[Fic] =# My Dearest One l๒l #=

Posted: June 10, 2011 in ~* YongHyun *~

TiTle: My Dearest One
Paring:YongHwa x JongHyun
AuThor: HaneiBee

หากเพียงผีเสื้อขยับปีกอันบอบบาง
แล้วโลกทั้งใบเกิดพายุฝน…

เพียงหนึ่งหยดน้ำตาของอีจงฮยอน
ชายชาติกษัตริย์จองยงฮวาคงทุกข์ทรมานใจ

[๒]

ผ่านมาถึงสี่ปีแล้ว…แต่หัวใจของจงฮยอนก็ยังมิสามารถลบลืมและให้อภัยต่อองค์รัชทายาทจองยงฮวาได้

ขณะ ที่พระองค์ยังทรงพระเยาว์ ช่วงเวลานั้นได้ทรงมีสหายสนิทสองคนคืออี จงฮยอนลูกชายคนเล็กของมหาเสนาบดีและอีจองชินลูกชายคนเดียวของท่านเจ้ากรม กลาโหม ทั้งสามคนเป็นเพื่อนเล่นกันมาตั้งแต่ครั้งยังไม่หัดอ่านเขียนตัวอักษรด้วย ซ้ำแต่แล้วความสัมพันอันดีงามกลับมลายหายไปในพริบตา เมื่อทรงเจริญวัยจนครบสิบห้าชันจะษา

“พวกเจ้าทำอะไรกันน่ะ? ” เด็กหนุ่มสองคนที่ตระคองกอดกันในสวนเขตส่วนพระราชฐานผละออกจากกัน ใบหน้าถอดสีเมื่อพบว่าเสียงตะโกนนั้นเป็นขององค์รัชทายาทนั่นเอง

“ฟังกระหม่อมก่อน… ฝ่าบาท ”

“เจ้า ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น…จองชิน พวกเจ้าสองคนลักลอบคนหากันโดยที่ปิดบังข้า…พวกเจ้าเห็นข้าเป็นตัวอะไร!” องค์รัชทายาทชักดาบออกมาอย่างโกรธจัด เนตรคมสลับมองสหายรักทั้งสองด้วยความคับแค้น

“ทั้งที่ข้าบอกเจ้าแล้ว…ว่าจงฮยอนคือคนที่ข้ารัก แต่เจ้ายังกล้าแตะต้องของๆ ข้าอีก! ”

“จง ฮยอนไม่ใช่ของใครทั้งนั้น พระองค์อย่าทรงตีค่าเขาแบบนั้น อีกอย่าง…เขามีใจให้ข้า” จองชินชักดาบคู่กายตัวเองออกมาเช่นกัน…เพื่อป้องกันตัวมิได้มีความคิดที่ จะต่อสู้กับองค์รัชทายาทแต่อย่างใด

“โกหก! เจ้ามันคนโกหก! จงฮยอนไม่ได้รักเจ้า” พระองค์ทรงรับสั่งเสียงดัง สีหน้าทะมึงทึง แววเนตรราวกับสัตว์ร้ายเข้าสิง จองชินรั้งตัวของจงฮยอนเข้ามากอดต่อหน้าพระพักตร์เกรงว่าสายเลือดกษัตริย์จะ ทรงกระทำการอันร้ายแรง

ยามที่ได้อยู่กับพระองค์เพียง ลำพัง…ไม่ว่าจะเป็นเวลาซ้อมดาบ หัดขี่ม้าหรือออกล่าสัตว์โดยปราศจากร่างบาง เขาได้ยินรับสั่งขององค์รัชทายาทที่พอพระทัยต่อตัวของจงฮยอน อีกทั้งพระองค์ยังทรงรับสั่งออกมาตรงๆ ว่าจะทำให้จงฮยอนเป็นของพระองค์ให้ได้ในภายภาคหน้า…

แต่หา ใช่เพียงแต่องค์รัชทายาทเท่านั้นที่มีจิตปฏิพัทธิแบบนั้นต่อจงฮยอน แล้วที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด…เจ้าของหัวใจที่ทั้งเขาและองค์รัชทายาทหมาย ปอง…ไม่ได้เลือกสายเลือดกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แต่กลับเป็นเขา…สามัญชน ธรรมดาเท่านั้น

“หยุดเถิดฝ่าบาท…ทรงอย่าใช้กำลังตัดสินแบบ นี้เลย กระหม่อมขอร้อง” ร่างสั่นเทาในอ้อมแขนของจองชินร้องห้าม ปลายดาบแห่งองค์รัชทายาทลดลง พระองค์ทรงยื่นหัตถ์อีกข้างมาให้จงฮยอน

“ก้าวมาหาข้าเดี๋ยวนี้… จงฮยอน” สายเลือดกษัตริย์รับสั่งพร้อมยื่นแขนออกมา รอคอยร่างในอ้อมแขนนั้นเอื้อมมาจับ พระองค์ทรงมั่นใจว่า… จงฮยอนจะเลือกพระองค์

