[Fic] =# ECLIPSE l8l ‘ผู้กำหนด’ #= *NC*

Posted: June 13, 2011 in ~* YongHyunSeo *~

Title: ~ECLIPSE~
Paring: YH x JH x SH Ft.MH,JS
AuThor: HaneiBee

Note:มันคือฟิคชั่นนะค่ะ คาแรคเตอร์ของตัวละครจึงถูกเติมแต่งไปตามเนื้อเรื่อง
ไม่ได้ยึดคาแรคเตอร์จริงๆของบุคคลที่ไรท์เตอร์อ้างอิงถึง กรุณาทำความเข้าใจด้วยค่ะ

[Fic] =# ECLIPSE l1l ‘ฝังใจ’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l2l ‘ความหลัง’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l3l ‘ปาฏิหาริย์’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l4l ‘อ้อมกอด’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l5l ‘เจ้าของ’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l6l ‘น้ำตา’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l7l ‘ลาจาก’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l8l ‘ผู้กำหนด’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l9l ‘ผู้กำหนดชีวิต’ #=
[Fic] =# ECLIPSE l10l ‘สุดท้าย’ #=

[8] …”ผู้กำหนด” …

รถ กระบะสีขาวกลางเก่ากลางใหม่ค่อยๆ เบาเครื่องจนดับสนิทเยื้องจากหน้าเรือนใหญ่แห่งไร่จองโม หลังจากเข้าไปดูแลงานในไร่ตัวเองเรียบร้อยยงฮวาก็แวะมาหาคนรัก …มาหาเจ้าของกล่องเพลงที่เขาซ่อมมันทั้งคืน… แต่ก็ไม่สำเร็จ

“คุณมินฮยอกคะ ผู้กำกับขอคุยด้วยหน่อยค่ะ”

“ได้ ครับ เดี๋ยวผมตามไป” ได้ยินเสียงสนทนาดังมาจากทางข้างเรือน ยงฮวาเดินตามเสียงนั้นไปเงียบๆ เห็นผู้หญิงคนที่มาเรียกมินฮยอกเดินไปแล้ว เว้นแต่มินฮยอกที่ยืนกดมือถืออยู่ สีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกแล้วคนถูกลอบมองก็หันมา

“มีอะไรหรือเปล่าครับ?” มินฮยอกลดมือถือลงข้างตัว ถามยงฮวาอย่างสุภาพ

“คุณ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า ถ้ามีอะไรก็บอกผมได้” ยงฮวามองไปยังมือถือในมือของมินฮยอกคิดว่ามันอาจจะเสียก็เป็นได้ แล้วที่ออกปากพูดไปอย่างนั้นเพราะอยากช่วยเหลือจริงๆ ยังไงเสียที่นี่ก็เป็นถิ่นเขา หากเดือดร้อนเขาก็พร้อมจะช่วยเหลือ

“ไม่มีอะไรหรอกครับ ขอบคุณมาก ผมขอตัวไปทำงานก่อนนะครับ”

“เชิญ” ยงฮวาพยักหน้าหลีกให้มินฮยอกไปทำงาน อะไรบางอย่างในดวงตาของคนที่บอกว่าไม่มีอะไรฉุดรั้งให้ยงฮวาเป็นกังวลขึ้นมา มินฮยอกกดโทรศัพท์หาใคร ท่าทีที่ไม่เป็นสุขนั้นมาจากสาเหตุใดกัน

“พี่ มายืนทำอะไรตรงนี้ค่ะ?” เสียงของซอฮยอนนำมาก่อนเจ้าตัวทำให้ยงฮวาเก็บเรื่องคั่งค้างใจไว้ก่อนยิ้ม ให้คนทำหน้าสงสัย เมื่อวานที่กลับไปโดยความคลางแคลงใจพอพ้นข้ามคืนซอฮยอนก็ทำราวกับลืมมันเสีย สิ้น… ยงฮวาไม่แน่ใจว่าซอฮยอนเป็นประเภทโกรธง่ายหายเร็วหรือเป็นประเภทเดาใจไม่ถูก กันแน่

“กินข้าวหรือยังเรา พี่ว่าจะมาฝากท้องที่นี่สักหน่อย”

“กิน แล้วค่ะแต่ถ้าพี่จะกินเดี๋ยวฉันให้แม่บ้านเตรียมให้” รอยยิ้มกว้างจากหญิงสาวระบายอยู่บนดวงหน้าก่อนจะเดินเคียงคนรักเข้าเรือน ใหญ่ไปทางครัว ซอฮยอนสั่งแม่บ้านคนเก่งจัดมื้อเที่ยงให้กับยงฮวา การไปมาหาสู่อยากให้เหมือนที่ผ่านมา… การพูดคุยอยากให้เหมือนที่ผ่านมา… แม้กระทั่งเรื่องของความรู้สึกก็อยากให้มันเหมือนที่ผ่านๆ มาเช่นกัน

