[Fic] =# ECLIPSE l5l ‘เจ้าของ’ #=

Posted: June 13, 2011 in ~* YongHyunSeo *~

Title: ~ECLIPSE~
Paring: YH x JH x SH Ft.MH,JS
AuThor: HaneiBee

Note:มันคือฟิคชั่นนะค่ะ คาแรคเตอร์ของตัวละครจึงถูกเติมแต่งไปตามเนื้อเรื่อง
ไม่ได้ยึดคาแรคเตอร์จริงๆของบุคคลที่ไรท์เตอร์อ้างอิงถึง กรุณาทำความเข้าใจด้วยค่ะ

[Fic] =# ECLIPSE l1l ‘ฝังใจ’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l2l ‘ความหลัง’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l3l ‘ปาฏิหาริย์’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l4l ‘อ้อมกอด’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l5l ‘เจ้าของ’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l6l ‘น้ำตา’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l7l ‘ลาจาก’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l8l ‘ผู้กำหนด’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l9l ‘ผู้กำหนดชีวิต’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l10l ‘สุดท้าย’ #=

[ 5] …” เจ้าของ “…

ดวง อาทิตย์คล้อยต่ำลงจนแทบจะหมดแสง เสียงแมลงน้อยใหญ่เริ่มแข่งกันขับร้อง ยามเย็นตามชนบทแบบนี้ส่งให้แลดูราวกับพลบค่ำจนไม่น่าเชื่อสายตา… ชานไม้ที่ต่อยื่นออกมาจากเรือนหลังใหญ่ถูกตกแต่งด้วยเสาโคมไฟติดตั้งไว้ทั่ว รอบทิศ… ม้านั่งขัดเงาอย่างดี ชิงช้าขนาดสองคนนั่งไกวแกว่งเบาๆตามแรงลม… กลิ่นหอมอ่อนๆของดอกไม้ที่รายล้อมอยู่รอบๆ เยื้องออกไปอีกทางคือน้ำตกจำลองที่สายน้ำไหลเอื่อยๆ…

ยงฮวา ไม่ได้กลับไร่ของตัวเองหลังจากส่งจงฮยอนเสร็จ ชายหนุ่มเลือกที่จะปล่อยเวลามานั่งเล่นเป็นเพื่อนคนรักหรือว่าที่เจ้าสาวของ เขา… ที่เวลานี้กำลังมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ซอฮยอนไม่ได้เอ่ยถามใดใดอีกหลังออกมาจากห้องยูกึน ยงฮวามองร่างบอบบางที่นั่งอยู่บนชิงช้าตัวเดียวกับเขา… ไม่ได้สังเกตเสียนานว่าซอฮยอนโตขึ้นเยอะทีเดียว

จากเด็กสาวในชุดนักเรียนม.ปลายที่เขาเจอครั้งแรกเมื่อห้าปีก่อน ในงานศพผู้เป็นบิดาตัวเอง

“เสียใจ ด้วยนะยงฮวาเรื่องพ่อของนาย” ภาพในวันเก่าที่ไม่ว่ากี่ปีต่อกี่ปีก็ไม่เคยเลือนหายไปจากความทรงจำของเขา ได้ เพื่อนร่วมรุ่นสมัยมัธยมต่างมาร่วมพิธีศพของพ่อเขา ยงฮวาจำได้ดีว่าตัวเองไม่มีน้ำตาซักหยด ทั้งที่ในใจมันร้องโฮจนแทบทำอะไรไม่ไหวแต่เพราะว่าแม่ของเขาที่กำลังอ่อนแอ และล้มป่วยลงเนื่องจากทนรับการจากไปของสามีไม่ได้ ในฐานะลูกชายคนเดียวอย่างเขาแม้ว่ายังมีพี่สาวอีกคนแต่อย่างไรเสียก็ต้องทำ ตัวให้เข้มแข็งที่สุด เข้มแข็งเพื่อเป็นเสาหลักคนต่อไปทั้งของบ้านและของไร่

จองโมซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่เขาเคารพและนับถือและอีจุนเพื่อน ที่เรียนด้วยกันมาตั้งแต่สมัยประถมที่คอยมาช่วยดูแลพิธีศพตลอดหลายวันนั้น ความมีน้ำใจของเพื่อนทบทวีมากขึ้นๆจนไม่รู้ว่าชั่วชีวิตนี้จะตอบแทนได้หมด ไหม วันที่เขาและครอบครัวนำอัฐฐิของบิดาไปลอยในแม่น้ำโดยมีเพื่อนรักทั้งสองคนไป ด้วยก็คือวันแรกที่ได้พบกับซอฮยอน…

เด็กสาวรูปร่างผอมบาง… ผิวขาวละเอียดตัดกับชุดนักเรียนมัธยมปลายสีกรมท่าเดินตามหลังจองโมอยู่ต้อยๆ โดยมีเด็กผู้ชายตัวอ้วนกลมอีกคนเดินเกาะกุมกันมาไม่ต่างจากขบวนลูกเป็ดและ เด็กคนนั้นก็คือจองชิน แม้ทั้งซอฮยอนและจองชินจะพยายามทำตัวสงบเสงี่ยมให้ดูสำรวมมากแค่ไหนแต่แววตา ที่อยากรู้อยากเห็นใคร่สนอกสนใจไปเสียทุกอย่างก็ทำให้เขาเผลอลอบมองและอด อมยิ้มไปด้วยไม่ได้

“ฉันชื่อซอฮยอนค่ะและนี่น้องชายฉันเอง ค่ะชื่อจองชิน” เสียงสั่นๆจากความเกรงกลัวกับการแนะนำตัวต่อเขาจนยงฮวาสงสัยว่าเขาดูน่ากลัว ขนาดนั้นเชียวหรือเด็กสาวรวมทั้งเจ้าหนูจองชินถึงไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาเวลา พูด ด้วยความที่เขาอาศัยและเล่าเรียนที่โซลตลอดสี่ปี พอกลับมาจึงรับรู้ว่าพ่อของพี่จองโมได้แต่งงานใหม่และผลพลอยได้ที่แสนน่ารัก น่าชังสู่ตัวพี่จองโมก็คือน้องสาวและน้องชายหน้าตาจิ้มลิ้ม ช่างเจรจาที่ไม่ต้องเสียเวลาเลี้ยงดูฟูมฟักใดๆเลย พอบทจะมีก็โผล่มาด้วยวัยมัธยมเสียแล้วทั้งคู่