แต่แล้วในที่สุด… จงฮยอนกลับซบหน้าลงกับอกของชายผู้เป็นคนรัก สามัญชนที่โอบกอดตนไว้

“ขอ ประทานอภัย… ฝ่าบาท” ดาบในมือองค์รัชทายาทถูกยกขึ้นสูงอีกครั้งหากแต่ไม่ได้ขยับเขยื้อนเพื่อทำ การฟาดฟัน…พระองค์ทรงชี้ปลายดาบมายังสหายทั้งสองเบื้องหน้าพระพักตร์

“สิ่ง ที่ข้าเคยพูดไว้กับเจ้า…ยังไงเสียข้าก็จะทำให้มันเป็นจริง” พระองค์ทรงรับสั่งกับจองชินเด็ดเดี่ยวและชัดถ้อยชัดคำก่อนจะเก็บดาบลงแล้ว เสด็จจากไป

หลังจากนั้นไม่ถึงแรมเดือน ท่านเจ้าขุนกลาโหมก็ถูกพระบัญชาจากองค์กษัตริย์ให้ไปประจำการที่แคว้นใหญ่ ทางทิศตะวันตกพร้อมทั้งครอบครัว…เป็นฝีมือองค์รัชทายาทผู้เป็นโอรสแสน รัก…คำขอไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่…องค์กษัตริย์มีหรือจะทรงขัด

ความทรงจำที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตา…ภาพสุดท้ายที่ไปยืนส่งคนรักที่หน้าประตูวัง จนวินาทีสุดท้ายก็มิอาจลืมเลือน

แผ่น หลังที่แสนอบอุ่นค่อยๆ ถูกแสงอาทิตย์แห่งอรุณรุ่งกลืนหายไป ร่างบุรุษอันเป็นที่รักนั่งบนอาชาสีดำสนิท ทุกคราที่หลับตาลงก็ทุกข์ทรมานอยู่ในอกจนแทบสิ้นใจ

……………………………..
……………………
…………..
……

กลางดึกคืนหนึ่งหลังจากนั้นสองปี… ประตูเรือนท่านมาหาเสนาบดีก็ถูกเคาะเรียกจากทหารรักษาการณ์ประจำพระราชวังส่วนใน

“องค์ รัชทายาทรับสั่งให้ลูกชายท่านมหาเสนาบดีเข้าเฝ้า” บิดาของจงฮยอนเกิดความฉงนขึ้นมาอย่างยากจะเข้าใจ… มองหน้าลูกชายเพียงคนเดียวของตัวเอง จงฮยอนรู้ว่าบิดาไม่เข้าใจรับสั่งขององค์รัชทายาทหรือแม้แต่ทหารรักษาการณ์ ที่รับพระบัญชามา… ไม่มีใครล่วงรู้ถึงหัวใจที่หยาบกระด้างขององค์รัชทายาทหนุ่ม

ครั้ง หนึ่งพระองค์ทรงเคยทำให้ครอบครัวของจองชินต้องระเห็ดออกไปอยู่ถึงหัวเมือง ไกล และครั้งนี้จงฮยอนก็รู้ดีว่าหากตนไม่ยอมไปเข้าเฝ้าตามพระบัญชา…ความพิบัติ พวกนั้นจักต้องมาสู้ครอบครัวตน

จงฮยอนเดินตามเหล่าทหาร รักษาการณ์มาอย่างเงียบๆ แต่ในหัวใจก็อดหวาดหวั่นไม่ได้… หลังจากเหตุการณ์วันนั้นตนได้พบองค์รัชทายาทน้อยครั้งนัก ไม่ใช่เรื่องยากเย็นอยู่แล้ว ที่ลูกชายสักคนมองข้าราชบริภารจะเอาแต่เก็บตัวอยู่กับตำรานับร้อยนับพันเล่ม

ทุกฝีก้าวที่มุ่งตรงสู่พระตำหนักแห่งองค์รัชทายาทก็ไม่ต่างอะไรจากการเดินหนีห่างจากความรักและความภักดีต่อบุรษทางแคว้นแดนตะวันตก

“แปลก ใจจริงที่เจ้ายอมมา” รับสั่งแรกเมื่อจงฮยอนถวายความเคารพแด่พระองค์ด้วยการคุกเข่ากลางห้อง บรรทม…ไหล่บอบบางของจงฮยอนถูกประคองให้ลุกขึ้น…หัตถ์ข้างขวาของพระองค์ เชยใบหน้าผู้ที่รับสั่งให้เข้าเฝ้า ทรงพิศด้วยดวงตาวาววับ ครานั้นจงฮยอนไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง…ว่าบุรุษเบื้องหน้าตนนั้น คือเด็กหนุ่มเลือดร้อนที่ชี้ปลายดาบมาทางตนกับจองชินเมื่อสองปีก่อน ร่างกายสมชายชาตรี พระพักตร์งดงาม อาภรณ์สีทะมึนที่ทรงสวมยิ่งส่งให้พระองค์สง่างามและน่าเกรงขามยิ่งนัก