อยากให้มันเป็น… อยากให้ข้างในหัวใจมันเป็นแบบนั้น
แต่ทำไมกันในเวลานี้…. มันช่างยากเย็นแสนเข็ญยิ่งนัก
ทั้งในหัวใจของยงฮวาและซอฮยอนเอง…

“เมื่อ เช้าที่ร้านโทรมาค่ะบอกว่าให้เลื่อนเป็นรับชุดพรุ่งนี้พอดีว่าเขาแก้ไซส์ยัง ไม่เสร็จ” ยงฮวาพยักรับรู้ตามที่ซอฮยอนกล่าว ดีเหมือนกันเพราะวันนี้ใจเขายังไม่อยากไปรับชุดแต่งงานเพราะเหตุใดกันก็ไม่ แน่ใจ

“เดี๋ยวพี่จะกลับไร่หรือเปล่าค่ะ ฉันจะได้ไปด้วยไม่รู้ว่ายูกึนงอนหรือเปล่าที่เมื่อวานไม่ได้ไปสอนการบ้านให้”

“พี่จะเข้าตัวเมืองน่ะแต่แวะไปส่งเราก่อนก็ได้”

“ค่ะ”

==#==#==# ECLIPSE #==#==#==

บ่าย แก่ๆ เห็นจะได้ที่ยงฮวาขับรถพาซอฮยอนไปส่งที่ไร่ตัวเองก่อนจะเข้าตัวเมือง ชายหนุ่มไม่ได้บอกว่าเข้าตัวเมืองไปเพื่ออะไร ยังไงยงฮวาก็ต้องหาอะไหล่ตัวใหม่มาซ่อมกล่องเพลงกล่องนั้นให้ได้ ชายหนุ่มใช้เวลาไม่นานนักสำหรับการหาอะไหล่ที่ต้องการ แล้วแวะไปหาอีจุนที่คลีนิก

“คราวนี้พาใครมาให้ทำแผลอีกล่ะแก?”

“อยาก ทำแผลให้ตัวเองไหมล่ะ ฉันจะช่วยสงเคราะห์ให้” ยงฮวาทิ้งตัวลงนั่งในห้องส่วนตัวของคุณหมอปากเก่ง กวนกลับเข้าให้จนอีจุนไม่อยากต่อปากต่อคำเอาเสียเลย ทั้งที่เมื่อวานยังกอดคอกันกินเหล้าอยู่แท้ๆพออีกวันก็กลับมากวนโมโหกันจน ได้สิ

“จะชวนไปกินข้าวที่ไร่ ว่างหรือเปล่าล่ะ?”

“ตอนเย็นเหรอก็ได้นะว่าแต่นายจะกลับเลยหรือเปล่า คนไข้ฉันยังไม่หมดเลย”

“เดี๋ยวว่าจะแวะไปซื้อของกินให้แม่ก่อน ฉันค่อยกลับมาหานายที่คลีนิกอีกทีแล้วค่อยไปไร่ฉันพร้อมกัน”

“อืม ตกลง” เป็นอันว่ายงฮวาจะกลับมาที่นี่หลังจากหาซื้อของกินให้แม่ ชายหนุ่มขอตัวออกไปก่อนไม่รบกวนอีจุนต่อ เขาเดินหาของโปรดของผู้เป็นแม่ ขนมของเจ้าหลานยูกึนสุดรัก รวมไปถึงเบเกอร์รี่อร่อยๆ ที่ซอฮยอนชอบกิน ควงตาคมขยับปีกหมวกเหลือบมองท้องฟ้าสีขมุกขมัว… ฝนมีทีท่าจะตกหนัก ยงฮวาขับรถมาถึงสวนสาธารณะกลางตัวเมืองปูซาน… นึกถึงคนที่พามาคุยหลายวันก่อน แปลกที่เขาไปที่ไร่พี่จองโมเมื่อเช้าแล้วไม่พบแม้แต่เงา

“จง ฮยอน!” ชายหนุ่มเหยียบเบรกกระทันหันตั้งใจแค่จะขับรถผ่านๆ แต่สายตาดันเห็นใครบางคนเข้า สายฝนที่เทกระหน่ำลงมาแล้วราวครึ่งชั่วโมงไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนลงกำลังอาบชะ โลมร่างของคนๆ นั้นไว้ จงฮยอนยืนกอดตัวเองสั่นงกงันอยู่ใต้ต้นไม้ข้างม้านั่ง… ตัวที่เขาสองคนเคยนั่งวันนั้น

“มาที่นี่ได้ยังไง ใครพามา?” จอดรถทิ้งส่งๆ จ้ำอ้าวเข้าไปหาคนที่เข้าติดใจสงสัยอยู่ว่าหายไปไหนตั้งครึ่งค่อนวัน

“เกี่ยวอะไรกับพี่ด้วย ปล่อย!”

“อยากเป็นไข้ตายหรือไง กลับไปกับพี่” ยงฮวาคว้าข้อมือคนตัวบางเข้าหมับแต่ก็โดนสะบัดออก

“อย่ามายุ่ง!”

