[SF] =# A Bitter Chance #=

Posted: June 13, 2011 in ~* YongHyun *~

TiTle: A Bitter Chance…
Paring: YongHwa x JongHyun
AuThur: HaneiBee

Note: หากสังเกตจากรูปจะรู้ว่า เรื่องนี้แต่งไว้นานมากแล้วแต่มีแต่คนห้ามไม่ให้ลง! ==”

“เฮ้ย!มึงล้อมไว้ เอาของมันมา”

ความเงียบที่ปกคลุมอยู่บริเวณตรอกแคบๆถูกทำลายลงด้วยเสียงกรรโชกดัง กลุ่มชายฉกรรจ์สามคนกำลังรุมล้อมชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดแจ็กเกตสีดำกับกางเกง ยีนส์สีปอนอย่างมาดมั่น และสิ่งที่กระตุกหัวใจให้อดหวาดกลัวไปด้วยไม่ได้คือ แสงสีเงินวาวจากปลายมีดในมือของคนที่ตัวโตที่สุดในกลุ่ม

โจรกรรมอย่างนั้นหรือ?

“เอากระเป๋าตังค์แล้วถอดนาฬิกามึงออกมา ถ้าไม่อยากเจ็บตัว!”

“กู ไม่ให้ มึงอยากได้ก็เอาไปให้ได้สิ” ผู้ชายผอมโปร่งที่ตกเป็นเหยื่อท้าท้ายแต่สถานการณ์ที่ตัวเองตกเป็นรองแบบ นี้… มันสมควรแล้วหรือ แล้วการตะลุมบอนก็เกิดขึ้นในฉับพลัน ไอ้คนตัวโตสุดพุ่งเข้าไปจู่โจม วาดปลายมีดไปกลางอากาศแต่เหยื่อรายนั้นกระโดดหลบทัน ไอ้สองคนที่เหลือปรี่ไปล๊อคตัวไว้กันคนละข้าง… ไม่ต้องลุ้นให้เหนื่อยยังไงก็แพ้อยู่วันยังค่ำ

“สามต่อหนึ่งแบบ นี้เล่นสกปรกกันชัดๆ” ชายแปลกหน้าที่มองดูเหตุการณ์อยู่ครู่หนึ่งย่างสามขุมเข้ามา เขายืนจังก้าอยู่เบื้องหน้ากลุ่มคนที่ก่อเหตุวิวาทกัน ไอ้ตัวโตที่ถือมีดแหลมไว้ในมือตวัดหน้ามา นัยน์ตาดุดันส่งความขุ่นเคืองมาให้

“มึงเสือกอะไรด้วย เพื่อนมึงหรือไง?”

“เอ่อ ยิ่งกว่าเพื่อนกูอีก” แล้ววินาทีต่อมาไอ้ตัวโตนั้นก็พุ่งปลายมีดมายังคนแปลกหน้าที่อ้างตัวว่าเป็น ยิ่งกว่าเพื่อนของเหยื่อปากดีที่ลูกน้องมันล๊อคตัวไว้ การสู้กันแบบหนึ่งต่อหนึ่งดูไม่ออกว่าใครจะแพ้หรือชนะแต่เสียงร้องของไอ้สอง ตัวที่ล๊อคเหยื่อไว้โผล่งดังออกมา เมื่อเหยื่อรายนั้นออกแรงสู้อีกรอบ

การ ต่อสู้กินเวลาไปเกินสิบนาทีโดยที่ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะจนเสียงนกหวีดจากตำรวจ ที่ดังใกล้เข้ามาทำให้ต่างคนต่างตื่นตระหนก… ราวกับเสียงระฆังช่วยชีวิต ทันทีที่ตำรวจประมาณห้านายกรูเข้ามา ไอ้โจรหน้าเถื่อนสามคนนั้นก็วิ่งหนีหายไปคนละทิศละทาง… เหยื่อปากดีที่เซถลาไปกองที่พื้นค่อยๆลุกขึ้นยกหลังมือเช็ดหยดเลือดที่มุม ปากแต่แล้วจู่ๆก็ถูกดึงให้ลุกขึ้นและถูกลากให้ออกวิ่ง

ขาสองข้าง วิ่งตามไปอย่างไม่รู้จุดหมายปลายทาง… โดยที่สายตาจับจ้องอยู่ที่มือของตัวเองที่ถูกเกาะกุมจากคนแปลกหน้าที่วิ่งนำ อยู่เบื้องหน้า

ครั้งสุดท้ายที่ถูกสิ่งนี้สัมผัสผ่านพ้นไปนานจนจำแทบไม่ได้ เขาไม่คิดว่า… ความอบอุ่นแบบนี้จะกลับมาหาตัวเขาเร็วกว่าที่คาดคิด

==#==#==# A Bitter Chance #==#==#==

ความ มืดที่โรยตัวอยู่รอบข้างราวกับมีใครปัดปลายพู่กันด้วยหมึกสีดำเข้ม คนแปลกหน้าสองคนที่วิ่งหนีเหตุการณ์เลวร้ายมาด้วยกันมองหน้ากันอย่างคนวาง ตัวลำบากพลางโกยอากาศเข้าปอดทันทีที่มาหยุดอยู่ในตรอกแคบๆที่ไกลจากที่เกิด เหตุมาหลายร้อยเมตร เสียงหอบหนักๆดังทำลายความเงียบระหว่างกัน

“ขอบคุณนะที่ช่วย”

“เฮ้!เดี๋ยวสิ นายจะไปไหน?” คนที่ช่วยไว้เผลอคว้าข้อมืออีกคนไว้

“เกี่ยว อะไรกับคุณ?” นั่นสิเกี่ยวอะไรกับเขา เจ้าเด็กตัวสูงชักข้อมือกลับและหันหลังจะเดินจากไปทว่าเขาก็เหมือนฟังภาษาคน ไม่รู้เรื่องปรี่เข้าไปดึงมือเด็กหนุ่มไว้อีกรอบ หน้าเรียวยาวที่ฉาบด้วยความเย็นชาและดวงตากรุ่นโกรธตวัดจ้องมา

“คุณต้องการอะไร?”