แปรเปลี่ยนไปจนหมดสิ้น…ด้วยเจริญชันษาหรือถูกฟูมฟักให้เป็นสายเลือดกษัตริย์เต็มตัวกันแน่

ผิด กับอดีตสหายรักคนนี้อย่างมิกล้าเทียบเทียม ร่างกายของจงฮยอนยังผอมบางอยู่เช่นเดิมไม่ต่างจากวัยเยาว์ ด้วยความที่เป็นลูกชายคนเล็กที่ทั้งครอบครัวห่วงและหวงราวกับไข่ในหิน…จึง ไม่ยอมให้หยิบจับเพลงดาบมากเท่าใด อีกทั้งตัวเขาเองยังชอบที่จะเก็บตัวอยู่แต่ในห้องกับกองตำราจึงละเลยที่จะ ออกกำลังเยี่ยงบุรุษทั่วไปพึงกระทำ

ยิ่งได้อยู่ใกล้พระองค์มากเท่าใดก็ไม่ต่างจากลูกกวางตัวน้อยที่กำลังเผชิญหน้ากับราชสีห์ที่ทรงพลัง

จงฮยอนผงะถอยหลังตกใจเมื่อหัตถ์ของพระองค์จับปลายผมเส้นสีดำที่ตนปล่อยสยายไว้ถึงกลางแผ่นหลังขึ้นแตะกับนาสิกของพระองค์ช้าๆ

“อย่างที่ข้าคิดไว้ไม่มีผิด…ว่าเส้นผมของเจ้าจะต้องหอมเสียยิ่งกว่าพรรณไม้ในสวนพวกนั้น”

“ขอ ประทานอภัย…ฝ่าบาท กระหม่อมจะออกไปเรียกตัวนางกำนัลประจำตำหนักพระองค์ให้ บางทีเส้นผมของพวกนางคงจะมีกลิ่นหอมกว่าของกระหม่อมหลายเท่านัก”

“วาจา ของเจ้ายังหลักแหลมอยู่เสมอ…เหตุนี้ไงข้าถึงลืมเจ้าไม่ลง” องค์รัชทายาทหนุ่มแค่นยิ้ม รั้งร่างบางไว้ในอ้อมแขน…กดพระนาสิกลงกับผิวแก้มขาวนั้น มันหอมหวานเสียจนพระองค์ทรงชื่นพระทัย แต่ก็ยังไม่พอกับสองปีที่พระองค์ทรงอดทนรอมา…

“เจ้ารู้… ว่าข้าเรียกตัวเจ้ามาทำไมและเจ้าก็ต้องรู้หากว่าขัดใจว่าอะไรจะเกิดขึ้น”

“หากกระหม่อมขัดพระทัย… เรือนมหาเสนาบดีจะต้องเกิดการโกลาหลไม่ต่างกับที่ท่านเจ้ากรมกลาโหมเคยประสบมาเมื่อสองปีก่อน”

“ฉลา ดีนี่” พระองค์สอดมือลงใต้เสื้อนอนสีขาวบางเบาที่จงฮยอนใส่มา ลูบไล้แผ่นหลังของร่างในอาณัติช้าๆ ก่อนที่หัตถ์จะมาหยุดไว้ที่สะโพกของคนตัวบาง ไม่มีการขัดขืนใดๆ จนพระองค์เองยังแปลกพระทัยแต่พอดวงเนตรของพระองค์เห็นว่าอีกคนหลับตายิ่งก็ ทรงรับสั่งเสียงดัง

“ลืมตา! ข้าสั่งให้เจ้าลืมตาเดี๋ยวนี้! จงฮยอน” พระองค์ตรัสด้วยความโมโห

“ควักดวงตาของกระหม่อมไปทิ้งให้นกแล้งมันกัดกิน… ยังดีเสียกว่าให้ต้องเห็นพระพักตร์ของพระองค์ที่กระหม่อมเกลียดชัง”

“หึ! ดี อวดดีแบบนี้ ข้ายิ่งชอบใจนัก” ร่างของจงฮยอนถูกโยนลงไปบนแท่นบรรทม

“แม้ เจ้าจะไม่อยากจดจำหน้าข้าแต่ร่างกายของเจ้าจะจดจำความเป็นตัวข้าไปจนกว่า เจ้าต้องตาย จำไว้!!” เสื้อผ้าของจงฮยอนถูกฉีกออกจนเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย มันถูกเหวี่ยงไปคนละทิศละทางรอบแท่นบรรทม ร่างขาวโพลนบิดกายบดบังส่วนน่าอับอายของตน แม้จะหลับตาแน่นเพียงใด ความสมเพชตัวเองที่ถาโถมอยู่ก็ชวนให้อยากร้องไห้ออกมา

ในที่สุด วันนี้ก็มาถึง วันที่ต้องถวายร่างกายแด่ว่าที่กษัตริย์ที่ตนเกลียดชัง

…………………………………………
…………………………
………..

ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน…อีจองชิน ชั่วชีวิตนี้เราสองคนจะมีบุญได้พบกันอีกไหม? …..

==#==#==# My Dearest One #==#==#==

…’ร่างกายของกระหม่อมแปดเปื้อน แต่หัวใจกลับหาไม่ มันยังบริสุทธิ์อยู่เสมอ สำหรับเขาผู้นั้น’…

น้ำ สุรากลั่นเลิศรสถูกกระดกถ้วยแล้วถ้วยเล่า นางกำนัลสาวคอยถวายการรินแก่องค์รัชทายาทไม่ได้ขาดตอน นับจากวันที่พระองค์ได้ฟังถ้อยคำๆ นั้นออกจากปากของจงฮยอน แล้วเสด็จออกจากห้องบรรทมมากลางดึกก็ไม่ได้รับสั่งให้จงฮยอนเข้าเฝ้าอีก เลย…

สิบกว่าวันที่เรียกหาแต่นางกำนัลให้ปรนนิบัติรับใช้ทรงมีแต่กริ้วโกรธและดื่มหนักจนวุ่นวายไปทั้งพระตำหนัก ไม่ต่างอะไรจากเวลานี้

“ไหน เจ้าบอกมาสิ ว่าองค์รัชทายาทอย่างข้ามันน่ารังเกียจตรงไหน?!” ถ้วยน้ำสุรากลั่นกระเด็นตกไปสู่พื้น พระองค์ปรี่ตรงเข้ามาบีบต้นแขนนางกำนัลที่นั่งอยู่ข้างแท่นบรรทม นางมิกล้าตอบใดใดได้แต่ส่ายหน้ารัวด้วยความหวาดกลัว เป็นเฉกเช่นนี้มาหลายคืนติดและกว่าที่พระองค์จะสงบก็เมื่อน้ำสุราชั้นดีที่ ดื่มเข้าไปหนักนั้นออกฤทธิ์

ข่าวพระอาการขององค์รัชทายาทถูกเล่าไปปากต่อปาก จนถึงเรือนมหาเสนาบดีในที่สุด

“ไม่ รู้ว่าพระองค์ทรงเป็นทุกข์เรื่องใด เวลาที่ออกทรงงานก็เอาแต่กริ้ว ทอดพระเนตรใครหน้าไหนก็ขัดพระทัยไปหมด” บิดาของจงฮยอนเอ่ยขึ้นขณะที่ตนนั่งอ่านหนังสืออยู่ใกล้ๆ ดวงตาแห่งรัตติกาลช้อนมองหน้าบุรุษสูงวัยที่มีแต่ความวิตกกังวล

“เจ้า จะไม่ไปเข้าเฝ้าพระองค์หน่อยหรือ ยังไงเสียก็ทรงดีกับเจ้ามาตลอด” ฝ่ามือใหญ่ของบิดาลูบศีรษะคนเล็กเบาๆ นี่คือวิธีขอร้องของท่านพ่อต่อลูกชายสุดรัก จงฮยอนเก็บน้ำคำของบิดาไปนอนคิดอยู่ถึงสามวัน จึงตัดสินใจเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท… พระตำหนักที่เงียบจนผู้มาเยือนแปลกใจ ไม่เห็นวุ่นวายตามที่ตนได้ยินมาสักนิด….

“พระองค์ทรงประชวร โอสถใดก็มิทรงดื่มเสวย” นางกำนัลต้นห้องบอกแก่จงฮยอน เมื่อแววตาสงสัยนั้นฉายส่งไป

“ฝ่า บาท…” จงฮยอนแตะหลังพระหัตถ์ที่ร้อนราวกับฟื้นโดนเผา แล้วนึกวูบในอก พระองค์ทรงบรรทมอยู่แต่ดวงเนตรค่อยๆ ลืมขึ้นเมื่อได้ยินเสียงคนตัวบางเปิดประตูเข้ามา…..

เป็นเสียงที่พระองค์ทรงรอคอยมานานนับหลายชั่วราตรี…

“นางกำนัลบอกกระหม่อมว่าพระองค์มิทรงเสวยโอสถ”

“ข้าปล่อยเจ้าไปแล้ว ยังฝืนใจกลับมาพบหน้าคนที่เจ้าชังทำไม?”

