[SF] =# I Was Better Off Alone #=

Posted: June 13, 2011 in ~* MinHyun *~

Title : I Was Better Off Alone
Author : GodDEatH
Paring : MinHyuk x JongHyun
Rate : เหงาเหงา
Request By : HaneiBee

Note : เป็นฟิคที่ฮันนี่บีไปบังคับขู่เข็ญเพื่อนรักให้แต่งให้เวอร์ออริจิเป็นวงอื่นแต่เรียบร้อยรร.มินฮยอน อะเกน คิคิ

อยากให้ฟังเพลง หนึ่งความเหงาบนดาวเคราะห์ของเบล สุพลไปด้วยนะคะ
ได้อารมณ์หนาวๆเหงาๆมากเลยค่ะ ^^

…………………….. I Was Better Off Alone ……………………..

“กลับมาแล้วครับ” เสียงนุ่มๆที่ปนความเหนื่อยล้าเอ่ยออกมาแผ่วเบาพร้อมกับเสียงปิดประตู
ภายในห้องที่มืดสลัวค่อยๆสว่างด้วยมือบางที่เอื้อมไปกดสวิตช์ไฟ

ก็แค่อยากพูด ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าพูดไปยังไง ก็ไม่มีคนขานตอบกลับมา

ภารกิจเดิมๆประจำวันของอีจงฮยอนวนอยู่แบบนั้นมาเป็นปีๆ

เท้า บางที่กำลังเดินผ่านประตูเหยียบเข้ากับกระดาษใบเล็กที่คาดว่าน่าจะโดนสอดจาก ใต้ประตูเข้ามามันคงไม่พ้นพวกขายของแล้วสอดทิ้งไว้เพื่อให้เค้าโทรไปสั่งแต่ ข้อความครั้งนี้มันตลกยิ่งกว่านั้น

*บริษัทบำบัดความเหงา*

เมื่อใดที่คุณรู้สึกว่าตัวเองอยู่คนเดียวไม่ได้
เมื่อใดที่คุณท้อแท้ต้องการเพื่อน
เมื่อใดที่คุณต้องการใคร

แค่โทร 010 – 009XXXX

ถ้าเพียงแค่คุณเหงา เราจะมาหา

ร่างบางกระตุกยิ้มเล็กน้อย มือเรียวขยำเจ้าเศษกระดาษงี่เง่านี่ทิ้งลงถังขยะหน้าห้อง แล้วจึงเดินเข้าห้องไป

ห้วงความคิดของคำว่า ‘เหงา’ สำหรับอีจงฮยอนมันหาคำจำกัดความไม่ได้หรอก

ว่ามัน ‘เหงา’ ในรูปแบบไหน

เพราะ ‘เหงา’ มันมาเป็นปีๆแบบนี้อยู่แล้ว

จงฮยอนหัวเราะเบาๆในลำคอก่อนจะเดินหายเข้าไปที่ห้องนอนเตรียมตัวชำระร่างกายแล้วจะได้พักผ่อนเสียที เค้าเหนื่อยและเบื่อมามากพอแล้ว

และห้วงนิทราคงเป็นสิ่งเดียวที่อยู่เป็นเพื่อนเค้า …เสมอมา

…………………….. I Was Better Off Alone ……………………..

ก๊อกๆๆ

ฝ่ามือหนาเคาะเบาๆไปสองสามทีที่ประตูหน้าห้องสีน้ำตาลไหม้
คนบนเตียงที่นอนพลิกตัวไปมาเหงี่ยหูฟังเสียงจากหน้าห้อง

ก๊อกๆๆ

เสียง เคาะเบาๆที่ไม่ได้หยุดไปปลุกให้อีจงฮยอนลุกขึ้นมาอีกครั้งเพราะแน่ใจแล้วว่า ตัวเองไม่ได้ฝันไป ผมสีดำเงาชี้ฟูมากกว่าเดิมเมื่อเจ้าของเอามือไปขยี้ เค้าเพิ่งจะข่มตาให้หลับลงไปได้ไม่ถึง 10 นาที แล้วก็มีเสียงเคาะห้องมาก่อกวน

คนที่ไม่มีแม้แต่เพื่อนจะมีใครมาหาได้ในยามวิกาลแบบนี้

มือ บางเอื้อมไปเปิดประตูก่อนจะสำรวจมองคนที่มาเคาะด้วยสายตาที่พร่ามัวเพราะไม่ ได้ใส่แว่น และทันทีที่คนที่เพิ่งเคาะประตูห้องเห็นเงาของคนในห้องมาเปิดประตูให้ก็ได้ แต่ยิ้มกว้าง ตาสองข้างหยีจนแทบขีดเป็นเส้นตรงก่อนจะยกมือขึ้นทักทาย

“สวัสดีครับผมชื่อคัง มินฮ…”

ปัง!!!