หลังจากเขาจัดการ งานศพของพ่อเสร็จสิ้นลงก็กลับโซลเพื่อติดต่อรับใบจบการศึกษา ในวันนั้นเขาได้พบกับจงฮยอนอีกครั้งแต่เป็นการพบเพียงฝ่ายเดียว ดูเหมือนจงฮยอนจะไม่รู้ตัวเพราะมัวแต่คุยอยู่กับเพื่อนๆ เขาห้ามใจตัวเองไม่ให้เข้าไปทักเพราะสำนึกในสถานภาพแห่งความเป็นจริงที่มัน บีบบังคับเขาเหลือเกิน สี่ปีที่ผ่านมาเขาลากจงฮยอนให้ลงมาจมปลักอยู่กับเขา มันเป็นการค่อยๆทำร้ายอีกฝ่ายตลอดมาเพราะเขารู้ดี… ว่าช่องว่างของเขาสองคนต่อให้ถมให้ตายก็ไม่มีวันที่มันจะเต็ม

ความฝันชั่วครั้งชั่วคราวมันถึงเวลา…
ที่จะต้องตื่นขึ้นมาหยัดยืนอยู่บนโลกของความเป็นจริง… ไม่ช้าก็เร็ว

ยง ฮวาเดินทางกลับปูซานในเย็นวันนั้น หอบหิ้วทั้งร่างกายแลหัวใจที่อ่อนแรงกลับมาเพียงลำพังเพราะภาระหน้าที่ที่ ต้องดูแลทั้งแม่และไร่กำลังรอเขาอยู่ เขาไม่เคยลืมจงฮยอนได้สักวันแต่มันก็ไม่เหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป เขาทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับไร่ สานต่อร่องรอยความภาคภูมิใจของพ่อให้สมกับที่เป็นลูกชายเพียงคนเดียวของครอบ ครัว จองโมที่ไร่อยู่ติดกันก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือทุกอย่างทำให้อะไรต่ออะไรมัน ง่ายขึ้น… รวมทั้งซอฮยอน เด็กสาวม.ปลายธรรมดาๆ คนหนึ่งที่มักจะแวะเวียนมาที่ไร่เขาพร้อมน้องชายตัวกลม… ชวนเขาพูดคุย ช่วยเป็นเพื่อนแก้เหงาให้กับแม่ของเขาอีกทั้งยังเป็นพี่เลี้ยงจำำเป็นให้กับ หลายชายตัวแสบอย่างเจ้ายูกึน พอมารู้ตัวอีกที… เด็กสาวคนนี้ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาไปเสียแล้ว…

ซอฮยอนไม่ได้แทนที่ใครในหัวใจของเขา…
เพียงแค่เข้ามาเพิ่มเติมส่วนหนึ่งของหัวใจเขาก็เท่านั้น

เขา คงไม่ต่างอะไรจากคนเห็นแก่ตัวคนหนึ่งที่เดินหนีคนที่ดีกับเขาที่สุดไว้ที่โซ ลโดยไม่ได้ติดต่อกลับไปเลย ยิ่งรู้ว่าจงฮยอนเดินทางไปเรียนต่อที่เมืองนอกอีกจึงเป็นตัวแยกเขากับจงฮยอน ให้หายหน้าจากกันไป จนเหมือนกับคนที่ตายจากกันในสุด…

“ฉัน รักพี่นะค่ะ” ชายหนุ่มก้มมองคนรักที่ซบอยู่กับไหล่ตน ยงฮวาค่อยๆยกมือขึ้นลูบเรือนผมนุ่มของหญิงสาวเบาๆ เขารู้ดีว่าคำบอกรักเมื่อครู่ ว่าที่เจ้าสาวของเขาไม่ได้พูดเพื่อเอาใจเขาแต่ซอฮยอนพูดเพราะกำลังเกิดความ หวาดกลัว… หวาดกลัวว่า… เขาจะจากไป ชายหนุ่มจูบขมับคนรักราวกับมอบสัตย์ปฏิญาณต่อหญิงสาวก่อนจะโอบเธอเข้ามาไว้ ในอ้อมกอด

“พี่ไม่ไปไหนหรอก ซอฮยอนเชื่อพี่นะ”

==#==#==# ECLIPSE #==#==#==

ภาย ในห้องที่ถูกจัดไว้สำหรับแขกมีเพียงโคมไฟหัวเตียงที่ส่องสว่าง จงฮยอนนั่งจ้องมือถือตัวเองมาร่วมชม.ตั้งแต่อาบน้ำและเตรียมจะเข้านอน ก่อนมินฮยอกจะออกไปเมื่อตอนเย็นร่างสูงบอกให้โทรกลับไปหาอูยอง… เพราะยังไงเสียเพื่อนจะเป็นเพียงคนๆเดียวที่จะอยู่ข้างเราไม่ว่าอะไรจะเกิด ขึ้น

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้น มือบางที่ลังเลในการกดโทรออกหาเพื่อนรักหยุดนิ่งก่อนจะเอ่ยอนุญาติให้คนด้าน นอกเปิดเข้ามา จงฮยอนเห็นมินฮยอกเดินเข้ามาพร้อมถาดข้าวและน้ำในมือ

“ลืมหรือเปล่าครับว่าตัวเองยังไม่ได้ทานข้าวทานยาเลย”

“จริง สิ ขอบคุณมากนะมินฮยอก” จงฮยอนกรอกตาไปมาอย่างนึกตำหนิตัวเองพลางเดินไปนั่งยังโต๊ะข้างห้องที่มิ นฮยอกวางถาดข้าวไว้ นัยน์ตาคู่สวยมองคนที่ดูแลตัวเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่องก่อนจะมอบรอยยิ้มจริง ใจให้… ยิ้มที่จงฮยอนรู้ดีอีกเช่นกันว่าอาจเป็นยิ้มแรกด้วยซ้ำที่มอบให้มินฮยอก

“แล้วมินฮยอกทานหรือยัง?”