“พระองค์ ต้องเสวยโอสถ” น้ำเสียงแหบแห้งราวกับเพ้อไข้ของพระองค์สะกิดรอยบางๆ ในหัวใจของจงฮยอนขึ้นมา กระหม่อมไม่ได้ฝืนกลับมาแต่เพราะเหตุใดนั้น …กระหม่อมก็ไม่อาจตอบพระองค์ได้

“ข้าไม่กิน!”

“พระองค์ต้องดื่ม พระวรกายทรงมีแต่ทรุดกับทรุด มิทรงเห็นหรือ?”

“เกี่ยว อะไรกับเจ้าเล่า ออกไป เอายาพวกนี้ออกไปด้วย!” องค์รัชทายาทยงฮวาตวาดไล่แต่จงฮยอนที่ถือถ้วยโอสถอยู่ในมือยังนิ่งเฉย การที่ใกล้ชิดกับพระองค์ตั้งแต่วัยเยาว์ครั้นยังเป็นแค่สหายสนิท จวบจนพ้นมาใกล้ชิดรับใช้พระองค์บนแท่นบรรทมนี้ ทำให้จงฮยอนเรียนรู้อุปนิสัยหยิ่งทะนงและเอาแต่พระทัยของพระองค์ดี

ทั้งที่ทรงประชวรจนลุกขึ้นนั่งเองยังไม่ไหว… ยังเอาแต่พระทัยถึงเพียงนี้

“หากจะไม่ทรงดื่มโอสถจากปากถ้วยนี้ก็ขอได้ทรงโปรดดื่มมันจากปากของกระหม่อมด้วยเถิด”

“จง ฮยอน!” พระพักตร์และดวงเนตรของพระองค์ทรงตื่นตระหนกไม่น้อย เมื่อสิ้นคำพูด คนตัวบางก็กระดกโอสถในมือลงไปจนหมดถ้วย จงฮยอนกระเถิบกายขึ้นไปจนใกล้กับพระองค์ กดริมฝีปากตัวเองลงกับริมฝีปากขององค์รัชทายาทผู้เอาแต่พระทัยช้าๆ น้ำโอสถถูกถ่ายเทลงสู่โอษฐพระองค์อย่างหมดทางขัดขืน

“อือ อือ” จงฮยอนร้องเบาๆ ในลำคอเมื่อท้ายทอยถูกฝ่าพระหัถต์กดไว้ไม่ยอมให้ถอนริมฝีปากออก ปลายลิ้นอันเร่าร้อนเกี่ยวกระหวัดแปรเปลี่ยนวิธีดื่มเป็นจูบล้ำลึก พระองค์ทรงจูบจงฮยอนเนิ่นนานก่อนจะผ่อนแรงจากหัตถ์ที่กดท้ายทอยร่างน้อยไว้ พอเห็นดวงหน้าที่แดงก่ำของคนไม่ทันตั้งตัวว่าจะโดนขโมยจูบก็ทรงสรวลออกมา เบาๆ

“ถ้าอยากให้ข้าหายดี เจ้าต้องป้อนยาให้ข้าแบบนี้ทุกวัน”

“นาง กำนัลที่พระองค์ทรงเรียกหาทุกคืนคงป้อนโอสถด้วยวิธีนี้ได้อยู่กระมัง” เมื่อจงฮยอนกราบทูลไปแบบนั้น แววเนตรของพระองค์ก็เป็นประกายขึ้นมาทันที ใบหน้าที่ตวัดหนีกับวาจาแฝงความประชดนั้น พระองค์ทรงตระหนักได้เพียง…. ว่าจงฮยอนกำลังหึง

“ข้อนั้นข้าไม่เถียงเจ้าก็ได้แต่เท่าที่ข้า จูบนางพวกนั้นมาจนแทบหมดตำหนัก ไม่มีใครจูบสู้เจ้าได้สักคน” รับสั่งพลางดึงร่างของจงฮยอนลงไปกอด

“ฝ่าบาท!”

“เวทนาข้าบ้างเถอะ… จงฮยอน” น้ำเสียงสุดท้ายจากองค์รัชทายาทหนุ่มก่อนจะทรงบรรทมไปเพราะฤทธิ์โอสถ วงแขนแกร่งที่ยังพาดเอวบางนั้นไว้ พระองค์ทรงกอดอีกฝ่ายไว้กอดไว้แนบกับพระอุระของพระองค์เอง จงฮยอนช้อนตาขึ้นพระพักตร์ที่หลับสนิทขององค์รัชทายาท หัวใจช่างสับสนสิ้นดีในเวลานี้ ไม่อาจเข้าใจต่อคำวอนขอแห่งว่าที่กษัตริย์องค์นี้ได้เอาเสียเลย

จะให้หม่อมฉันเวทนาพระองค์เรื่องใดกัน….?