“ไม่ได้อยากยุ่งแต่ไม่อยากให้ใครมาตายที่นี่ เข้าใจไหม?” ยงฮวาตะคอกฝ่าสายฝน โมโหคนหัวดื้อที่สะบัดมือกลับไม่ยอมตามเขาไปขึ้นรถ

“แม้แต่ศพผม พี่ก็รังเกียจที่จะให้แปดเปื้อนที่นี่เหรอ?”

“อย่า พูดแบบนั้นอีกนะจงฮยอน ไปขึ้นรถได้แล้ว เร็ว!” เหตุการณ์ซ้ำรอยเดิมกับวันนั้นไม่มีผิด บังคับขู่เข็ญยังไงจงฮยอนก็พยศไม่เลิกจนยงฮวาต้องอุ้มยัดใส่รถ เสียงฟ้าคะนองดังติดๆ กันอยู่หลายครั้งช่วยสงบความรั้นของคนหัวดื้อได้ จงฮยอนชะงักมือที่จะเปิดประตูรถออกเพราะกลัวเสียงฟ้าร้อง

“ยัง กลัวไม่เลิก เรานี่ไม่เหมาะกับหน้าฝนจริงๆ” ยงฮวานึกขันกับอาการหวาดกลัวเสียงฟ้าผ่าของอีกคน แต่ไหนแต่ไรมา …เคยกลัวอย่างไรก็กลัวอยู่อย่างนั้น

“สงสัยพายุจะเข้า ขับต่อไม่ได้แน่ๆ”

“เบา แอร์ได้ไหมฮะ หนาวจะตายอยู่แล้ว” ยอมเปิดปากพูดจนได้ จงฮยอนกอดอกสั่นราวกับลูกนกตกน้ำ เจ้าของรถจัดการเบาแอร์ให้พลางถอดแจ็กเก็ตตัวนอกของตัวเองที่เปียกโชกออก มองเสื้อผ้าของอีกคนที่เปียกพอกัน

“ถอดเสื้อนอกออกซะ ใส่ไว้แบบนั้นไข้จับพอดี”

“ไม่เป็นไรหรอก”

“ตาม ใจ ว่าแต่นี่เข้าตัวเมืองมาได้ยังไงแล้วมาทำอะไรคนเดียวที่สวนนี้?” เลิกตื้อให้จงฮยอนถอดเสื้อแต่ยังคาดคั้นให้ตอบให้ได้ว่ามาที่นี่ได้ยังไง

“ผมไม่ได้ถามชื่อไว้แต่เป็นคนในไร่คุณจองโมนั่นล่ะ เห็นว่าจะเข้าตัวเมืองผมเลยขอติดรถเข้ามา”

“แล้วตอนนี้หมอนั่นอยู่ไหน ถึงได้มาอยู่คนเดียวแบบนี้?”

“ไม่ รู้” จงใจรวนกันไหมไม่แน่ใจแต่จงฮยอนตอบง่ายๆ ว่าไม่รู้แล้วเบือนหน้าหนีไปทางกระจกข้าง… ปิดปากเงียบเหมือนเดิม ยงฮวาเองก็ถอดใจจะเค้นความต่อ นั่งเงียบๆ รอให้เม็ดฝนซาลงแต่ยิ่งรอก็ยิ่งหนักกว่าเก่าเวลานี้ฝนตกลงมาราวกับฟ้ารั่วที เดียว…

“หนาวมากไหม?” เข้าสู่ชั่วโมงที่สองที่ได้แต่นั่งรอในรถ แอร์ที่หรี่เบาจนแทบไม่เหลือความเย็นไม่ได้ช่วยให้คนเบาะข้างๆ หายหนาวสั่น จงฮยอนพยักหน้าเพราะหนาวจริงๆ สุดท้ายยงฮวาก็ตัดสินใจสตาร์ทรถขับออกจากหน้าสวนนั้น จงฮยอนคิดว่าอีกคนคงจะขับกลับไร่แต่กลับไม่ใช่…

“ฝนตก หนักขนาดนี้ขับฝ่ากลับออกนอกตัวเมืองไม่ได้หรอก อันตราย” ยงฮวาบอกขณะบังคับพวงมาลัยเลี้ยวเข้าถนนเส้นใน ผ่านสี่แยกกลางตัวเมืองจนถึงตึกสีขาวตึกหนึ่ง จงฮยอนหันไปมองคนขับไม่เข้าใจว่าทำไมยงฮวาถึงพามาที่นี่

“นี่กุญแจครับ” พนักงานโรงแรมตรงเคาว์เตอร์เซอร์วิสยื่นกุญแจให้ยงฮวาพร้อมกับคำนับให้ ชายหนุ่มเดินนำเข้าไปในลิฟต์ปล่อยให้จงฮยอนเดินตามเงียบๆ ทั้งที่ยังงุนงงอยู่ จนเสียงประตูปิดลงจึงรู้ตัวว่าเข้ามาอยู่ในห้องพักของโรงแรมกับยงฮวาตาม ลำพังสองต่อสองแล้ว…