“คุณจองโมเตรียมไว้เยอะเลย ผมทานกับพวกทีมงานมาแล้ว” พอได้ความดังนั้นจงฮยอนจึงลงมือทานไปเงียบๆ โดยมีมินฮยอกนั่งมองอยู่ตลอดเวลา

“โทรหาอูยองหรือยังครับ เมื่อกี้เค้าโทรเข้าเครื่องผมฝากให้ดูแลจงฮยอนสารพัด”

“ฉันไม่กล้าโทรไปน่ะ เมื่อเย็นที่ตัดสายเค้าไปไม่รู้ว่าอูยองจะโกรธหรือเปล่า”

“ถ้าโกรธเค้าคงไม่โทรมาฝากให้ผมดูแลจงฮยอนหรอกครับ”

“งั้น เดี๋ยวทานข้าวเสร็จ ฉันจะโทรหาแล้วกัน” ใช่ว่าจงฮยอนจะขี้เกียจเถียงมินฮยอกแต่ลึกๆแล้วก็คิดถึงเพื่อนรักมากเหมือน กัน ข้าวในจานพร่องไปเพียงครึ่งเดียวร่างบางก็ปัดมันออกบอกมินฮยอกแค่ว่าอิ่ม ร่างสูงเองก็ไม่คิดคะยั้นคะยอให้ทานต่อจึงหยิบยาที่ทางคลีนิกจัดมาส่งให้

อาจเป็นเพราะที่แห่งนี้จงฮยอนไม่มีใครจึงโอนอ่อนผ่อนตามอย่างว่าง่าย
แต่มันก็ไม่ใช่ทั้งหมด… จงฮยอนมองดูการกระทำของอีกคนเงียบๆแต่ไม่ได้กล่าวอะไรออกไป

หลัง จากจัดการมื้อค่ำรวมทั้งหยูกยาให้จงฮยอนเสร็จเรียบร้อยมินฮยอกก็นำถาดที่ขอ ให้คนในครัวจัดให้ลงไปเก็บ แสงไฟภายในห้องโถงกลางเรือนใหญ่สว่างจ้าแสดงให้รู้ว่ายังมีคนใช้ห้องโถง นั้นๆอยู่ทั้งที่มันค่อนข้างดึกเต็มทีและเสียงสนทนาที่กระทบเข้าหูมา เดิมทีมินฮยอกตั้งใจจะเลี่ยงขึ้นห้องพักตัวเองเสียเพราะเกรงว่าการละลาบ ละล้วงฟังเข้าจะเป็นการเสียมารยาทแต่ขาสองข้างกลับถูกตรึงให้อยู่กับที่ เมื่อชื่อของคนที่ตนเพิ่งจัดแจงเรื่องข้าวปลาอาหารและหยูกยาอยู่ในบทสนทนา นั้นด้วย

“เราบอกไปก็ได้นี่ว่าทางไร่เราไม่พร้อมแล้ว มีงานด่วนต้องใช้สถานที่”

“อย่าทำเหมือนเล่นขายของน่าจองชิน ทางนั้นเค้าต้องถ่ายโฆษณาจริงๆ”

“มั่นใจเหรอครับว่าต้องการมาถ่ายโฆษณาจริงๆไม่ใช่ว่ามีจุดประสงค์อื่นหรอกเหรอ?

“ไม่เอาน่าจองชิน พี่ว่าเราอย่าคิดกับเค้าในแง่ร้ายเลย ขึ้นนอนได้แล้วไป”

“พี่ซอฮยอน” ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งฉวยแขนพี่สาวตัวเองไว้

“ผมว่าพี่ยงฮวากำลังปิดบังบางอย่างกับพวกเรา พี่อย่าชะล่าใจนะ”

“ดู หนังมากเกินไปหรือเปล่าเจ้าเด็กบ๊อง” ซอฮยอนอดขำไม่ได้กับความคิดลึกลับซับซ้อนของน้องชายตัวเอง ตั้งแต่จองชินได้พบจงฮยอนก็มีท่าทีที่เปลี่ยนไปโดยเจ้าตัวบอกว่า รู้สึกถึงลางร้ายแปลกๆที่กำลังคืบคลานเข้ามาซึ่งมันมาพร้อมกับการมาถึงที่ นี่ของคนๆนั้น

“ผมว่าคุณจงฮยอนอะไรนั่นไม่ได้บังเอิญเป็นแค่รุ่นน้องสมัยมหา’ลัยของพี่ยงฮวาหรอก ยังไงพี่เองก็อย่าไว้ใจเค้ามากเกินไปแล้วกัน”

“ผม ว่าพวกคุณมองคุณจงฮยอนในแง่ร้ายเกินไปนะครับ” เสียงสนทนาของสองพี่น้องถูกแทรกขึ้นกลางป้องจากบุคคลที่อดทนฟังคำพาดพิงถึง เจ้านายตัวเองมาพักใหญ่ จองชินและซอฮยอนเองถึงกับปั้นสีหน้าไม่ถูกเมื่อบทสนทนาระหว่างพี่น้องถูกคน ใกล้ชิดของคนที่ตัวเองกล่าวถึงก้าวออกมาแสดงตัวด้วยสีหน้าขึงขัง

“แล้วอีกอย่างการที่พูดกล่าวร้ายคนอื่นแบบนั้น มันผิดวิสัยของคนที่มีมารยาทนะครับ”

“มัน จะมากไปแล้วนะ นายเป็นใครถึงกล้ามาว่าฉันกับพี่สาวฉันแบบนั้น?!” เป็นจองชินที่ย่างสามขุมเข้าไปจะเอาเรื่องกับมินฮยอก ฝ่ามือข้างหนี่งกำหมัดและเงื้อเตรียมจะเสยเข้าที่แขกปากดีแต่ทว่าซอฮยอนก็ เข้ามาขวางไว้ก่อน

“เราต้องขอโทษด้วยค่ะคุณมินฮยอก เราไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงคุณจงฮยอนแบบนั้น”

“ถ้า ไม่ตั้งใจก็ไม่เป็นไรครับ งั้นผมขอตัวก่อน” มินฮยอกสะกดอารมณ์เดือดผล่านในอกตัวเองไว้อย่างใจเย็นที่สุด ดีที่น้ำคำเพราะหูของซอฮยอนช่วยชะโลมความร้อนรุ่มในใจเขาได้เยอะแต่กับอีกคน ที่ถูกซอฮยอนปรามและกันให้ออกไปมินฮยอกยังอดมองด้วยสายตากรุ่นโกรธไม่ได้ เขาประสานสายตากับจองชิน… อย่างไม่มีใครยอมกัน

“ถ้าไม่ได้มาร้ายก็ไม่ต้องร้อนตัวไปสิครับ”

“คุณ!!”