“ไม่มี”

“แล้วคุณดึงผมไว้ทำไม? ท่าจะประสาท!”

“นั่นสิ ฉันก็ว่าอยู่”

“ผมอยากอยู่คนเดียว เข้าใจมั้ย?”

“อยู่ คนเดียวในที่ที่นายไม่รู้จักเนี่ยนะ แปลกคน” เขารู้ว่าเด็กหนุ่มไม่ใช่คนแถวนี้แค่ดูจากการที่เดินสะเปะสะปะไปมามองป้าย โน้นป้ายนี้อย่างคนสับสนก็เดาได้ไม่ยาก

“มันไม่สำคัญหรอกว่าผมจะ รู้จักหรือไม่รู้จัก ยังไงก็ไม่มีอะไรที่ผมไว้ใจได้อยู่แล้ว” ประโยคที่ยาวขึ้นไม่ได้ทำให้เขาแปลกใจเท่ากับความนัยบ้างอย่างที่แฝงมา คงอกหักหรือไม่ก็ถูกทิ้งมาสินะหรือไม่ก็อะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับเรื่องความรัก ถึงได้มาเดินประชดชีวิตโดยไม่หวาดกลัวใดๆแบบนี้

“นายจะไปไหน?” เขาฉวยดึงข้อมือนั่นไว้ก่อนที่อีกคนจะเดินหนีไป อีกครั้งที่ดวงตาเศร้าๆนั้นจ้องมาพร้อมกับอาการเบ้ปากอย่างนึกรำคาญกับการ เซ้าซี้ของเขา

“คุณจะเอายังไงกันแน่ มายุ่งกับผมแบบนี้หวังเรื่องพรรค์นั้นหรือไง?”

“เรื่องพรรค์นั้น?”

“หึ มันก็เหมือนกันหมดแหละว่ะ” เขาไม่โกรธกับคำพูดที่เริ่มหยาบคายแต่ดวงตาเกลียดชังตอนกล่าวเรื่องพวกนี้ทำ ให้เขาเริ่มกังวลและห่วงคนตรงหน้าขึ้นมา…

“ฉันแค่อยากให้นายไปทำแผลให้เรียบร้อยก่อน แล้วค่อยว่ากัน”
.
.
.
.
.

ร่าง ผอมโปร่งมองคนแปลกหน้าที่กำลังไขกุญแจเข้าห้องอย่างนึกสงสัย คนมีน้ำใจแบบนี้ยังหลงเหลือในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยความหลอกลวงอยู่อีกหรือ

“เข้ามาก่อนสิ จะได้ทำแผล”

แผล ?

“อย่า บอกนะว่านายไม่รู้ตัวว่าถูกมีดปาดแขนจนเลือดไหลขนาดนั้น” คนแปลกหน้าพยักเพยิดหน้ามายังต้นแขนข้างซ้ายของคนที่จับให้วิ่งหนีมาด้วยกัน ดวงตาสีดำหลุบมองตาม… เลือดสีสดไหลซึมจนเสื้อแจ็กเกตเนื้อดีแทบหมดราคา คงเป็นตอนที่ไอ้ตัวโตนั้นวาดปลายมีดเข้ามาแล้วเขากระโดดหลบ… ที่เขาคิดว่าหลบทัน

เขาก้าวตามเข้าไปในห้องเช่ากึ่งเก่ากึ่งใหม่ อย่างขลาดกลัวนิดๆไม่อาจไว้ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าคนที่ออกปากว่าจะทำแผล ให้จะไม่มีผิดมีภัยเพราะเขาเพิ่งจะผ่านเหตุการณ์เลวร้ายมาไม่ถึงครึ่งชม.ดี

เจ้า ของห้องถอดเสื้อแขนยาวลายสก๊อตสีแดงตัวนอกออกพาดไว้กับโซฟาสีมอตรงปลายเตียง ก่อนจะเดินไปคุ้ยๆหาอะไรสักอย่างตรงหัวเตียงแทน… กล่องสีขาวเล็กๆถูกเจ้าของห้องหยิบออกมา พอเปิดมันออกจึงเห็นว่าเป็นกล่องที่เก็บอุปกรณ์หยูกยาเล็กๆน้อยๆนั่นเอง

มีแค่ยาสามัญประจำบ้านทั่วไป ยาแดง ทิงเจอร์และผ้าก๊อซห่อเล็ก

“ห้อง ฉันมีแค่นี้แหละ ไว้นายค่อยไปหาหมอทีหลังแล้วกัน” เจ้าของห้องพูดก่อนจะวางเจ้ากล่องปฐมพยาบาลใบย่อมไว้บนเตียงขนาดสามฟุตครึ่ง พลางอ่านโน้นอ่านนี้ของฉลากยาไปเรื่อยก่อนจะส่งสายตามายังคนบาดเจ็บ

“ล้าง แผลก่อนสิ” เสื้อแจ็กเกตสีดำค่อยๆถูกปลดออกจนพ้นร่างคนบาดเจ็บ เด็กหนุ่มมองหาห้องน้ำและมองเจ้าของห้องเป็นเชิงขออนุญาต ราวๆห้านาทีที่ผลุบหายเข้าไปและก้าวออกมาพร้อมท่อนแขนข้างบาดเจ็บที่เปียก โชก เจ้าของห้องส่งผ้าเช็ดตัวผืนเล็กให้เขาเช็ดและไปนั่งรอที่เตียงพร้อมกับ อุปกรณ์ทำแผลในมือ

“ทำเป็นหรือ?”