ไม่ กี่วันต่อมา องค์รัชทายาทก็ทรงหายประชวร พระองค์ออกทรงงานได้ปกติ ผิดกับใครอีกคนที่นอนซมอยู่บนเตียงด้วยพิษไข้ที่ติดมาจากองค์รัชทายาท เวลานี้จงฮยอนไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นมานั่งเพื่ออ่านหนังสือสักเล่ม… ได้แต่นอนนิ่งๆ อีกทั้งองค์รัชทายาทยังออกคำสั่งให้ตนนั้นพักผ่อนมาก ๆ รอพระองค์กลับมาจากทรงงานในตอนเย็นเท่านั้น

“ดีขึ้นบ้างหรือ ยัง?” ครั้นพอตกเย็นทันทีที่พระองค์เสด็จกลับมาก็ตรงดิ่งมาถามอาการคนตัวบางด้วย ทรงห่วงใยแต่พระองค์ก็มิเคยทรงรั้งรอที่จะฟังคำตอบใ ดใดแม้แต่นิดเดียว มักจะกดริมฝีปากหยักงามนั้นลงมาจูบเบาๆที่กลีบปากบาง หากจงฮยอนไม่ป่วยเช่นนี้คงกระทำมากกว่าการจูบเป็นแน่…

“ถ้า เจ้าไม่ป่วยอยู่… ก็คงจะดีกว่านี้” เสียงรับสั่งกระซิบแผ่วเบาอยู่ข้างหูคนป่วย ทำเอาแก้มขาวๆ ของจงฮยอนระบายเป็นสีสุกปลั่งขึ้นมา หากใครมาได้ยินเข้าจะน่าอับอายถึงเพียงไหนกันเพราะแค่นี้ที่นางกำลังซุบซิบ นินทาเรื่องที่ตนติดไข้จากองค์รัชทายาทก็ทำให้ไม่กล้าออกไปสู้หน้าใคร แล้ว…

ช่วงที่ทรงประชวรทรงรับสั่งให้จงฮยอนคนเดียวเท่านั้น ดูแล รวมถึงการป้อนโอสถด้วยวิธีที่นางกำนัลคนอื่นไม่สามารถป้อนให้ได้ จนสุดท้ายจงฮยอนก็ต้องมานอนซมอย่างที่เห็น…

คืนที่ทิ้งตนไว้ ลำพังบนแท่นบรรทมก่อนจะหุนหันจากไป จงฮยอนไม่เคยลืมเหมือนกับที่ไม่อาจหาคำตอบแด่พระองค์ได้ที่ขอเข้าเฝ้าในยาม วิกาลครานั้น พระองค์ทรงรับสั่งว่า ปล่อยตัวเค้าไปแล้วแต่กลับเป็นตัวจงฮยอนเสียเองที่เป็นฝ่ายกลับมาคงเพราะคำ ขอร้องจากผู้เป็นบิดา… ก็เท่านั้นเอง

“ฝ่าบาท ไหนทรงรับสั่งว่ากระหม่อมป่วยอยู่ เหตุใดถึงทำเช่นนี้?” จงฮยอนกระถดกายหนีเมื่อหัตถ์ข้างหนึ่งของพระองค์ดึงเชือกสีขาวที่คาดเอวตน ออก ดวงเนตรวาววับเหมือนกับทุกครั้งที่ปรารถนาจะผูกสัมพันธ์ขั้นลึกซึ้ง…

“หาก เจ้าจะป่วยหนักไปกว่านี้ ข้ารับปากด้วยเลือดแห่งขัตติยะว่าจะดูแลเจ้าเอง” องค์รัชทายาทผละออกห่างไปเพื่อทำการปลดอาภรณ์ออกหลังจากดึงผ้าเนื้อสวยบน ร่างกายของคนป่วยออกจนหมด ต่อให้ต้านทานจนสุดเรี่ยวแรงที่มีก็ไม่อาจจะล้มเลิกความตั้งพระทัยขององค์ รัชทายาทได้ ร่างกายขาวนวลที่ยังรุมๆ ด้วยพิษไข้บิดเร้าหนัก เมื่อถูกครอบครองซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ราตรีที่ยังแสนยาวไกลนักแต่บทเพลงรักแสนหวาบหวามรัญจวนใจเพิ่งจะได้เริ่มโหมโรงเท่านั้น….

==#==#==# My Dearest One #==#==#==

อรุณ รุ่งที่มาเยือนแล้วจากไป ไม่ต่างอะไรจากอัสดงที่มาแทนที่แล้วเลือนลับ มันเวียนว่ายกันอยู่เช่นนี้จนมิมีใครใคร่ใส่ใจแต่อรุณรุ่งกลางฤดูใบไม้ผลิ ที่เพิ่งมาถึงได้นำความเปลี่ยนแปลงมาสู่ใครหลายคน

“องค์ชายมิ นฮยอกเสด็จมาจากหัวเมืองตะวันตกเพื่อเยี่ยมเยี่ยนองค์กษัตริย์และองค์ ราชินี” เสียงตีฆ้องร้องเป่าทั้วทั้งเขตพระราชวังสร้างความตื่นเต้นให้กับคนทั้งวัง รวมไปถึงจงฮยอน… หัวใจของจงฮยอนตอนนี้เต้นแรงเสียจนเกือบจะหลุดออกมานอกอก

หัวเมืองตะวันตก…..