“จอง ชิน พี่บอกให้หยุดเดี๋ยวนี้!” คนกลางอย่างซอฮยอนต้องข่มฝ่ายน้องชายตัวเองและค่อมหัวขอโทษมินฮยอกอีกหลาย ครั้งจนอีกคนยอมเดินออกไปจากห้องโถง หญิงสาวอ่อนล้าในหัวใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เหตุการณ์ต่างๆนานามันเกิดขึ้นภายในวันเดียวเท่านั้นแต่เรื่องราวมันดูจะ ยุ่งเหยิงและวุ่นวายเกินกว่าจะทันรับมือจริงๆ

ซอฮยอนเดินผ่าน หน้าน้องชายตัวเองไปยังหน้าต่างบานใหญ่ สายตาทอดมองไปยังหลังคาเรือนที่ตั้งอยู่ไกลลิบ แสงไฟจากไร่พี่ยงฮวาสว่างจ้าจนแสบตาไปหมด… นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอแอบมองไปยังบ้านของชายคนรักแต่ครั้งนี่กลับเป็น ครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่า… ระยะทางจากไร่เธอและไร่ของยงฮวามันไกลกว่าทุกๆวัน…

เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างดึงให้เธอกับคนรักค่อยๆไกลห่างออกจากกัน
มันเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น …จับต้องไม่ได้ …และเป็นสิ่งที่กำลังทำให้หัวใจของเธอ
สั่นและหวาดกลัว… อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

หรือคำที่น้องชายของเธอสันนิษฐานไว้จะเป็นจริง

==#==#==# ECLIPSE #==#==#==

มินฮยอกตัดสินใจเข้ามาดูเจ้านายตัวเองอีกรอบ ไฟทุกดวงในห้องพักของจงฮยอนถูกปิดสนิทและเวลานี้คนที่กำลังนอนหันหลังให้เขา อยู่ทำให้มินฮยอกอดจะเข้าไปดูใกล้ๆไม่ได้ ถ้อยคำร้ายๆที่จองชินกล่าวหาใส่ตัวจงฮยอนวิ่งวนในโสตหูของเขา… ดีที่เขาเป็นคนได้ยินมันเองเขานึกภาพไม่ออกเลยหากไม่ใช่เขาแต่เป็นจงฮยอนลง ไปได้ยินมันเข้า… เจ้าตัวจะรู้สึกเช่นไร

“ฝันดีนะครับ” ชายหนุ่มบอกผ่านความมืดที่โรยตัวอยู่โดยรอบ ลมหายใจผ่อนเข้าออกสม่ำเสมอของคนที่นอนหันหลังให้อยู่ทำให้มินฮยอกเข้าใจว่า จงฮยอนคงหลับไปแล้ว อาจเพลียจากเรื่องราวทั้งหมดที่ต้องเผชิญมาหรืออาจพล๊อยหลับไปด้วยฤทธิ์ของ ยาที่เขาจัดหาให้กิน

จนเสียงบานประตูถูกเปิดและปิดลงเป็นสัญญาณ ให้รู้ว่ามินฮยอกก้าวออกไปจากห้องแล้ว เปลือกตาบางจึงค่อยๆลืมขึ้น จงฮยอนมองบานประตูที่ขังตัวเองไว้ในห้องที่ไม่คุ้นเคย ภายในที่ที่ถูกหยิบยื่นมาจากสินน้ำใจจากครอบครัวของว่าที่เจ้าสาวของคนที่ตน รัก…

ร่างบางกรอกตาไปมาภายในห้องที่มืดสนิท ค่ำคืนแรกจากการกลับมาพบกันทำไมมันช่างหนาวเหน็บและรู้สึกสั่นสะท้านจนยากจะ ข่มตาให้หลับลงถึงเพียงนี้ ทั้งที่พี่ยงฮวาอยู่ใกล้แค่นี้แต่กลับทำไม่ได้อย่างที่ใจต้องการ… สักอย่าง

พาเราสองคนกลับมาเจอกันทำไมนะ
ถ้าให้ผมเจอเขา… แต่ไม่ให้ผมมีสิทธิ์จะเป็นเจ้าของเขาอีกต่อไป

==#==#==# ECLIPSE #==#==#==

การ ถ่ายทำโฆษณาถูกเริ่มขึ้นในวันถัดมา แสงแดดยามเช้ากับทิวทัศน์รอบๆ ไร่จองโมทำให้แต่ละซีนที่ถูกวางไว้ ผ่านไปได้ด้วยดีจนมาถึงซีนไคล์แมกซ์ ตามที่ตกลงไว้กับนายแบบนางแบบไม่มีปัญหาใดใด…

“เดี๋ยวขอให้ จูบแบบลึกซึ้งเหมือนคู่รักกันจริงๆนะ” ผู้กำกับสั่งทั้งนายแบบและนางแบบอีกครั้งก่อนจะจัดการเรื่องแสงและมุมกล้อง จงฮยอนที่ยืนควบคุมการถ่ายอยู่ตั้งแต่เช้าก็ลุ้นอยู่ว่าซีนไคลแมกซ์จะออกมา ยังไงโดยมีมินฮยอกยืนอยู่ข้างๆ เมื่อคืนหลังจากชั่งใจอยู่นานก็ตัดสินใจโทรกลับไปหาอูยอง… คำพูดปลอบใจมากมายของเพื่อนรักมันช่วยจงฮยอนไว้ได้เยอะทีเดียว…

‘คิดเสียว่า คนบนฟ้าเขาให้ได้แค่กลับมาพบกันอีกครั้งก็พอแล้วหน่าจงฮยอน อีกอย่างมันก็ทำให้นายได้รู้อะไรต่ออะไรมากขึ้นไม่ใช่หรอ?’