“นายนี่ไม่มีมารยาทเอา เสียเลย พูดแบบนี้กับคนที่ช่วยนายได้ยังไงกัน?” เจ้าของห้องโวยออกมาทำให้คนเจ็บหน้าสลดนิดๆนั่นสิ คนอุตส่าห์ช่วยเหลือแท้ๆดันปากเสียใส่ไปอีก

การทำแผลเริ่มขึ้น อย่างเก้ๆกังๆสำลีก้อนแรกถูกชุปด้วยแอลกอฮอร์จนชุ่มและเช็ดลงมาตามรอยแผลยาว ประมาณห้าเซ็นต์ มันเป็นการทำแผลที่ปราศจากความนุ่มนวลและอ่อนโยนโดยสิ้นเชิง แต่คนเจ็บเองก็ไม่กล้าปริปากร้องเวลาที่แรงกดบนแผลหนักหน่วงหรือร้องท้วง เวลาที่เจ้ายาแสบๆนั้นราดลงมาไม่ยั้ง จนขั้นตอนสุดท้ายเสร็จสิ้นลง ผ้าก็อซสีขาวถูกปิดไว้บนบาดแผลจากของมีคมนั้น…ในสภาพที่เอียงกะเท่เร่

“ขอบคุณ”

“นึก ว่าจะไม่ได้ยินแล้วซะอีก” เจ้าของห้องค่อนขอดออกมาขณะยัดกล่องปฐมพยาบาลเก็บเข้าที่เดิม คนที่ออกปากขอบคุณนึกเคืองในใจไม่น้อยแต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะยังไงอีกคนก็มี บุญคุณ

“นายชื่ออะไร?”

“จงฮยอน… อี จงฮยอน”

“ชื่อ จริงๆใช่มั้ย ไม่ได้เพิ่งคิดขึ้นได้เมื่อกี้นะ” จงฮยอนตวัดหน้าไปมองคนกวนประสาทแต่ต้องข่มใจไว้ ทั้งที่ก่อนจะเหยียบเข้ามาในห้องนี้คนตรงหน้าดูเงียบๆนิ่งๆไม่คิดว่าจะมีปาก คอที่ร้ายใช่เล่นทีเดียว

“นายไม่ใช่คนแถวนี้นี่แล้วมาเดินล่อให้ไอ้พวกนั้นปล้นเล่นทำไม?”

“ผมไม่ได้มาเดินให้พวกมันปล้นเล่น แค่มา…”

“……….”

“ผมแค่บังเอิญผ่านมา” จงฮยอนตอบตามจริง เขาเดินเคว้งตั้งแต่ออกจากบ้านมา บ้านที่ไม่อบอุ่นสำหรับเขาอีกต่อไป

“ทะเลาะกับแฟนหรือไง ถึงมาเดินทำเอ็มวีแบบนี้?”

“แล้วแต่คุณจะคิดเถอะ ผมขอตัวกลับก่อนล่ะกันส่วนที่คุณช่วยผมไว้ ขอบคุณนะ”

“บ้า สิ ขืนนายเดินโท่งๆออกไปตอนนี้ตำรวจได้จับนายเข้าซังเตแน่ ตอนนี้พวกเราไม่ปลอดภัยตำรวจอาจจะจำหน้าพวกเราได้หมดและถึงนายจะโดนรุม เมื่อกี้แต่ตำรวจมันไม่มัวมาสอบปากคำอยู่หรอก หากเจอพวกเราคนใดคนหนึ่งก็เหมาเป็นพวกอันธพาลแล้วลากคอเข้าซังเตหมดแหละ ยิ่งนายมีรอยแผลแบบนี้ด้วยอีก คงรอดสายตายาก” คำร่ายยาวจากเจ้าของห้องทำให้จงฮยอนชะงักปลายเท้าลงกึก แม้มันจะไม่น่ากลัวถึงขั้นนั้นแต่ก็ใช่ว่าจะปลอดภัยจริงหากออกไปเดินเผ่นผา นในเวลานี้

“แล้วผมจะไปนอนที่ไหน?”

“พื้นห้องฉันตั้ง กว้าง นายจะกลัวอะไร?” เจ้าของห้องตอบหน้าตายก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำที่จงฮยอนเข้าไปล้างแผล เมื่อครู่และปิดประตูลงปังก่อนที่เด็กหนุ่มจะได้ยินเสียงฝักบัวดังลอดออก มา… เจ้าของห้องกำลังอาบน้ำแล้วแขกแปลกหน้าอย่างเขาสมควรทำยังไงดี

จง ฮยอนมองไปรอบๆห้องพินิจพิเคราะห์ถึงข้อโน้มน้าวใจให้ตัวเองใจกล้าพอจะซุกหัว นอนที่นี่ ห้องธรรมดาๆตกแต่งเรียบง่าย เฟอร์นิเจอร์เด่นๆมีแค่เตียงสีเทาขนาดสามฟุตครึ่ง โซฟาสีแดงหม่นๆ ตู้เสื้อผ้า ตู้เย็นและทีวีขนาดยี่สิบนิ้ว… ไม่มีอะไรบ่งบอกว่าเป็นห้องเหล่ามิจฉาชีพหรือพวกมาเฟียให้ใจแป่วเล่นและสิ่ง ที่ทำให้จงฮยอนรู้สึกว่าห้องนี้ไม่น่ากลัวเกินไปก็คือ กีตาร์ไฟฟ้าสีเปลือกไม้ที่ถูกวางพาดไว้บนโซฟาสีแดงหม่นๆนั่นเอง

หมอนี่เล่นดนตรีด้วย… คงไม่ใช่คนเลวร้ายอะไรหรอกมั้ง

“เจอ ยาไอซ์ยาอีหรือไม่ก็พวกปืนเถื่อนมั้ยล่ะ?” เสียงทุ้มเดิมดังขึ้นด้านหลัง จงฮยอนตวัดหน้ากลับไปมองจึงพบว่าเจ้าของห้องอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยโดยสวม เพียงเสื้อยืดสีขาวขะมุกขะมัวกับกางเกงขาสั้นเหนือหัวเข่าสีเข้ม ก็ดูเป็นผู้ชายธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น

“มีเสื้อให้ผมยืมใส่นอน บ้างมั้ย เสื้อกล้ามก็ได้” ในทีสุดก็เอ่ยปากขอเจ้าของห้องหลังจากตัดสินใจจะพึ่งพิงที่นี่สำหรับคืนนี้ เจ้าของห้องตรงไปเปิดตู้เสื้อผ้าออกก่อนจะเลือกเสื้อยืดสีฟ้าส่งให้