“เราเป็นไข้ง่าย รีบๆ เข้าไปแช่น้ำอุ่นซะ” คนพามาถอดเสื้อยืดตัวเดียวที่สวมอยู่ออกคว้าผ้าขนหนูของทางโรงแรมพันรอบเอว พร้อมกับปลดเข็มขัดและกางเกงยีนส์สีซีดออกตาม จงฮยอนเบือนหน้าหนีรีบผลุบเข้าห้องน้ำไปในหัวตีกันจนยุ่งไปหมด พยายามคิดแค่ว่าที่พี่ยงฮวาพามาที่นี่เพราะพายุฝนที่ตกอย่างบ้าคลั่งข้างนอก นั่น… เท่านั้น

“ใส่นี่ดีกว่า คลุมไว้จะได้ไม่หนาวมาก เดี๋ยวพี่ให้พนักงานเอาชุดของเราสองคนไปปั่นแห้งจะได้ใส่กลับ”

“แล้ว แต่” รับชุดคลุมตัวยาวสีขาวมาจากพี่ยงฮวา ปล่อยให้อีกคนหยิบชุดที่เปียกในห้องน้ำกับชุดของเจ้าตัวที่เปียกพอกันส่งให้ พนักงานของโรงแรมที่มารออยู่หน้าห้อง จงฮยอนเปิดม่านออกดู สายฝนไม่ซาลงเลยแม้แต่นิด ท้องฟ้าเวลานี้มืดสนิทจนน่ากลัว พอเห็นว่าพี่ยงฮวาเข้าไปอาบน้ำจึงโล่งใจขึ้นมา… ไม่ได้เตรียมใจว่าจะต้องมาอยู่กันตามลำพังแบบนี้ในสถานที่แบบนี้เสียด้วย ซ้ำ…

หรือว่าเป็นเจตจำนงของพระผู้เป็นเจ้า… ที่เวทนากันขึ้นมานะ?

“อาจ จะต้องค้างที่นี่ เมื่อกี้มีรายงานข่าวว่าถนนเส้นนอกเมืองถูกตัดขาด แล้วฝนก็จะตกหนักทั้งคืนด้วย” ร่างบางสะดุ้งโหย่งกำลังคิดอะไรเพลินๆ คนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จก็เดินมาพูดใกล้ๆ

“หมดฤทธิ์จริงหรือโกรธอะไรพี่กันแน่ หือม์?”

“ผม ไม่ได้โกรธ ผมแค่เหนื่อย” ถามมาก็ตอบไป ยอมรับว่าไม่ได้โกรธพี่ยงฮวาและก็เหนื่อยจริงๆ เหนื่อยทั้งกาย… เหนื่อยทั้งหัวใจข้างในมันปวดปร่าไปหมด วันนี้ที่ติดรถคนที่ไร่เข้ามาในตัวเมืองเพราะอยากอยู่คนเดียว… ไม่อยากรับมือหรือต่อกรอะไรกับใครแล้ว แค่จองโมคนเดียวเมื่อเช้าก็เกินทน

“กินยากันไว้ดีกว่า อ่ะ” ยงฮวายื่นยามาให้สองเม็ดพร้อมกับน้ำ เคยเป็นกันไหมความรู้สึกที่อยากดูแลใครสักคน… ทั้งที่ไม่สมควรแบบนี้

“พรุ่ง นี้ผมจะกลับโซล” มือที่ถือยากับแก้วน้ำค้างเติ่งอยู่กลางอากาศ ดวงตาคมจดจ้องใบหน้าขาวจัดด้วยหัวใจที่เต้นแปลกๆ เมื่อคนที่อยากดูแลกำลังจะตีจาก…

“ผมมีเรื่องอยากจะถามพี่เป็นครั้งสุดท้าย พี่ตอบผมได้ไหม?”

“………”

“ทำไม ถึงไม่ถอดสร้อยออกฮะ?” ทั้งที่ผ่านมาถึงห้าปี ไหนจะมีคนรักใหม่แล้วแต่ใยกันถึงสวมมันอยู่ คนถูกถามวางของในมือทั้งหมดลง… เดินไปหยุดตรงบานหน้าต่าง

“ไม่รู้สิ พี่ตอบไม่ได้”

“พี่ต้องตอบได้สิ ตัวพี่เองแท้ๆ ถ้าพี่ตอบไม่ได้แล้วใครจะตอบ?”

“จะรู้ไปทำไม พี่จะใส่หรือไม่ใส่มันสำคัญยังไง?”

“สำคัญ สิ มันสำคัญกับผมมากเพราะผมอยากจากพี่ไปโดยไม่ติดค้างอะไรอีก” จงฮยอนก้าวมายืนอยู่ตรงหน้าคนที่มองออกไปนอกหน้าต่าง ศักดิ์ศรีมีเท่าไรก็เอามาทุ่มทิ้งจนหมด ไม่เหลืออะไรจะเอามาค้ำคอค้ำใจให้ตัวเองมีคุณค่าอีกต่อไปแล้ว…

“ตอบ ผมมาสิพี่ยงฮวา ตอบมา… ทำไมไม่ถอดสร้อยของผมทิ้งไปซะตั้งแต่วันที่คบกับซอฮยอน? ยังใส่มันไว้ทำไมใส่ของของคนที่พี่ไม่รักแล้วไว้ทำไมอีก?”