ใช่แล้วหละ การได้พบกันครั้งนี้ มันทำให้ฉันหูตาสว่างขึ้นมาเยอะทีเดียว

จง ฮยอนลุกขึ้นจากเตียงแต่เช้าตรู่เพื่อลงมาดูแลการถ่ายทำโฆษณาตัวนี้ด้วยตัว เอง อย่างน้อยมันก็ช่วยให้ไม่ต้องเอาแต่ซุกหน้าร้องไห้อยู่กับหมอนคนเดียวลำพัง บนห้องพัก เสียงคัทจากผู้กำกับครั้งที่สามแล้วสำหรับซีนจูบของพระนางไม่เป็นที่พอใจ ดูท่าแล้วตัวนายแบบนางแบบเองก็เริ่มหัวเสียขึ้นมาแล้วเช่นกัน

“จูบ แบบคนรักกันหน่อยสิ!” เทคที่ห้าหลังจากเสียงสั่งคัทผู้กำกับมือฉมังก็ตวาดออกมา ทั่วทั้งกองถ่ายถึงกับหน้าซีดเผือดกันตามๆ กัน จงฮยอนรีบแก้สถานการณ์ด้วยการให้พักกองก่อน…

“แล้วจะให้ผมจูบ ยังไงเล่า?!” นายแบบหนุ่มโวยเข้าให้ทันทีที่จงฮยอนเข้าไปคุย เขารู้ดีว่าทุกคนต่างก็เต็มที่กับชิ้นงานแล้วแต่เรื่องจะให้ถูกใจผู้กำกับ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

“นึกถึงเวลาจูบกับแฟนสิ แฟนที่คุณรักมากๆ” วิธีดีที่สุดแล้วในความคิดจงฮยอนคือการอธิบายออกไปแบบนี้ พอดีกับที่สายตาเหลือบไปเห็นรถกระบะสีขาวกลางเก่ากลางใหม่คันที่ตนได้นั่ง เมื่อวาน แล่นเข้ามาจอดเทียบตรงหน้าเรือนใหญ่ของไร่ ดวงตาสีดำเผลอสบกับคนที่เพิ่งก้าวลงมาจากรถโดยไม่ตั้งใจ จงฮยอนเม้มริมฝีปากแน่น…

ถ้าความเป็นจริงที่ยืนอยู่ตอนนี้มันเจ็บปวดนัก
ก็ขอจมจ่อมอยู่กับอดีตที่แสนหวานในวันวานได้ไหม?

…นึกถึงเวลาจูบกับแฟนสิ แฟนที่คุณรักมากๆ…

ถ้าให้จงฮยอนนึกถึงคนๆ นั้นก็กำลังยืนอยู่ตรงเบื้องหน้าแล้วตอนนี้

“ดู ในทีวีสิพี่ยงฮวา” จงฮยอนที่นั่งอยู่ข้างล่างเตียงโดยพิงศรีษะไว้กับอกคนรักที่นอนเท้าแขนจ้อง ทีวีอีกฟากหนึ่งของห้องอยู่ ภายในกรอบสี่เหลี่ยมนั้นๆกำลังฉายฉากสวีทของพระนางในเรื่องด้วยการจุมพิตที่ แสนหวานซึ้งและแสนจะโรแมนติก ยงฮวาหลุบตามองคนพูดจ้อแล้ววกสายตากลับไปยังหน้าจอทีวีตามปกติทำให้อีกคนถึง กับทำตาคว่ำแสดงอาการงอนๆขึ้นมา หลังจากกลับมาคืนดีกันจนการสอบซ่อมผ่านพ้นไปจงฮยอนก็มักจะมารอยงฮวาทำงาน พิเศษที่ร้านต้นไม้ทุกเย็น จนถึงเวลาเลิกงานก็จะแวะหาอะไรกินก่อนจะมานั่งเล่น ดูทีวีที่อพาร์ตเมนต์ของยงฮวาซึ่งเจ้าตัวบอกเสมอว่าอพาร์ตเมนต์ของตนทั้ง เล็กและคับแคบ ไม่เหมาะที่จะมานั่งเล่นเอาเสียเลยแต่จงฮยอนก็รั้นที่จะมาจนได้ สุดท้ายไปๆมาๆ ก็มีกุญแจสำรองห้องของยงฮวาไว้หนึ่งดอก…

“ไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอฮะ?”

“……….”

“พี่ ยงฮวา! ฟังที่ผมพูดอยู่หรือเปล่า?” จงฮยอนหันไปเอามือประคองหน้าคนรักที่เงียบราวกับใบ้ิกิน ยิ่งอีกคนทำหน้านิ่งหน้าตายเท่าไรก็ยิ่งยื่นหน้าเข้าไปใกล้ๆ ตาใสแป๋วจดจ้องไม่ยอมให้ยงฮวาหลบตาไปทางอื่น คบหากันมาตั้งนานแล้วแต่ยังไม่เคยจูบกันสักครั้ง นึกแล้วมันน่าหงุดหงิดมั้ยล่ะ…

“เซี้ยวใหญ่แล้วนะจงฮยอน เชิญชวนหรือไง หือม์?”

“ฮะ…” เมื่อเจ้าตัวพยักหน้าหงึกทำเอายงฮวาหัวเราะออกมาจะเรียกว่าชินกับนิสัยเปิด เผยของจงฮยอนดีไหม การถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจทำให้คนตัวบางอยากได้อะไรแล้วต้องได้ ถ้าสั่งใครแล้วคนๆ นั้นไม่ทำตามก็จะโกรธ แม้ยงฮวาจะเคยชินกับนิสัยเหล่านั้นแค่ไหนแต่ก็ใช่ว่าจะยอมตามใจไปเสียทุก ครั้ง… แต่การเอาแต่ใจครั้งนี้ก็ชวนให้เขาปั่นป่วนหัวใจไม่น้อยทีเดียว ยงฮวาได้กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ที่ร่างบางใช้ประจำลอยเข้ามาในจมูก มันเป็นสัญชาตญาณโดยทั่วไปของมนุษย์ที่ยากจะหักห้ามใจไม่ให้เคลิบเคลิ้ม ตาม… ยิ่งจงฮยอนยื่นใบหน้ามาห่างแค่คืบแถมยังทำตาคว่ำปากบู้อย่างเด็กเอาแต่ใจแบบ นี้ด้วย ให้ตายเหอะ ร้อยไม่หวั่นไหวพันก็จ้างให้ไม่หวั่นไหวไม่ได้จริงๆ

“โอ เคฮะ ผมไม่พูดแล้ว” เสียเวลาเล่นเกมส์ลองใจกันอยู่พักใหญ่สุดท้ายจงฮยอนก็ยอมแพ้บ่นอุบอิบทำท่า จะลุกขึ้นเมื่อยงฮวายังเอาแต่นิ่งก็เปิดโอกาสให้ถึงขนาดนี้แล้วนี่ ต้องให้แกล้งทำเสื้อหลุดเลยหรือยังไงกันถึงจะกล้าทำ…

“อ๊ะ!” กระเป๋าที่คว้าไว้เตรียมจะกลับร่วงลงกับพื้น เมื่อถูกคว้าเอวให้ลงไปนอนอยู่บนตัวของยงฮวาก่อนเจ้าของห้องหน้าหล่อจะพลิก ตัวขึ้นมาทาบไว้แทน…