“นาย ไม่ต้องอาบน้ำหรอก เดี๋ยวน้ำโดนแผล” คนตกที่นั่งลำบากอย่างจงฮยอนไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธิคำบอกกึ่งๆคำสั่งนั้น เด็กหนุ่มเพียงรับเสื้อมาและสวมมันก่อนจะถอดกางเกงยีนส์สีดำออกเหลือเพียง บ๊อกเซอร์เพื่อให้ตัวเองสบายตัวขึ้น

แล้วความเงียบก็ปกคลุมเขา ทั้งสองคนไว้ จงฮยอนเลือกที่จะนั่งลงที่โซฟาที่ตั้งอยู่ติดกับปลายเตียงออกจะเกร็งและ ประหม่าไม่น้อยเพราะไม่รู้ว่าจะวางตัวยังไงสำหรับการเผชิญหน้ากับคนที่ไม่ เคยรู้จักมักคุ้นกันมาก่อนแบบนี้

“คุณชื่ออะไร?”

“เอาชื่อจริงหรือชื่อที่อยากให้นายเรียก?”

“งั้นไม่ต้องบอกก็ได้ ผมคงไม่จำเป็นต้องเรียกชื่อคุณหรอก”

“จอง ยงฮวา…” แล้วสงครามน้ำลายก็ยุติลงเมื่อเจ้าของห้องยอมบอกเองหลังจากจงฮยอนเลิกรบเร้า ครู่ต่อมาเจ้าของห้องก็หยิบเบียร์ออกมาจากตู้เย็นสองกระป๋องและโยนมาให้

“แก้ เครียด” เป็นครั้งแรกที่ได้สบตากัน จงฮยอนนึกแปลกใจที่อีกคนรู้ว่าข้างในอกเขาเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม ชายหนุ่มเปิดเบียร์เย็นจัดนั้นก่อนจะกระดกมันเข้าปากสองสามอึก… ความเย็นฉ่ำของเบียร์ค่อยๆชะโลมหัวใจที่ร้อนรุ่มได้ราวกับร่ายมนต์

จงฮยอนรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาก… มากกว่าตอนที่ก้าวขาออกจากบ้านตัวเองมา

“ที่ ข้อมือไปโดนอะไรมาเหรอ?” ตอนที่จงฮยอนยกกระป๋องเบียร์ขึ้นดื่มเขาเพิ่งเห็นรอยช้ำๆผิวขาวถูกฉาบด้วยสี ม่วงเข้มจนน่ากลัวเพราะตั้งแต่ตอนที่เจอกันข้างนอกอีกคนสวมเสื้อแจ็กเกตไว้ จึงไม่ทันเห็น

“ข่มขืน”

“……….”

“คนที่ บ้าน คนที่ไว้ใจที่สุดข่มขืนมา” เด็กหนุ่มกระดกเบียร์ติดกันหลายอึกและพ่นเสียงลมหายใจออกมาแต่มันคล้ายกับ เสียงเยาะมากกว่า ยิ้มเยาะกับสิ่งที่เจ้าตัวเล่ามาราวกับเรื่องขบขัน

“ผมล้อเล่น เมื่อวานไปมีเรื่องกับเพื่อนที่ร.ร.น่ะ”

“อืม เด็กผู้ชายก็แบบนี้แหละต้องชกต่อยกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา”

“คุณคิดยังไงถึงชวนผมมาที่บ้านไม่กลัวผมมาสร้างความเดือดร้อนให้หรือไง?”

“ไม่ รู้สิคงเหมือนกับที่นายไม่รู้ว่าเลือกมาเดินเตร่แถวนี้ทำไมมั้ง” ยงฮวานั่งลงที่ปลายเตียงซึ่งติดกับพนักโซฟาที่เด็กหนุ่มนั่งอยู่ รู้สึกดีขึ้นที่อีกบอกว่าประโยคก่อนหน้านี้ก็แค่เรื่องล้อเล่น
และเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกับจงฮยอนเริ่มก้าวผ่านคำว่าแปลกหน้าไปได้เยอะแล้ว

“คุณแค่เล่นกีตาร์เป็นหรือว่าเล่นเป็นอาชีพ?”

“อาชีพ”

“……….”

“ฉันเล่นดนตรีที่ผับแล้วก็กำลังรอผลออดิชั่นอยู่”

“กับบริษัทไหน?”

“ความลับยังบอกไม่ได้หรอกเดี๋ยวนายไปออดิชั่นแข่ง”

“บ้า สิ ผมไม่ได้เล่นเก่งขนาดนั้นซักหน่อย เกาๆเป็นเพลงหมีสามตัวได้ก็บุญแล้ว” จงฮยอนถึงกับตกใจเมื่อพูดปัดๆไปแบบนั้นแล้วทำให้อีกคนถึงกับระเบิดหัวเราะ ออกมา อะไรกันเล่นเพลงหมีสามตัวได้มันน่าขำตรงไหน?

“โทษทีๆเล่น หมีสามตัวได้ก็หรูแล้ว” คนขำแตกยกมือเชิงขอโทษที่เสียมารยาทใส่ ถ้าอยากขอโทษจริงคงพูดไม่ต่ำกว่าห้าครั้งเพราะตั้งแต่เจอกันหน้ากันมีแต่ทำ ให้เขาหงุดหงิด เจ้าของห้องฉวยหยิบกีตาร์ที่วางพาดอยู่ข้างๆจงฮยอนไป ตั้งสายอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเกาเป็นเพลงเบาๆขับกล่อมให้บรรยากาศรอบห้องคลาย ความอึดอัดลง

“คุณอยากเป็นนักร้องเหรอ?” จงฮยอนพาดคอตัวเองไว้บนพนักโซฟา ใบหน้าแหงนขึ้นมองเพดานสีขาวโดยไม่ได้จับจ้องที่จุดไหน

“ไม่รู้สิไอ้นักร้องก็อยากเป็นนะแต่อยากเล่นกีตาร์มากกว่า”

“ก็ร้องด้วยเล่นกีตาร์ด้วยสิ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีศิลปินแนวนี้เท่าไร ถ้าฉีกแนวออกมาอาจจะฟลุ๊คดังก็ได้”

“ฟลุ๊ค?”