“ไม่ ใช่ พี่ไม่ได้ไม่…” ยงฮวาสวนขึ้นมาแต่ชายหนุ่มไม่ยอมพูดมันให้จบ คนที่ฉุนเฉียวจะเอาคำตอบอยู่เมื่อกี้อึ้งไปเล็กน้อย… น้ำตาที่คลอเต็มสองเบ้ากลิ้งลงมาอาบแก้มแต่กำลังจากคั้นให้ยงฮวาอธิบายให้จบ เสียงมือถือก็โผลงดังขึ้นมา… ใครกันนะช่างโทรมาได้ถูกเวลาเสียจริง ยงฮวาเดินไปรับโทรศัทพ์ที่แผดร้องอยู่บนเตียง เป็นอีจุนที่โทรมายงฮวาเพิ่งนึกขึ้นได้ว่านัดเพื่อนให้ไปกินข้าวที่บ้านไว้

“ฉัน คงจะค้างบ้านเพื่อนในเมืองนี่ล่ะ โทษทีนะอีจุน” เสียงทุ้มกรอกปลายสายไป จงฮยอนเห็นว่ายงฮวากดตัดสายแต่ไม่อยากเข้าข้างตัวเองเลยที่เห็นว่า… ยงฮวาปิดเครื่อง

ยงฮวาเองก็พอเดาสีหน้าของจงฮยอนออก
แต่เขาคงหาคำตอบให้ไม่ได้หรอก… ว่าทำไมถึงพาตัวเอง
รวมทั้งพาจงฮยอนให้ตัดขาดจากโลกภายนอกมาเช่นนี้…

“ขอ ดูรอยสักที่หลังหน่อย เมื่อกี้พี่เห็นไม่ชัดเราสักอะไรไว้?” ยงฮวาถามหลังจากยกเลิกการนัดกับเพื่อนรัก ตอนที่จงฮยอนออกมาจากห้องน้ำตอนแรกพันผ้าขนหนูที่เอวมาเฉยๆ เขาเห็นว่าที่หัวไหล่ข้างขวาอีกคนสักอะไรไว้สักอย่างแต่คงจะรู้ตัวจึง เปลี่ยนเป็นชุดคลุมสีขาวของทางโรงแรมแทน

“ทำไมถึงอยากดูฮะ?” ดวงตาแดงช้ำช้อนมอง มันวาวด้วยหยาดน้ำที่เพิ่งจะจางหาย

“ให้ พี่ดู…” ยงฮวาพูดเบาๆ แต่ย้ำหนักแน่น จนจงฮยอนยอมแพ้ยอมให้ดู มือขาวค่อยๆ เลิกสาบเสื้อคลุมด้านขวาออก… จนร่นมาตกอยู่ที่ข้อศอก หันหลังให้ช้าๆ

“จง ฮยอน~~ ทำแบบนี้ทำไม?” คนฮึดฮัดขอดูถึงกับใจอ่อนยวบมันเจ็บร้าวไปหมดทันทีที่เห็นชัดสองตากับตัว อักษรสีเข้มที่เป็นชื่อของตัวเองบนแผ่นหลังของคนที่ตนจากมาเมื่อห้าปี ก่อน… แผ่นหลังขาวเนียนนั้นสะเทือนน้อยๆ ด้วยแรงสะอื้น ยิ่งความร้อนจากปลายนิ้วแกร่งแตะต้องมัน เห็นมันแล้วสินะ… เห็นความซื่อสัตย์ที่แสนงี่เง่า… เห็นความภักดีที่แสนงมงายของผมเข้าจนได้ ผมก็ไม่ต่างอะไรกับสุนัขที่โง่เง่าตัวหนึ่งหรอกที่คอยแต่จะกระดิกหางตามหา เจ้าของของมันอยู่ตลอดเวลา…

“พี่ยงฮวา?” เจ้าของแผ่นหลังที่สลักตราบาปเป็นชื่อผู้ชายของคนอื่นสะดุ้งโหยงเมื่อริม ฝีปากร้อนๆ ของอีกคนประทับลงบนรอยสักนั้น จงฮยอนค่อยๆหันมาห้องทั้งห้องเงียบราวกับไม่มีใครอยู่… ดวงตาสองคู่ประสานกันผ่านความเงียบนั้นๆจนกระทั่งสิ่งที่ร่างบางตัดสินใจ ทำ… แทบพรากสติของยงฮวาให้หลุดลอยไป

“ผมดูโง่มากใช่ มั้ยที่ทำแบบนี้ ?” ชุดคลุมหลุดลงไปกองที่พื้นด้วยการปลดของเจ้าตัวเอง ดวงตาแดงวาวจดจ้องคนที่ยืนนิ่ง… ผิวขาวเนียนเด่นกระจ่างอยู่กลางห้อง ยงฮวาบังคับให้ถอนสายตาหนีไปอีกทางไม่ได้ตามที่หัวใจสั่งการ