อรุณรุ่งเมื่อสี่ปี่ก่อนพรากชายคนรักไปและอรุณรุ่งในวันนี้กำลังนำพาชายคนรักของตนกลับมา

ขบวน เสด็จหยุดอยู่ตรงหน้าพระตำหนักใหญ่ เจ้าชายมินฮยอกซึ่งมียศฐาบรรดาศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องกับองค์รัชทายาทยงฮวา ก้าวลงจากหลังอาชาสีขาวงามสง่า ถวายความเคารพแด่องค์กษัตริย์และองค์ราชินีด้วยความน้อบน้อมก่อนจะมาหยุดตรง หน้าพระพักตร์องค์รัชทายาท…. ท่านพี่ที่แสนเคารพรัก

เวลานี้จงฮยอนยืนปะปนอยู่กับข้าราชบริพารคนอื่น ๆ ดวงตามองหาแต่ใบหน้าของใครบางคน… จนประสานสายตากันในที่สุด

นำพาให้เราต้องพรากกันในครานั้น
แล้วการพบกันในครานี้จะลงเอยด้วยแบบใดกัน?

“เจ้า จะไม่พูดอะไรบ้างเลยหรืออย่างไร จองชิน เอาแต่จ้องหน้าข้าอยู่ได้” จงฮยอนกล่าวเจือรอยยิ้ม เมื่อจองชินเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้า แล้วเอาแต่จ้องหน้าตนไม่ยอมเอื้อนเอ่ยใดใดราวกับบ้าใบไปเสียก็ไม่ปาน

“หาก พรุ่งนี้ ดวงตาของข้าต้องบอดสนิท สิ่งเดียวและสิ่งสุดท้ายที่ข้าอยากมองและจดจำไว้ก็คือ ใบหน้าของเจ้า… จงฮยอน” เปลือกตาบางร้อนผ่าว หัวใจที่เฝ้ารอ ร่างกายที่โหยหา… มันบ่มเพาะให้อ่อนแอลงทุกวันๆ แต่เพียงแค่ถ้อยคำดังกล่าวที่ได้ยินก็ส่งให้ชุ่มชื่นหัวใจขึ้นมาอย่างน่า ประหลาดนัก

“ข้าคิดถึงเจ้าทุกลมหายใจเข้าออก นับวันรอให้ถึงวันนี้จนแทบทนไม่ไหว” จองชินกลับมาครั้งนี้ในฐานะองค์รักษ์ประจำตัวขององค์ชายมินฮยอก หมายกำหนดการมาจึงรับรู้ล่วงหน้าแต่ก็ไร้ซึ่งหนทางจะส่งข่าวมาถึงจงฮยอนได้ ห่างหายกันไปจนมิอาจแน่ใจ…

“เจ้าคงสบายดี สหายของข้าหลายคนเล่าเรื่องของเจ้าให้ข้าฟังอยู่เวลาที่ไปราชการที่หัวเมือง โน้น” น้ำเสียงของจองชินเศร้าลง จงฮยอนหลุบสายตาไม่กล้าพอจะสบตอบ สิ่งที่เจ้าได้รับรู้และรับฟัง… คงสร้างความผิดหวังให้เจ้าอยู่มากมายนัก

“ระยะ เวลาที่อยู่โดยปราศจากเจ้าข้างกายทรมานยิ่งนักแต่การให้เจ้าอยู่ข้างกายผู้ อื่น… ข้าเจ็บปวดมากกว่า” นิ้วแกร่งเกลี่ยน้ำตาที่ร่วงรินอยู่บนใบหน้าของคนตัวบาง หากทำได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวสายตาใคร อยากจะดึงร่างของคนตรงหน้าเข้ามากอดให้สมใจรัก…แต่จองชินรู้ดีว่า เวลานี้สายตาทรงอำนาจคู่หนึ่งกำลังเพ่งมองมาและอาจจะมากกว่าหนึ่งเสียด้วย ซ้ำ

“ข้าอยากพักผ่อนแล้ว…” เสียงองค์ชายมินฮยอกดังขึ้นราวกับต้องการให้องค์รักษ์หนุ่มได้ยิน จองชินผละออกจากจงฮยอน กล่าวลากันได้เพียงสองสามคำสั้นๆ เท่านั้น ก่อนที่จะเดินตามองค์ชายของตนไป