“อย่าไปเชิญชวนใครเขาแบบนี้อีกนะ มันไม่ดีรู้ไหม?” ยงฮวาเอานิ้วจิ้มๆ ที่จมูกโด่งรั้นของคนรักก่อนจะกดริมฝีปากปิดลงบนกลีบปากช่างยั่วยวนนั่น ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากทำแบบนี้กับจงฮยอนแต่เขาต้องการให้ต่างฝ่ายต่างเรียนรู้ กันและกันให้มากกว่านี้อีกสักหน่อยก็เท่านั้นเอง…

เรียวปาก และปลายลิ้นชื้นตวัดหาความหอมหวานจากช่องปากของร่างข้างใต้ ดวงตาใสแป๋วสีดำที่เคยเอาแต่จ้องหน้าเขาหรือสู้แบบยิบตาเวลาไม่ได้ดั่งใจ อะไรเสมอเวลานี้หลับปี๋… มันน่ารักเสียจนยงฮวาเองก็ตัดใจให้ละจูบออกมาไม่ได้ง่ายๆ เอาเสียเลย ยิ่งลิ้มลองยิ่งถลำลึก… ยิ่งได้ก็มีแต่ยิ่งอยากได้มากยิ่งขึ้น

หัวใจของยงฮวาเต้นระส่ำราวกับคราวนี้เป็นจูบแรก…
หัวใจของจงฮยอนเองก็เต้นรัวไปหมดกับรสจูบแสนหวาน… ที่อีกคนมอบให้

มากกว่านี้ก็ให้ได้…
มากกว่านี้ต่อให้เป็นความต้องการของพี่ยงฮวา

ผมให้พี่ได้หมดจริงๆ
แค่ขอให้พี่ยงฮวารักผม
เหมือนที่ผมรักพี่ยงฮวา… เท่านั้นก็พอ

เสียง หอบหนักๆ ดังออกมาจากคนเอาแต่ใจทันทีที่ยงฮวายอมถอนริมฝีปากออก ใบหน้าใสร้อนวาบจนราวจะไหม้เสียให้ได้ เมื่อยงฮวายังนอนกอดไว้อย่างนั้น จ้องลงมาด้วยนัยน์ตาวาววับ… รอยยิ้มอบอุ่นประดับบนใบหน้าหล่อเหลา

“ถ้า มากกว่านี้ เห็นทีเราจะแย่” ยงฮวาตัดใจจากกลีบปากหวานๆนั่น เขากดจุมพิตลงบนหน้าผากเนียนเบาๆ อีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยังนึกขันในใจไม่หายที่ได้ยินเสียงหัวใจของคนเปิด โอกาสให้จูบเต้นรัวแรงเสียจนเขากลัวว่าอาจจะช๊อกหมดสติไปเสียให้ได้

“มืด แล้ว เดี๋ยวพี่เดินไปส่ง” ชายหนุ่มช่วยปัดผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงให้ร่างบางที่ตอนนี้มือไม้สั่นเสียจนไม่ มีแรงแม้แต่จะยกมือขึ้นมาเสยผมตัวเอง… อย่างที่ใครต่อใครเขาว่ากัน เวลาที่เห็นลูกม้าแสนสวยสิ้นพยศแล้วมันน่าดูแบบนี้นี่เอง จงฮยอนที่ดูทั้งเซี้ยวทั้งซ่าส์เวลาอยู่ที่มหาวิทยาลัย… แท้จริงแล้วก็แค่เด็กผู้ชายที่จิตใจบริสุทธิ์และอ่อนต่อโลกคนหนึ่งเท่านั้น

“พี่เป็นจูบแรกของผม”

“อืม พี่รู้”

.
.
.
.
.

“คุณ จงฮยอนครับ ผมขอลองอีกครั้งละกัน” ภาพฝันแสนหวานในวันวานมลายหายวับไปกับตา เมื่อนายแบบหนุ่มสะกิดเรียก จงฮยอนละสายตาจากใบหน้าของคนที่ยืนอยู่ใกล้ๆกับรถกระบะคันนั้น กัดปากตัวเองจนเจ็บ… จูบแรกที่ยินยอมพร้อมใจมอบให้พี่ยงฮวาสมัยเรียนนั้น จนวินาทีนี้ก็ยังรู้สึกอุ่นวาบที่ริมฝีปากตัวเองอยู่

เพราะสำหรับผมแล้วเรื่องของพี่ยงฮวามันไม่เคยหล่นหายไปจากหัวใจผมแม้แต่เรื่องเดียว…

จดจำมันได้บ้างไหม… พี่ยงฮวา
จดจำเหมือนกับที่ผมจดจำมันบ้างหรือเปล่า?

ซ้ำแล้วซ้ำเล่า… กับความเจ็บปวดเดิมๆ
ครั้งแล้วครั้งเล่า… กับบาดแผลที่ไม่มีวันรักษาหาย
แต่ทำไมกันนะ… ถึงต้องเป็นคนนี้คนเดียวที่สั่งหัวใจให้ลืมไม่ได้เสียที

อีจงฮยอนคนนี้เป็นหนี้ชีวิตของผู้ชายที่ชื่อจองยงฮวาหรือยังไงกันนะ?

“มิ นฮยอกช่วยดูส่วนที่เหลือทีได้ไหม ฉันอยากขอตัวไปพักสักหน่อย” จงฮยอนเอ่ยขอกับผู้ร่วมงานอีกคน เวลานี้เขารู้ตัวดีว่าทำงานต่อไปก็ไม่มีสมาธิจริงๆ ในหัวมีแต่เรื่องระหว่างตัวเองกับพี่ยงฮวาทั้งนั้น มินฮยอกพยักหน้าให้ตามที่อีกฝ่ายขอ อดห่วงไม่ได้ว่าจงฮยอนเป็นอะไรขึ้นมาอีก ยิ่งเห็นว่าเดินหายไปทางหลังเรือนใหญ่ก็ยิ่งเป็นกังวลแต่ก็ต้องรับผิดชอบใน ชิ้นงานที่ถูกอีกฝ่ายไหว้วานไว้…