ไม่ได้แตะต้องร่างกายสวยงามนี้มานานแสนนานนัก…
หลอกตัวเองไม่ได้ว่าไม่อยากแตะต้องมันอีก แต่ถ้าวันนี้เขาแตะต้อง…
น้ำตาของใครอีกคนจะต้องหลั่งรินออกมา…

น้ำตาของเจ้าของกล่องเพลงที่ไร้เสียงกล่องนั้น…

“ฉัน รักพี่นะค่ะ…” คำของหญิงสาวที่ชานเรือนไม้วันนั้นก้องอยู่ในหัว ยงฮวาก้าวถอยออกห่างมาหนึ่งก้าว ในหัวมีแต่คำบอกรักของซอฮยอนแต่ดวงตากลับมีแต่ร่างกายที่อยากแตะต้องของอีจง ฮยอน ณ เบื้องหน้า

…พี่กำลังจะซ่อมกล่องเพลงกล่องนั้นให้แล้ว ซอฮยอน…

…ที่พี่ไม่ถอดสร้อยเส้นนั้นออก เราอยากรู้จริงๆ เหรอจงฮยอน… ?

 

…. “พี่ขอยืมเสื้อเราให้เพื่อนพี่เปลี่ยนหน่อยนะ”…

… “เอาคืนไป! ของของคนที่แย่งพี่ยงฮวาไปจากผม ผมไม่ใช้ !!”…

…“ไม่มีค่ะแต่ถ้าพี่มีอะไรจะบอกก็บอกมาเถอะ ฉันจะฟัง”…

… “ตอบผมสิฮะ ว่าลืมผมไปตั้งแต่วันไหน?”…

…“ฉัน ว่าพี่เปลี่ยนเสื้อแล้วดึงพลาสเตอร์กาวนั่นทิ้งดีกว่านะค่ะ เดินไปเดินมาทั้งที่เปื้อนรอยเลือดแบบนั้น คนอื่นจะตกใจเอาอีกอย่างฉันว่าคงไม่มีใครเดาได้หรอกค่ะว่าพี่มีของแบบนั้น ได้ยังไง ทั้งที่พี่เองก็ไม่มีแผลที่ตัวเลยซักนิด”…

“ใครทำให้ผมเป็นแบบนี้เล่า?! พี่เองทั้งนั้น จำไม่ได้หรือไง?!”

“พี่ไม่ไปไหนหรอก ซอฮยอนเชื่อพี่นะ”

…“พี่เป็นจูบแรกของผม”…

…“ฉันชื่อซอฮยอนค่ะ”…

… “รู้อะไรไหมฮะ อูยองเคยถามผมว่าสูบมันมากๆ กลัวไม่ตายไวหรือไง แล้วผมตอบไปว่ายังไงรู้ไหม ผมตอบอูยองไปว่าถ้าสูบมากๆ จนตายแล้วลืมพี่ได้ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ”…

…“แล้วจะให้ฉันพูดอะไรดีล่ะค่ะก็พี่กอดเขาไปแล้ว กอดคนอื่นที่ไม่ใช่ฉันไปแล้วนี่นา”…

… “พี่รักฉันได้ไหมค่ะ ตอนนี้?”…

… “จำผมได้มั้ย? จำได้มั้ย จงฮยอนไง”…

“พี่ ยงฮวา” ชายหนุ่มหลุดจากห้วงภวังค์ที่บีบแกนสมองให้ระลึก ตระหนักและทบทวนมันทั้งหมด… ร่างเปลือยเปล่าก้าวเข้ามาแนบชิดซุกอยู่กับอก อีจงฮยอนไม่ได้เชิญชวนแต่แค่กำลังโหยหาความรักที่ขาดหายไป… ในช่วงเวลาห้าปีที่ผ่านมาเท่านั้น… ใครจะตราหน้าหรือด่าทอด้วยถ้อยคำร้ายกาจเช่นไรต่อจากนี้อีจงฮยอนคนนี้ก็ พร้อมน้อบรับ… แต่เวลานี้ นาทีนี้ขออีจงฮยอนคนนี้ได้รักและถูกรักจากจองยงฮวาสักครั้ง… ครั้งสุดท้ายจริงๆ

“พี่ทำให้เราต้องเสียน้ำตามาตลอด ทำไมถึงไม่เกลียดพี่ หือม์?” ยงฮวายกปลายนิ้วขึ้นเช็ดน้ำตาที่แต้มบนผิวแก้มจงฮยอนเบาๆ คนตัวบางส่ายหน้า…