“อืม ฟลุ๊ค ทำไมเหรอ?” จงฮยอนเอียงหน้ามองคนที่นั่งอยู่ด้านหลังเพิ่งรู้ตัวว่าทำปากเสียออกไป คนที่ตั้งสายกีตาร์ไว้บนตักถึงกับชักสีหน้าเซ็งจัดแต่ก็ก้มหน้าวุ่นวายอยู่ กับคอร์ดกีตาร์ต่อ

“เล่นให้ผมฟังสักเพลงสิ”

“นายนี่แปลกคนน่ะ ด่าฉันอยู่แหมบๆมาขอให้เล่นให้ฟังอีก” ยงฮวาค่อนขอดมาทำให้จงฮยอนเป็นฝ่ายหลุดขำบ้าง เหลือบตาไปมองคนบนเตียงอีกรอบ

“ถ้าคุณเล่นให้ผมฟัง คุณจะต้องกลายเป็นนักร้องดังแน่ๆเชื่อผมสิ”

ครู่ ต่อมาอินโทรเบาๆก็เริ่มขึ้น ยงฮวาไม่ได้เป็นคนบ้ายอแต่สายตาที่มองมาของคนขอทำให้เขาอยากเล่น… เขาอยากทำให้สายตาหม่นเศร้าของจงฮยอนจางหายไป

ทำนองเพลงนุ่มๆที่ จงฮยอนไม่รู้จัก ไม่เคยฟังมาก่อนขับกล่อมให้รู้สึกสบายขึ้นอย่างน่าประหลาด ปล่อยใจไปกับจังหวะของคอร์ดที่ไม่หนักและไม่เบาจนเกินไป เขาจิบเบียร์อย่างไม่รีบร้อนนอนพาดคอไปบนพนักโซฟา ดวงตาที่สะท้อนเพดานสีขาวค่อยๆปิดลง…

ปิดหนีความเหนื่อยล้า
ปิดหนีความเลวร้าย
ปิดหนีความเป็นจริง

ปิดหนีตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง

“นายไม่ได้ทะเลาะกับแฟนมาใช่มั้ย?” เสียงกีตาร์เงียบหายไปพร้อมกับคำถามเดิมกับตอนแรกของเจ้าของห้อง

“เปล่า ตอนนี้ผมไม่มีแฟนให้ทะเลาะหรอก เลิกกันไปตั้งนานแล้ว” จงฮยอนอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมเจ้าของคนนี้ถึงอยากรู้นักว่าเขาทะเลาะกับแฟนมา หรือเปล่า แต่ยังไม่ทันได้หันไปถามกลับริมฝีปากหยุ่นๆของอีกคนก็ทาบลงมา… จงฮยอนลืมตาโผล่งเห็นเพียงคางของคนที่มานั่งซ้อนด้านหลังและโน้มหน้ามาจูบ

วินาที แรกจงฮยอนยกมือขึ้นไปดันไหล่ข้างหนึ่งของคนอุกอาจออกแต่ไม่รู้ทำไมที่เรี่ยว แรงที่ฝ่ามือตัวเองถึงไม่มากเท่าที่ควรจะเป็นคงเพราะเรียวปากร้อนๆที่กด ทาบอยู่ ปลายลิ้นที่ดุนดูดและไล่ต้อนให้จนมุมในช่องปาก เพราะรสจูบที่ห่างหายมาพักใหญ่… ทำให้ปล่อยตัวปล่อยใจให้เลยตามเลย

จง ฮยอนปล่อยกระป๋องเบียร์ที่เหลือเพียงก้นๆลงไปข้างโซฟา ยกมือสองข้างจับไหล่คนที่โน้มมาจูบจากด้านหลังไว้แน่น กดให้จูบระหว่างกันแนบแน่นขึ้น ครู่ต่อมาเสียงหอบหายใจหนักๆก็ดังออกมาจากคนทั้งคู่หลังจากผละออกจากกัน อีกคนยังโน้มหน้าอยู่ด้านบนจดจ้องลงมาในดวงตาของจงฮยอน

“ฉันไม่ได้ช่วยนายเพราะสงสาร”

“แต่ฉันช่วยนายเพราะฉันอยากพานายกลับมาด้วยกัน”

“……….”

“ฉัน ขอจูบนายอีกได้มั้ย จงฮยอน?” เจ้าของชื่อเม้มปากแน่น รอยจูบร้อนๆของอีกคนยังฉาบอยู่บนริมฝีปาก จงฮยอนสบตากับคนเอ่ยขอ… ก่อนจะส่งเสียงอืมเป็นการตอบรับเบาๆในลำคอและเผยอริมฝีปากรอให้อีกคนกดจูบลง มา

เรียวลิ้นถูกดุนดูดแรงขึ้น ริมฝีปากร้อนผ่าวมากขึ้นกว่าจูบตอนแรก ฝ่ามือสองข้างของจงฮยอนขยำลงกับบ่าของอีกคนแน่นกว่าเดิม… หากจูบเพียงผิวเผินอาจจะควบคุมอารมณ์และสติได้ง่ายกว่านี้แต่นี่ไม่ใช่… จูบที่เปิดมาร้อนแรงตั้งแต่แรกมีแต่แรงขึ้นๆจนต้องพึ่งบ่าคนด้านบนยึดไว้ เป็นที่พึ่ง

จงฮยอนถูกดึงให้ลำตัวลอยยกขึ้นค่อยๆถูกประคอง ให้ตัวข้ามพนักโซฟาไปจนไถลไปนอนหงายอยู่บนเตียงนุ่ม ริมฝีปากร้อนๆละไปจูบข้ามแก้มไล่ไปยังติ่งหู ลำคอและต่ำลงจนถึงแอ่งชีพจร