จงฮยอนทรุดนั่งลงบนม้านั่ง สีเปลือกไม้… รอบข้างไร้ซึ่งผู้คนเป็นการดีเหลือเกินกับการปลีกตัวมาปรับสภาพอารมณ์และ ความคิดตัวเอง มือบางล้วงซองบุหรี่ขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงค่อยๆ จุดมันสูบด้วยความเคยชิน เวลาที่ต้องอยู่คนเดียวจงฮยอนก็ได้มันนี่แหละที่คอยอยู่เป็นเพื่อนเสมอ… อูยองมักเตือนบ่อยๆ ว่าอย่าสูบให้จัดนักมันไม่ดีต่อสุขภาพ เขาเคยหัวเราะกลับไปไม่ใส่ใจกับความห่วงใยไม่เข้าเรื่องของเพื่อนรัก จงฮยอนไม่ได้ติดบุหรี่อย่างที่หลายคนเข้าใจแต่ก็เลือกที่จะพกติดตัวไว้ตลอด แล้วก็แค่สูบเป็นครั้งเป็นคราวเท่านั้น

“สูบบุหรี่ตั้งแต่ เมื่อไหร่กัน จงฮยอน?” จงฮยอนลดมือที่คีบมวนบุหรี่ลง ดวงตากลมใสเบิกกว้างเมื่อเป็นยงฮวาที่เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้า น้ำเสียงของยงฮวามีแต่ความแปลกใจ คนตัวบางตัดสินใจไม่ถูกว่าจะตอบไปอย่างไรดี แม้จะไม่ได้คบกันแล้วแต่ก็ไม่อยากให้ยงฮวาต้องเห็นตนในสภาพเช่นนี้เอาเสีย เลย…

“แอบมาคุยกับผมตามลำพังแบบนี้ ไม่กลัวว่าที่เจ้าสาวมาเห็นเข้าแล้วจะไม่พอใจหรือไงฮะ?”

“อย่ารวนไปเรื่องอื่นได้ไหม พี่ถามเรื่องที่เราสูบบุหรี่อยู่”

“อย่า ใช้น้ำเสียงเหมือนตอนที่เราเคยคบกันสิฮะ ถ้าเป็นตอนนั้นผมอาจจะเกรงใจ” จงฮยอนมองตาไม่ยอมหลบมิหนำซ้ำยังอัดเจ้าควันสีขาวขุ่นนั้นเข้าปากไปต่อหน้า ต่อตาคนถามทั้งอย่างนั้น…

“เราเปลี่ยนไปมาก มากจนพี่ไม่อยากเชื่อสายตา” ยงฮวาพูดพร้อมกับเหยียดยิ้ม ชายหนุ่มที่นั่งพ่นควันบุหรี่อยู่พุยๆ ตรงหน้าราวกับคนที่ตนไม่เคยรู้จัก สิ่งใดกันทำให้จงฮยอนที่แสนน่ารักเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้

“สูบ ไหมละ ผมมีอีกหลายมวน อ๊ะ!” มือบางที่ยื่นมวนบุหรี่ให้ถูกปัดอย่างแรง ใบหน้าของยงฮวาเต็มไปด้วยความโกรธ กริยาท่าทางแบบนี้เขาก็ไม่เคยพบเห็นมาก่อนจากจงฮยอน

“ทำตัวน่ารังเกียจ”

“ใคร ทำให้ผมเป็นแบบนี้เล่า?! พี่เองทั้งนั้น จำไม่ได้หรือไง?!” จงฮยอนลุกขึ้นพรวด มือบางผลักอกอีกฝ่ายจนเซไปด้านหลัง อดไม่ได้ที่จะตวาดออกมาเสียงดังจนอีกคนถึงกับอึ้งไปครู่ใหญ่ คำตัดพ้อของคนที่กำลังเอาหลังมือป้ายหยาดน้ำตาบนสองข้างแก้มทิ้งมันกระตุก หัวใจยงฮวาให้อ่อนยวบลง

“จงฮยอน~~” ยงฮวาเรียกคนตรงหน้าเสียงแผ่วเบา

“ผม สูบมันเพราะผมเครียดเพราะผมเหงา ผมสูบมันทุกครั้งที่ผมร้องไห้ เวลาที่ผมคิดถึงใครบางคน” นัยน์ตาสองข้างจ้องเขม็ง น้ำตายังคลออยู่ในหน่วยตาที่แดงก่ำนั่น

“รู้อะไรไหมฮะ อูยองเคยถามผมว่าสูบมันมากๆ กลัวไม่ตายไวหรือไง แล้วผมตอบไปว่ายังไงรู้ไหม ผมตอบอูยองไปว่าถ้าสูบมากๆ จนตายแล้วลืมพี่ได้ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ” น้ำเสียงของจงฮยอนสั่นสะท้านปนกับสะอื้นไห้ ในตอนแรกที่กลั้นน้ำตาไว้ได้แล้วกลับเอ่อล้นออกมาอีกครั้ง ซองบุหรี่ที่กำไว้ถูกปาใส่คนที่เอาแต่ยืนนิ่งก่อนที่จงฮยอนจะเดินหนีมาแต่พา ความร้าวรานหนีจากยงฮวามาแต่เหตุใดหนอถึงต้องมาชนเข้ากับซอฮยอนที่เวลานี้จง ฮยอนยังไม่อยากจะพบหน้าเอาเสียเลย มันไม่ได้เรียกว่าการชน ว่าที่เจ้าสาวของคนที่ตัวเองเพิ่งเดินหนีมายืนดูอยู่เงียบๆ ตลอด เธอได้ยินทุกอย่างที่จงฮยอนคุยกับคนรักตน จงฮยอนเลิกคิ้ว เข้าใจดีถึงความรู้สึกของซอฮยอนแต่การที่อีกฝ่ายเอาแต่ยืนจ้องหน้าเขานิ่ง โดยไม่ปริปากพูดอะไรสักคำแบบนี้… มันราวกับคีบเหล็กขนาดใหญ่กำลังบีบแกนสมองของเขาชัดๆ

“มีธุระอะไรกับผมหรือเปล่า?”