“ผมเกลียดพี่ไม่ได้ ไม่เคยนึกเกลียดสักที” จงฮยอนรั้งร่างอีกคนให้เดินตามมาทอดกายบนเตียง คำว่ากระดากอายเวลานี้กลับสะกดมันไม่ออกเสียแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้จะไม่โทษว่าหักห้ามใจไม่ได้… แต่จะยืดอกรับต่างหากว่าทำตามเสียงเรียกร้องของหัวใจ… หัวใจที่ร่ำไห้มาจนแทบหมดลม ยงฮวาจูบซับปลายขนตาเปียกชื้น ปรารถนาให้อีกคนหยุดร้องไห้… หยุดร้องไห้เพื่อเขาสักที ริมฝีปากอุ่นไล้จูบเบาๆ ข้างแก้มและที่กลีบปากสีเนื้ออ่อน… มือสากที่ตรากตรำทำงานมาแสนหนักลูบไล้ไปทั่วผิวกายขาวอย่างยากจะหยุด

“อ๊ะ” คนตัวบางล่นกายถอยหนีเมื่อริมฝีปากอุ่นนั้นพรมจูบลึกลงไปถึงหน้าท้องน้อย… หัวใจเต้นแรงขึ้นมา จงฮยอนสะดุ้งโหยงอีกเมื่อเรียวขาสองข้างถูกอีกคนจับให้กางออก… อาการสั่นราวกับสัตว์น้อยเสียขวัญทำให้ยงฮวานึกประหลาดใจ

“กลัว เหรอ?” ยงฮวาเงยหน้าขึ้นถามริมฝีปากยังอยู่ในระดับส่วนนั้น จงฮยอนส่ายหน้า… ไม่กลัวสักนิดเขาไม่เคยคิดกลัวถ้าเป็นจองยงฮวา… แต่ถ้าอีกฝ่ายรู้ว่าตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมาร่างกายของอี จงฮยอนไม่เคยมีใครได้ล่วงล้ำสักคน… จะรู้สึกยังไงนะ ?

ที่ร่างกายสั่นเทา… เพราะร้างลาจากรสสัมผัสแบบนี้มาเนิ่นนานนัก
รสสัมผัสที่ถูกพร่ำสอนและร่ำเรียนจากผุ้ชายเพียงคนเดียวเท่านั้น
และเป็นผู้ชายคนเดียวกับที่กำลังจะรื้อฟื้นรสสัมผัสนั้นๆ ขึ้นมาอีกครั้ง…

“พี่ ยงฮวา~~อึก” จงฮยอนขานชื่อเจ้าของปลายนิ้วยาวที่สอดลึกเข้ามา ความเจ็บคือสิ่งแรกที่คนตัวบางต้องพานพบ จงฮยอนรู้ว่าพี่ยงฮวาพยายามเบามือและใจเย็นอย่างที่สุดแต่มันขาดหายมานาน จริงๆ น้ำตาร้อนลู่รินลงข้างแก้มอีกรอบ

“ทำไมจงฮยอน ทำไมถึงรอพี่คนเดียว?” ยงฮวาโน้มหน้ามาจูบสองข้างแก้มเจ้าของน้ำตา ข้างในเจ็บปวดไปหมด ทั้งที่เขายังมีคนอื่นแต่จงฮยอนเปล่าเลย… จงฮยอนไม่เคยมีใคร

“ผมรักพี่…”

“พี่ก็รักเรา… เคยรักยังไงก็ยังรักเหมือนเดิม” ยงฮวาเอ่ยมันด้วยความสัตย์จริง ปลายนิ้วที่สองและสามสอดตามเข้าไปเพื่อนำทาง นำทางความเป็นจองยงฮวาเข้าไปข้างใน

“ฮึก พี่ยงฮวา อ๊ะ!” หลังจากโอ้โลมอยู่ครู่หนึ่งยงฮวาก็แทรกกายเข้าไปช้าๆ นำพาให้เสียงใสครางออกมาจนไม่รู้ศัพท์ เล็บจากฝ่ามือบางที่จิกลงบนแผ่นหลังกว้างยงฮวาก็ไม่รู้สึกเจ็บแม้แต่เศษ เสี้ยวเดียว ชายหนุ่มขยับกายเร่งเร้าตามแรงเคลื่อนขึ้นลงจากสะโพกของคนข้างใต้ สัมผัสเก่าที่ร้างลา ความถวิลหาที่เลือนหายกลับมาหมดทุกอย่างกลับมาเพื่อย้ำเตือนให้รู้ว่าจองยง ฮวาและอีจงฮยอนคือส่วนหนึ่งของกันและกัน …ที่ถูกโชคชะตาอันเลวร้ายพลัดพรากให้แยกจากกันโดยไม่มีใครน้อมรับ

สาย ฝนที่เทกระหน่ำลงมา… เจ้าฟ้าสีทะมึนก็ร้องคำรามไม่รู้จักเหนื่อยล้าความมืดที่โรยตัวอยู่ร่ายรอบ ราวกับจับแยกคนทั้งคู่ให้ตัดขาดจากโลกภายนอกจากโลกของความเป็นจริง… พระผู้เป็นเจ้ากำหนดให้มันเกิดขึ้นหรือเปล่านะ