ตำหนักรับรองอาคันตุกะจากหัว เมืองตะวันตกถูกจัดเตรียมไว้อย่างสมเกรีย์ติ จองชินคอยถวายการรับใช้อยู่อย่างใกล้ชิดแต่ก็ต้องชะงักฝีเท้าที่เดินตาม เมื่อมาถึงหน้าพระตำหนักรับรองนั้นๆ…

“หากพรุ่งนี้ ดวงตาของเจ้าต้องบอดสนิท สิ่งสุดท้ายและสิ่งเดียวที่เจ้าไม่ต้องการมองและจดจำคงเป็นใบหน้าของข้า สินะ…” องค์ชายมินฮยอกทรงรับสั่งอย่างน้อยพระทัยก่อนจะก้าวเข้าห้องบรรทม… พระองค์มิได้ทรงมองหน้าองค์รักษ์สักนิดเพราะไม่อยากเพิ่มความเจ็บปวดในห้วง พระทัยไปมากกว่านี้…. มากกว่าที่พระองค์กำลังเป็นอยู่

ตลอดเวลาที่เจ้าอยู่ที่โน้น อยู่ใกล้ชิดข้า… หัวใจของเจ้ามิเคยอยู่ด้วยเลย

เหตุ ที่ข้ามานะบากบั่นมาถึงที่นี่ก็เพื่ออยากพบหน้า… คนที่เป็นเจ้าของหัวใจของเจ้า ใบหน้าของข้าที่เจ้าไม่อยากมองกับใบหน้าของชายผู้นั้นที่เจ้าอยากจดจำ มันทำให้ตัวข้าน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก…

ด้วยฐานะสูงส่งถึงองค์ ชายมันบีบบังคับให้ต้องสำรวมกริยาและสำรวมหัวใจ ท่าทียโสและหยิ่งจองหอง ใครเล่าจะล่วงรู้ว่าไม่ได้ต่างอะไรจากเปลือกลวงล่อที่องค์ชายมินฮยอกพยายาม สร้างมันขึ้นมาเพื่อห้อหุ้มความอ่อนแอไว้…. ความอ่อนแอของหัวใจที่ทรงรักในชายผู้ต่ำศักดิ์ ผู้ที่เป็นเพียงองค์รักษ์ของพระองค์เท่านั้น

บานประตูห้องบรรทมถูกปิดลงพร้อมกับหยาดน้ำตาที่อาบใบหน้า….

ข้า คิดถูกหรือไม่นะ ที่มาถึงที่นี่ …มาในที่ที่มีคนๆ นั้นอยู่ รอยยิ้มอบอุ่นของเจ้า ดวงตาเจือด้วยความรักของเจ้า ความอ่อนโยนของเจ้าที่ข้าไม่เคยมีโอกาสได้สัมผัส ข้าได้เห็นมันหมดแล้วในวันนี้

แต่ข้าจะขอเกินไปไหม… อี จองชิน
ถ้าคนที่เจ้ามอบการกระทำพวกนั้นให้ จะเป็นข้าบ้าง ?

TBC

==#==#==# My Dearest One #==#==#==

AuThur Talk: อย่างอนนะที่ต่อเร็ว คิคิ พอดีมีเด็กบางคนงอนใส่เนื่องจากเมื่อคืนลงฟิคไม่บอก กร๊ากกกก วันนี้เลยสัมมนาคุณให้เอาเม้นท์แรกไปด้วยและ เอาตอนสองไปเพราะออฟฟิศหยุดยาวถึงวันอาทิตย์ ว่างๆเหงาๆและเปลี่ยวๆเลยมาลงที่ฟิค ขออภัยอย่างสูงหากจะเบื่อที่เข้าห้องฟิคแล้วเจอยูสไรเตอร์คนนี้เยอะเกินไป จะนำไปปรับปรุงแล้วกันจ๊ะ ^^

ต่อจากเรื่องนี้มีฟิคคู่รัก คู่สร้างคู่สมของไรเตอร์นะค่ะ ฝากด้วย

ปล.ไม่ทันเม้นท์แรก เสียใจด้วยนะน้องขา ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ฝากถึงคนเม้นท์แรก มีความเร็วแสงที่ทรงพลังมากค่ะ ปรบมือ

อ่านจบกรุณาอีดิทคอมเม้นท์ด้วยค่ะ!
*อย่าเม้นท์แค่ว่าสนุก รอตอนต่อไปหรือขอบคุณๆๆแค่นี้นะค่ะ ไม่ปลื้มค่ะ!!
และหากรู้ว่าไม่มีเวลาอ่านรบกวนอย่าแปะทิ้งไว้จะดีกว่าเนอะ^^

Comments
  1. […] She Will Be Loved #= MinHyuk x JongHyun 14.[FIC] =# My Dearest One #= YH x JH , JS x MH  l๑l  l๒l 13.[HBDLJH-SF] =# Running on Faith #= YH x JH , JS x MH 12.[SF]=# Code Name Love #= YongHwa x […]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s