“คุณ ไม่ได้เมาใช่มั้ย?” จงฮยอนถามเสียงพร่า ตะปบมือคนที่วุ่นวายอยู่ตรงขอบกางเกงบ๊อกเซอร์ของตัวเอง ดวงตาจดจ้องกันอีกครั้งอย่างห้ามไม่ได้… และยงฮวาส่ายหน้าช้าๆเป็นคำตอบ

“ฉัน… รู้สึก ชอบนายจริงๆ”

==#==#==# A Bitter Chance #==#==#==

 

“นายเก็บกุญแจสำรองนี่ไว้ใช้นะ ฉันปั๊มมาให้” ยงฮวาส่งกุญแจดอกสีเงินให้เด็กหนุ่มที่วาดปลายนิ้วเล่นอยู่บนกีตาร์ของเขา อีกคนรับไปมองสบตาเขานิ่ง

“ปั๊มมาให้ผมทำไม?”

“ก็จะได้ออกไปไหนมาไหนได้สะดวกๆไม่ดีหรือไง?”

“คุณ จะให้ผมอยู่กับคุณตลอดไปงั้นเหรอ?” มือที่กำลังหยิบข้าวกล่องออกจากถุงของร้านสะดวกซื้อชะงักกึก ยงฮวาหันไปมองเด็กหนุ่มยังโซฟาปลายเตียง ภาพวันแรกที่ได้พบกันผุดขึ้นมาในหัวเขาอีกครั้งรวมทั้งภาพที่เขาลืมไม่ลงกับ ร่องรอยต่างๆบนตัวของจงฮยอนในคืนนั้นที่ได้เห็น… รอยบีบเค้นสีม่วงช้ำแทบจะทุกซอกทุกมุมของร่างกายเด็กหนุ่ม สะกดหัวใจเขาให้เจ็บปวดสิ้นดี

สิ่งที่อีกคนบอกว่าล้อเล่น โกหกทั้งเพ
แต่เขาก็ไม่ได้ถามอะไรต่อทั้งนั้น

เขารู้ว่าจงฮยอนต้องการจะลืมมัน…

“ถ้าไม่อยู่กับฉันแล้วนายจะไปไหน?”

“ผมไม่อยากเป็นภาระคุณนาน”

“จง ฮยอน นายไม่เคยเป็นภาระสำหรับฉัน จำเอาไว้ด้วยนะ” ยงฮวาล้มเลิกจะเตรียมมื้อเย็นเสียสิ้นเพราะดวงตาสีดำที่สะท้อนความหม่นเศร้า มองเขาอยู่ มันคล้ายกับเวทมนต์บางอย่างที่เรียกให้เขาก้าวเข้าไปหา… จงฮยอนดูไม่เหมาะกับการต้องอยู่คนเดียว ไม่เหมาะกับความโดดเดี่ยว… แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นเด็กหนุ่มตรงหน้าเขากำลังแบกรับมันอยู่

“พรุ่งนี้ฉันต้องไปออดิชั่น นายไปกับฉันนะ”

“ผม รอคุณที่นี่ดีกว่า ไว้มาฉลองด้วยกัน” ร่างบางยิ้มให้เป็นยิ้มแรกด้วยซ้ำที่ยงฮวาได้เห็นและมันก็ทำให้เขาใจเต้นที เดียว ขาของเขาก้าวเข้าไปหา… อยากสวมกอดจงฮยอนไว้ …อยากทำให้จงฮยอนรู้ว่าไม่ได้ตัวคนเดียวเหมือนที่เจ้าตัวชอบคิด

จนฟ้าเกือบสว่าง

จนเด็กหนุ่มผล๊อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย

จนเขาลอบมองเด็กหนุ่มได้เท่าที่อยากมอง

จนเขากอดเด็กหนุ่มไว้แน่น

จน… เขารู้สึกได้ว่า

เขาไม่อยากเสียจงฮยอนไป

==#==#==# A Bitter Chance #==#==#==

“คุณ ยงฮวาค่ะ ฉากพร้อมแล้วค่ะ” บทละครในมือถูกวางลง จริงๆแล้วเขาไม่ต้องท่องแล้วก็ได้เพราะจำมันได้จนขึ้นใจ นักร้องและนักแสดงชื่อดังจอง ยงฮวาก้าวขายาวๆไปเข้าฉากที่ถูกเซ็ตไว้เรียบร้อย แสงสปอร์ตไลท์สว่างจ้าจนตาพร่าพร้อมกล้องเลนส์ใหญ่สามตัวร่ายล้อมเขาไว้

งาน เพลงที่เขาใฝ่ฝันประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีและได้ผลพลอยได้เป็นงานแสดงที่ ได้รับการตอบรับที่ดีไม่ต่างกัน โอกาสทั้งหมดวิ่งเข้ามาหาเขาเมื่อสามปีก่อนหลังจากผ่านการออดิชั่น

แต่สิ่งที่อยากมีที่สุด กลับไม่มี…

เย็น วันนั้นที่เขาไปออดิชั่นพอกลับไปที่ห้องเช่าจงฮยอนก็หายตัวไป กุญแจดอกที่ปั๊มให้ถูกวางไว้บนโซฟาตัวที่เขานั่งเป็นประจำ ทั้งที่รับปากว่าจะรออยู่ที่นั่น… ที่ห้องของเขาแต่จงฮยอนกลับไม่ทำตามที่รับปากไว้

ยงฮวาหัวเราะ เยาะตัวเองที่หลงคิดไปว่าระหว่างเขากับจงฮยอนไม่ใช่คนแปลกหน้าต่อกันแล้วแต่ เปล่าเลย… กลับไม่เคยรู้จักกันเลยต่างหาก จงฮยอนให้เขารู้จักแค่ร่างกายที่เต็มไปด้วยร่องรอยการทำร้ายแต่ข้างในหัวใจ ของจงฮยอน เขาเป็นได้แค่คนแปลกหน้าที่อีกคนไม่เคยหยิบยื่นความไว้ใจให้เลยสักนิด

“เหนื่อยหรือพี่ยงฮวา หาอะไรผ่อนคลายหน่อยมั้ย?”