แล้วหากท่านเป็นผู้กำหนดมันขึ้นมาแล้วต่อจากนี้จองยงฮวาและอีจงฮยอนจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร? โปรดตอบลูกสองคนที…

ได้โปรด

โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนเก้า “ผู้กำหนดชีวิต”

ตัวอย่างตอนต่อไป

“ฉันขอเวลาสักครู่นะมินฮยอกบอกทีมงานให้รอหน่อย”

“ครับ” มินฮยอกรับคำเจ้านายหนุ่มขึ้นไปรอในรถก่อน ปล่อยให้จงฮยอนเดินกลับไปหาซอฮยอนที่วิ่งตามออกมาถึงหน้าเรือน เป็นการเผชิญหน้ากันครั้งสุดท้ายกับสองหัวใจที่บอบช้ำพอๆกัน

“ผมรัก พี่ยงฮวามาทั้งหมดเก้าปี แต่ห้าปีหลังผมรักเขาพร้อมกับที่คุณก็รักพี่เค้าเหมือนกัน” จงฮยอนระบายยิ้มน้อยๆ สบตาคนตรงหน้า วันนี้เลือกที่จะหยิบเสื้อคอลึกมาใส่เพราะต้องการให้ซอฮยอนเห็นบางอย่างบนคอ ตัวเอง เห็นมันไหม… ซอฮยอน?

“คุณได้อยู่กับพี่เค้ามากกว่าที่ ผมได้อยู่ รู้อะไรไหมซอฮยอน ผมอิจฉาคุณนะอิจฉามากด้วย แต่ผมจะไม่เอาความอิจฉาของผมมาทำร้ายใครอีกแล้ว”

“คุณหมายความว่า ยังไง?” หญิงสาวตีคำพูดนั้นไม่ออกหรือเพราะมัวแต่จับจ้องอยู่แต่สร้อยเส้นสวยที่คอ ของจงฮยอนกันแน่… พี่ยงฮวาคืนสายสร้อยให้คุณจงฮยอน เมื่อคืนอย่างนั้นเหรอ?

“ก็ผมจะกลับโซลแล้วยังไงล่ะและตั้งใจว่าจะไม่มาที่นี่อีก เรื่องผมกับพี่ยงฮวามันจบลงแล้วจริงๆ”

“แต่ที่ผ่านมาพี่ยงฮวาไม่เคยลืมคุณสักวัน”

“ผม เชื่อว่าคุณจะทำให้พี่เค้าลืมผมได้ ผมไปก่อนนะ ” มือบางแตะที่แก้มขาวใสของซอฮยอนเบาๆ จงฮยอนพูดมันออกมาจากใจและทำมันด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจงฮยอนคิดและตั้งใจจะทำอะไรแต่การที่เจ้าตัวยืนยันที่ จะกลับโซลก็ไม่มีใครคิดรั้งแต่ยังไม่ทันที่ทุกคนจะออกเดินทางรถตู้คันใหญ่ แปลกตาก็ได้เคลื่อนเด่นมาตลอดแนวปากทางเข้าไร่ จนมันมาจอดสนิทอยู่ตรงหน้าเรือนใหญ่และบุคคลที่ก้าวลงมาต้องทำให้ทีมงานทุก คนของบริษัทโฆษณามองหน้ากันเลิ่กลั่ก… รองประธานกรรมการฝ่ายบริหาร

“พี่ ยุนโฮ พี่มาได้ยังไงฮะ?” จงฮยอนเป็นคนแรกที่ปรี่เข้าไปหาพี่ชายตัวเอง อะไรกันดลใจให้พี่ชายต้องตามมาถึงที่นี่ ยุนโฮเพียงยิ้มให้น้องชายแต่สายตากลับเพ่งตรงไปยังชายหนุ่มอีกคน ผู้มาใหม่เดินเข้าไปหายงฮวาด้วยกิริยาสำรวม…

“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ…”

==#==#==# ECLIPSE #==#==#==

Author Talk: ออฟฟิศเลิกพอดี ไว้ไปทอล์คตอนกลับห้องนะค่ะ ปล.หากมีคำผิดบ้าง อะไรบ้าง ให้อภัยนะไรทเตอร์รีบมากTT

งานยุ่งเวอร์ค่ะ อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกก

อ่านจบกรุณาอีดิทคอมเม้นท์ด้วยค่ะ!
*อย่าเม้นท์แค่ว่าสนุก รอตอนต่อไปหรือขอบคุณๆๆแค่นี้นะค่ะ ไม่ปลื้มค่ะ!!
และหากรู้ว่าไม่มีเวลาอ่านรบกวนอย่าแปะทิ้งไว้จะดีกว่าเนอะ^^

และเม้นท์แค่บรรทัดสองบรรทัดมันบั่นทอนกำลังใจคนแต่ง รู้มั้ยค่ะ????

Comments
  1. […] #= Click [Fic] =# ECLIPSE l8l ‘ผู้กำหนด’ #= Click [Fic] =# ECLIPSE l9l ‘ผู้กำหนดชีวิต’ #= Click [Fic] =# […]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s