“ไม่มีค่ะ”

“ถ้างั้นช่วยหลีกทางให้ผมที ผมจะไปทำงานต่อ”

“ทำแบบนั้นใส่พี่ยงฮวา ฉันว่ามันไม่ค่อยดีนะค่ะ”

“เจ้าตัวเค้ายังไม่ว่าอะไรเลย หลีกทางให้ผม”

“คุณน่าจะแคร์ความรู้สึกของพี่ยงฮวาบ้างนะค่ะ ที่พี่เค้าพูดแบบนั้นคงจะห่วงคุณ”

“คุณไม่รู้อะไรก็อย่าพูดเลย ผมกับพี่เค้ารู้จักกันมานานแล้ว”

“ถูกค่ะที่ฉันไม่รู้อะไรแต่ถ้าคุณรู้อยู่แก่ใจก็ไม่น่าจะทำ”

“หมาย ถึงเรื่องอะไร?” จงฮยอนหันมาสู้หน้า คำว่ารู้อยู่แก่ใจจากปากหญิงสาวกำลังยิ่งกว่าท่อนไม้หนาๆตีแสกเข้าที่หน้า ของเขาเสียอีก ซอฮยอนเหลือบมองแผ่นหลังของคนรักที่เดินหายไปจากที่ที่จงฮยอนเดินหนีมาก่อน จะสบตากับคนที่ทำให้ตัวเองบ้าบิ่นกล้าเข้ามาขวางทางไว้

“ฉันหมายถึงทุกเรื่องค่ะ”

“โดย เฉพาะเรื่องผมกับพี่ยงฮวาหรือเปลา?” จงฮยอนถามกลับอย่างไม่ยอมแพ้ต่อให้ซอฮยอนเอาความใจเย็นเข้าข่มหรือพูดอ้อม โลกอยู่แต่เขาก็ไม่โง่พอจะตีไม่ออกว่าอีกคนหมายถึงเรื่องใด เป็นสัญชาตญาณนักสู้ที่อยู่ในตัวของมนุษย์ทุกคนสินะ… จงฮยอนมองหญิงสาวตรงหน้าปราดเดียวก็พอจับอารมณ์และสิ่งที่หญิงสาวคิดได้… และมันก็จริงทุกประการ

“ฉันไม่รู้ว่าคุณกับพี่ยงฮวาจากกันเพราะอะไรแต่วันที่ฉันได้พบกับพี่ยงฮวา เค้าไม่มีคุณแล้ว”

“คุณ แน่ใจได้ยังไงว่าพี่เค้าไม่มีผมแล้ว?” จงฮยอนถามเยียบเย็น ไม่ได้ตั้งป้อมจะปั่นหัวซอฮยอนแต่ในเมื่อเข้ามายุ่งกับตนก่อนเห็นทีจะอยู่ เฉยไม่ไหว…

“เห็นสายสร้อยที่พี่เค้าใส่ติดตัวอยู่ไหมล่ะ?” จงฮยอนเขยิบเข้าไปกระซิบข้างหูซอฮยอนมากขึ้นพูดจนแทบจะเป็นสะกดทีละคำ

“ผม ซื้อให้เขาเอง เป็นของขวัญวันเกิดของพี่ยงฮวาในปีแรกที่เราคบกัน” สุ่มเสียงเน้นหนักจนบาดหัวใจทำให้ซอฮยอนถึงกับชาไปทั้งตัว อาการสั่นขึ้นมาของหญิงสาวจงฮยอนเองจับสังเกตุได้ในทันทีเหมือนกันแต่เขาคง ช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อวานที่ได้พบกับพี่ยงฮวากลางสี่แยกในตัวเมืองนั้น การที่พี่ยงฮวาเอาแต่ยืนนิ่งไม่ยอมตอบว่า… จำตนได้ไหมมันสร้างความหวั่นใจให้กับจงฮยอนไม่น้อยแต่สายสร้อยเส้นที่ คล้องอยู่บนคอของอีกฝ่ายมันทำให้… จงฮยอนกล้าที่จะยืนรอฟังคำตอบ

“คนเราถ้าไม่รักกันแล้วจะยังสวมของแทนใจไว้ทำไม?”

พี่จะให้ผมคิดยังไงในเมื่อพี่ไม่ได้ถอดสร้อยเส้นนั้นออก
สร้อยเส้นที่เป็นตัวแทนความรักของเราสองคน
ความรักของจองยงฮวาและอีจงฮยอน

สร้อยเส้นที่ครั้งหนึ่งมันเคยแสดงถึงการที่อีจงฮยอนเป็น ‘ เจ้าของ ’ ของจองยงฮวา
แล้วเวลานี้ล่ะ ฐานะ ‘ เจ้าของ ’ ของจองยงฮวามมันเป็นของใครกัน

ได้โปรดเถอะ ตอบอีจงฮยอนคนนี้มาที

โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนที่หก …” น้ำตา “…

ตัวอย่างตอนต่อไป

ซอ ฮยอนแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสายสร้อยที่คล้องคอคนรักตัวเองไว้… ของนอกกายต่อให้เป็นสิ่งแทนค่าของความรักแต่หนหลังมากเพียงใด… มันจะเพียงพอสักเท่าไหร่กันกับความเป็นจริงที่เธอกับพี่ยงฮวากำลังอยู่ด้วย กันและกำลังเป็นของกันและกัน

พี่ยงฮวากำลังกอดเธอกำลังจูบเธอกำลังแสดงความรักต่อเธอ
คุณจะเรียกสิ่งที่พี่ยงฮวากำลังทำกับฉันอยู่ว่าอะไร… คุณจงฮยอน?

ร่าง กายร้อนผ่าวประสานเป็นหนึ่งเดียว… แต่งแต้มและเติมเต็มความสุขให้กันเหมือนกับทุกๆ ครั้ง เนิ่นนานจนไม่รับรู้ว่าเวลาได้ผ่านพ้นไปเท่าไหร่…

ไม่รู้แม้กระทั่งว่าอีกฝากหนึ่งของบานประตูห้อง มีร่างของใครบางคนนั่งซบดวงหน้าลงกับท่อนแขน… ร่ำไห้อยู่เงียบๆ คนเดียว

ไหวแน่เหรอ… อีจงฮยอน
จะทนเห็นเขาสองคนรักกัน
ต่อไปได้จริงๆนะเหรอ?

==#==#==# ECLIPSE #==#==#==

อ่านจบกรุณาอีดิทคอมเม้นท์ด้วยค่ะ!
*อย่าเม้นท์แค่ว่าสนุก รอตอนต่อไปหรือขอบคุณๆๆแค่นี้นะค่ะ ไม่ปลื้มค่ะ!!
และหากรู้ว่าไม่มีเวลาอ่านรบกวนอย่าแปะทิ้งไว้จะดีกว่าเนอะ^^

และเม้นท์แค่บรรทัดสองบรรทัดมันบั่นทอนกำลังใจคนแต่ง รู้มั้ยค่ะ????

Comments
  1. […] #= Click [Fic] =# ECLIPSE l5l ‘เจ้าของ’ #= Click [Fic] =# ECLIPSE l6l ‘น้ำตา’ #= Click [Fic] =# ECLIPSE l7l […]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s