“ก็ เอาสิ ขอใหม่ๆหน่อยนะมินฮยอก” เขาบอกเมเนเจอร์ของตัวเองขณะขับรถกลับคอนโดหลังจากหามรุ่งหามค่ำถ่ายละครมา หลายวันติด แม้มินฮยอกจะอ่อนกว่าเขาแต่เรื่องการทำงานแล้วเด็กหนุ่มเรียกว่าทำได้ดีที เดียว

“พี่จะเอาแบบไหน?”

“อะไรก็ได้ แล้วแต่นายจัดมาเถอะ” ยงฮวาเห็นเมเนเจอร์หน้าอ่อนต่อโทรศัพท์อยู่ครู่หนี่งไม่นานก็วางแล้วหันมา ยิ้มกว้างอย่างคนอย่างคนอารมณ์ดีให้เขา
.
.
.
.
.

เสียงออด หน้าประตูดังขึ้น มินฮยอกเดินไปเปิดอย่างกะเวลาไว้ถูกส่วนยงฮวาที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จได้แต่เดิน เตร่ไปมากับมวนบุหรี่สีขาวในมือค่าเวลา…

ของผ่อนคลายของเขามาแล้ว

“ผม กลับก่อนนะฮะ พรุ่งนี้เก้าโมงจะมารับอย่าโต้รุ่งละเดี๋ยวทำงานไม่ไหว” เมเนเจอร์หน้าอ่อนเดินมาตบไหล่เบาๆแล้วคว้ากุญแจที่วางไว้ตรงโต๊ะหน้าทีวี เดินตัวปลิวออกไป ยงฮวาหันไปมองของผ่อนคลายที่ยืนนิ่งอยู่มุมห้อง

ผู้ชาย… คราวนี้มินฮยอกเรียกผู้ชายมาบริการให้เขา คนที่ยืนก้มหน้าอยู่ค่อยๆเงยหน้าขึ้นเมื่อเขาก้าวเข้าไปหา ยงฮวาค่อยๆถอดหมวกแก็ปที่อีกคนใส่มาออก

.
.
.
.
.

“จงฮยอน?!”

“พี่ยง! คุณ!” ดวงตาสีดำนั้นตื่นตระหนกพอๆกับยงฮวาที่ตกใจไม่แพ้กัน คนที่หายไปตัวเมื่อสามปีที่แล้วกลับมาหาเขา… ในฐานะ ‘คนขายบริการ’

“ไม่ ได้กลับไปเรียนหรือ?” ยงฮวาถามคนที่นั่งอยู่ยังโซฟาสีแดงข้างหน้า จงฮยอนไม่ได้หลบตา เด็กหนุ่มจ้องมา… แต่เป็นการจ้องที่เขาไม่สามารถคาดเดาใดๆได้เลย

“เปล่า ผมไปหางานทำ”

“งานนี้เนี่ยนะ?”

“มันก็เป็นงาน ผมไม่ได้ไปฆ่าใครสักหน่อย”

“ทำมาตลอดเลยหรือ?”

“อืม คุณจะถามอีกเยอะมั้ย ผมมาทำงานนะไม่ได้มานั่งตอบคำถามคุณ”

“จง ฮยอน เลิกทำมันซะ” ยงฮวากดมวนบุหรี่ลงกับที่เขี่ยก่อนจะคว้ามืออีกคนมาจับไว้เพราะจงฮยอนทำท่า จะลุกหนีไป… ดวงตาสีดำตวัดมาจ้องหน้าเขาอีกครั้งเป็นสายตาแบบเดียวกันกับที่เคยจดจ้อง ครั้งแรกที่ห้องเช่าซอมซ่อของเขา ที่ๆทำให้เราสองคนตกอยู่ในอ้อมกอดของโชคชะตาอันแสนสั้นระหว่างกัน

ไม่ไว้ใจ
คนแปลกหน้า

คนไม่รู้จัก

“คุณโทรตามคนอื่นเถอะ ผมไม่อยากทำงานให้คุณแล้ว ขอโทษด้วยละกัน”

“เลิก ทำแล้วมาอยู่กับฉัน ขอร้องล่ะ” ยงฮวาดึงเด็กหนุ่มเข้ามาแต่ไม่ได้กอด… เพราะเขาไม่กล้า เขาไม่รู้ว่าจงฮยอนลืมมันไปหมดหรือยังกับความสัมพันธ์ลึกซึ้งระหว่างกัน เมื่อสามปีก่อน เขาได้แต่รั้งอีกคนไว้ในฐานะคนหวังดีคนหนึ่งที่พร้อมจะอยู่เคียงข้างไม่ว่า จงฮยอนจะผ่านอะไรมาหรือจะเกิดอะไรขึ้นในวันข้างหน้า

“ผมไม่ซึ้งหรอกนะ ยังไงคุณก็โทรตามคนอื่นมาละกัน ผมมีลูกค้ารออยู่อีก”

“……….” จงฮยอนชักมือกลับไป คว้าหมวกที่เขาถอดออกกับมือขึ้นไปสวมและก้มขอโทษตามมารยาทก่อนจะเปิดประตูใหญ่ก้าวออกไป

ยง ฮวายืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเกือบห้านาทีหลังจากเสียงบานประตูปิดลง จงฮยอนกลับมาในวันที่เขาไม่ได้ตั้งตัวและก็ผละจากไปโดยที่เขาไม่ทันได้ เตรียมใจ

จะหนีไปจากชีวิตฉันอีกแล้วหรือ?

