ที่จะทำให้ความรักยังถมเต็มหัวใจ

The End

=#=#=#= Must be a reason why =#=#=#=

HaneiBee Talk: จบ ง่ายสิ้นดี ==” ไม่มีข้อแก้ตัวค่ะ เอาง่ายๆเลยคือ อยากแต่งให้จบไม่อยากค้างไว้เพราะกลัวอารมณ์จะต่อไม่ติด แต่งสนองนี๊ด แต่งสนองความนอยด์ แต่งสนองอะไรหลายๆอย่างที่ขัดใจฮันนี่บีมาทั้งสัปดาห์

อ่าน
จบ
เม้นท์

โคมาวอโย^^

เผื่อนึกไม่ออก โฉมหน้าตุ๊กตาหมาบลูเทอร์เรีย

ตัวนี้คือตัวที่เขียนบรยายไว้ในฟิคเลย ฮันนี่บีเห็นแล้วดิ้นๆ อยากได้มาฟัดเช้าฟัดเย็น

จริงๆเค้าอยากใส่อิแมวมารีไว้ด้วย มันน่ารักชอบกล
เห็นแล้วนึกถึงอีจงฮยอนชะมัดแต่ไม่มีเหตุผลจะเอามันมาใส่ในฟิค


สรุป แมวมารีเกี่ยวไร? 55555555555

มุมเกร็ดความรู้(มีกับเค้าด้วยวุ้ย >///<)

บูลเทอร์เรีย (Bull Terrier) สุนัข พันธุ์นี้เป็นที่รู้จักของคนไทยในยุคหลัง ด้วยหน้าตาแปลกๆ แต่แอบน่ารัก โครงหน้าแหลมๆ ยาวๆ ตาตี่ๆ หูตั้ง ตัวขาวล้วน มีสีดำแต้มที่บริเวณตาข้างใดข้างหนึ่ง ดูไปดูมาหน้าตาออกแนวกวนใจ บูลเทอร์เรียเลี้ยงง่าย มีจินตนาการสูง มีบุคลิกไม่เหมือนสุนัขพันธุ์อื่นที่ทำให้ใครๆ เห็นแล้วต้องหลงรักในความทะเล้น ขี้เล่นทำให้เวลานี้สุนัขบูลเทอร์เรียมาแรงแซงทางโค้ง มีผู้นิยมเลี้ยงมากขึ้นเรื่อยๆ ในบ้านเรา

สุนัขบูลเทอร์เรียเป็น สุนัขที่มีลําตัวและโครงสร้างที่แข็งแรง เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อ มีส่วนสัดที่รับกันอย่างพอดี มีลักษณะปราดเปรียว คล่องแคล่วว่องไว จิตใจเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น มีไหวพริบและความฉลาดเป็นเลิศ ทั้งตัวเต็มไปด้วยความรู้สึกอย่างแรงกล้า

อุปนิสัย : มีจิตใจที่อ่อนโยน ไม่ดื้อดึงกับระเบียบวินัย

ที่มา : คุณกลูเกิ้ลลลลลลลลลลลลล

ปล.เอามาให้อ่านทำไมไม่รู้ รู้แค่ว่าเค้าเห็นหน้ามันและอ่านอุปนิสัยของมันแล้ว อยากเป็นเจ้าของมัน!

About these ads
Comments
  1. lpshinosuke says:

    มี Tumblr กะ Twitter มั๊ยอ่ะ

  2. PrinZ says:

    อ่า…ยาวได้ใจจริงๆ เลยค่ะ ตาลายเลย!!!

    ขอบคุณสำหรับฟิคดีๆ สะท้อนมุมมองความรัก…

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s