ไม่ ฉันไม่ยอมหรอกจงฮยอน

เร็ว เท่าความคิดเขาวิ่งตามออกไป สอดส่ายสายตาไปทั่วตรงทางเดินตั้งแต่หน้าห้องเขาไปจนถึงหน้าลิฟท์แต่ทว่า มัน… ว่างเปล่า ขายาวๆรีบวิ่งไปกดลิฟท์อึดใจเดียวลิฟท์เปล่าก็มาหยุดตรงหน้า เขาแทบจะพุ่งตัวเข้าไปรัวกดแผงลิฟท์เพื่อให้มันพาเขาลงไปยังล็อบบี้ล่าง นึกภาวนาในใจ… ขอให้ทัน ขอให้เขาคว้าตัวจงฮยอนไว้ได้ทัน

และ ทันทีที่ลิฟท์พามาถึงล๊อบบี้ล่างยงฮวากวาดตามองหา ไม่มี… ยามวิกาลแบบนี้คอนโดของเขาไม่ค่อยพลุกพล่านเท่าไร ชายหนุ่มวิ่งออกไปจนถึงหน้าคอนโด… ทั่วบริเวณลานกว้างด้านหน้าไม่มีแม้แต่เงาของจงฮยอน

จงฮยอนหนีเขาไปอีกครั้ง

จนได้

นายไม่รู้หรือจงฮยอน
ว่าฉันเสียใจแค่ไหนในวันที่นายหายตัวไป

แล้วไม่รู้หรือจงฮยอน
ว่าฉันดีใจแค่ไหนในวันนี้… ที่นายกลับมา

ยง ฮวากลับขึ้นไปบนห้องกดเบอร์โทรหามินฮยอกเพื่อขอเบอร์ติดต่อร้านที่จงฮยอนทำ งานแต่ไม่สำเร็จดูท่าว่าคนทางร้านก็ติดต่อจงฮยอนไม่ได้เช่นกันในเวลานี้เขา ได้แต่นั่งมองมือถือตัวเองคล้ายกับคนย้ำคิดย้ำทำ รอมินฮยอกโทรมา…หลังจากขอร้องให้ช่วยติดต่อจงฮยอนให้ที จนสุดท้ายก็ล้มเหลว มินฮยอกโทรมาบอกแค่ว่าจงฮยอนโทรไปลาออกกับที่ร้านแล้ว…

เป็นอันว่า เขาคว้าตัวจงฮยอนไว้ไม่ได้จริงๆ

และเขาก็ยังไม่มีโอกาสได้บอกจงฮยอนสักครั้ง

ว่า… เขาอยากอยู่กับจงฮยอนไปตลอดชีวิต

==#==#==# A Bitter Chance #==#==#==

.
.
.
.
.

เสียง ฝีเท้าเร่งขึ้นเรื่อยๆเมื่อใกล้ถึงชั้นล่างของคอนโด จงฮยอนยกหลังมือป้ายน้ำตาตัวเองที่ไหลรินมาตลอดทางตั้งแต่ออกจากห้องยงฮวามา และตัดสินใจลงมาทางบันไดหนีไฟ คิดว่ายงฮวาอาจจะตามออกมา กลัว… เขากลัวที่จะต้องพบหน้าคนๆนี้อีก ขอให้ความบังเอิญนี้เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้ายก็พอ

คำเอ่ยชวน ไปอยู่ด้วยกัน… ทำให้เขาแทบร้องไห้ออกมาตั้งแต่ในห้องหรูนั่นแต่เป็นไปไม่ได้ เวลานี้เขาไม่คู่ควรกับยงฮวาอีกแล้ว นักร้องนักแสดงชื่อดังกับคนขายตัวสกปรกๆ มันเป็นเส้นขนานที่ไม่มีวันบรรจบกันได้

เด็กหนุ่มทอดมองคอนโดหรู จากด้านหลังตึก มองไปยังชั้นห้าที่เพิ่งวิ่งด้วยเท้าลงมา… ยิ้มเศร้าอีกครั้งในชีวิตก่อนจะรีบพาตัวเองออกไปให้ใกล้จะคอนโดนี้ให้เร็ว ที่สุด

ขอบคุณที่เคยลบร่องรอยสกปรกของพ่อเลี้ยงของผมเมื่อสามปีที่แล้ว
ขอบคุณที่ทำให้ผมยังมีโอกาสได้สัมผัสความอ่อนโยนกับเรื่องพรรค์นั้น
ขอบคุณที่ทำให้หัวใจของผมเคยซึมซับความสุขสั้นๆในวันนั้น

ก่อนที่ร่างกายและหัวใจของผมจะปิดตายกับโลกสีขาวสะอาดของพวกคุณ

ถ้าร่ายกายผมไม่เคยแปดเปื้อนก่อนมาเจอคุณ
คุณจะเป็นคนที่ผมอยากอยู่ด้วยตลอดชีวิต คุณยงฮวา

The End

==#==#==# A Bitter Chance #==#==#==

HaneiBee Talk: แต่ง ไว้ตั้งแต่เอ็มวีเวโทรลียาแต่รู้สึกว่ามันจบดราม่าไปเลยทำใจลงไม่ได้ กะว่าจะแก้พล๊อตตอนจบให้มันสวยงามกว่านี้แต่นั่งจ้องโน๊ตบุคตัวเองมาหลาย เดือน แก้พล๊อตไม่ได้จริงๆรู้สีกว่ามันสมควรจบแบบนี้ที่สุด เนอะ? รีดเดอร์เห็นด้วยกับไรท์เตอร์มั้ยค่ะ??

น้อยครั้งที่แต่งเองแล้วจะรู้สึกอิน
แต่เรื่องนี้ทำให้ไรทเตอร์โหวงในอกสุดๆ

จิตเข้าขั้นมั้ยล่ะ?

อ่านจบกรุณาอีดิทคอมเม้นท์ด้วยค่ะ!
*อย่าเม้นท์แค่ว่าสนุก รอตอนต่อไปหรือขอบคุณๆๆแค่นี้นะค่ะ ไม่ปลื้มค่ะ!!
และหากรู้ว่าไม่มีเวลาอ่านรบกวนอย่าแปะทิ้งไว้จะดีกว่าเนอะ^^

Comments
  1. Black wing says:

    ตอนจบเศร้ามากเลยค่ะ
    อ่าแล้วอินไปด้วยเลย
    รู้สึกเศร้าไปด้วยเลยต่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s