แล้วเสียงปิดประตูที่ดังสนั่นทำให้รอยยิ้มกว้างๆพร้อมตาหยีๆนั่นหุบลงแทบไม่ทัน
มือที่ทักค้างไว้กลางอากาศอยู่อย่างนั้น แม้กระทั่งชื่อก็ยังบอกไม่จบประโยคเสียด้วยซ้ำ

คังมินฮยอกกำลังงงสุดขีดกับคำพูดของเจ้าของห้องก่อนที่ประตูจะปิดลง

“ฉันไม่ซื้อประกัน”

ก๊อกๆๆๆ

บาน ประตูสีน้ำตาลไหม้เปิดออกด้วยความรวดเร็วพร้อมความหงุดหงิด หน้าตาของอีกคนที่บอกได้คำเดียวว่า ถ้าพูดไม่ถูกหูอาจจะมีการวางมวยเกิดขึ้นได้

“มีอะไร?”

“ผมคังมินฮยอกครับ” พูดแล้วยิ้มกว้าง ยิ้มที่ดูกินใจที่สุดในโลกให้เจ้าของห้องอีกครั้ง

“………..” มีเพียงสายตาที่ส่งไปเป็นคำถามว่า ‘แล้วไง?’ หากแต่ไร้เสียงใดๆออกจากปากอิ่ม

“ฉัน บอกแล้วว่าฉันไม่ซื้อประกัน แค่ห้องพักฉันนายน่าจะรู้ได้แล้วนะว่ามาขายที่นี่ยังไงมันก็ขายไม่ได้” ว่าแล้วมือบางก็ปิดประตูลงอีกครั้ง หากแต่ครั้งนี้มือหนาของอีกคนพยายามรั้งไว้

“ผมไม่ได้มาขาย ประกัน” อีจงฮยอนได้แต่มองเจ้าเด็กหัวเม่นตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างไม่เข้าใจ ที่เค้าเรียกว่าเด็กหัวเม่นเพราะคนตรงหน้าตัดสั้นและเซ็ตตั้งๆตามที่วัยรุ่น สมัยนี้ชอบทำกันหนักหนา สวมเสื้อยืดสีน้ำตาลและแจ๊กแก๊ตสีขาวดำ กางเกงยีนส์สีซีดแต่ดูลายเพ้นท์แล้วบอกได้ว่ามันเคยมีราคาที่แพงและเป็นของ แบรนด์เนม รองเท้าผ้าใบรุ่นล่าสุดและกระเป๋าสะพานข้างใบโต ที่เค้าเดาว่ามันคงมีเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัว

‘หรือว่าไอ้เด็กนี่จะหนีออกจากบ้านมา’ จงฮยอนคิด

“ผมไม่ได้หนีออกจากบ้านนะ” คังมินฮยอกพูดเหมือนรู้ความคิดของคนตรงหน้า

“ผมมาบำบัดความเหงาให้คุณครับ” จงฮยอนพ่นลมออกทางจมูกอย่างแรง ถ้ามันเพ้อเจ้ออีกแม้แต่คำเดียว เค้าจะลากคอไอ้หมอนี่ไปส่งตำรวจ

“แล้ว ผมก็ไม่ใช่พวกมิจฉาชีพนะครับ ผมมีหลักฐานยืนยันว่าผมเป็นคนปกติ” มินฮยอกละล่ำละลักค้นกระเป๋ารีบหยิบนามบัตรของตัวเองออกมา มือบางที่ค้ำอยู่กับประตู เอื้อมมาหยิบนามบัตรเน่าๆใบนั้นมาดู

*คังมินฮยอก*

เจ้าหน้าที่บำบัดความเหงา

อุปนิสัย น่ารัก ขี้เล่น เหมาะกับคนขี้เหงาที่อยู่คนเดียว
ความสามารถพิเศษ พูดเก่ง คุยสนุกและขี้อ้อน

“หมดธุระแล้วใช่มั้ย ฉันจะนอน” มือบางพยายามดึงประตูให้ปิดอีกครั้งแต่เจ้าเด็กหัวเม่นหน้าห้องยังคงยื้อไว้สุดแรง

“ผมไม่ได้ต้องการเงินคุณนะครับ

“ผมแค่มาอยู่เป็นเพื่อนคุณเมื่อยามคุณเหงา”

“เมื่อไหร่ที่คุณหายเหงาและไม่ต้องการผม ผมก็ไป” รอยยิ้มกินใจถูกส่งมาให้อีกครั้ง

เค้าอาจจะเหงา …แต่เค้าไม่ได้ต้องการเพื่อน

เค้าอาจจะเหงา …แต่เค้าก็อยู่มาได้จนป่านนี้

อีจงฮยอนมองหน้าเจ้าเด็กหัวเม่นอีกครั้งก่อนจะเบี่ยงตัวจากประตู

“เข้ามาสิ”

สุดท้ายแล้ว …อีจงฮยอนก็ยอมให้คังมินฮยอกเข้ามาอยู่ในห้องจนได้

ทั้งที่ไม่เข้าใจตัวเอง

แต่ว่ามันคงจะดีกว่าที่ต้องอยู่… คนเดียว

…………………….. I Was Better Off Alone ……………………..

วันนี้ ก็คงเป็นอีกวันอย่างเคยที่จงฮยอนต้องกลับมาในห้อง หากแต่พอเปิดประตูห้องเข้ามา เสียงทุ้มที่ดังขึ้นก็ได้บรรเทาความเหงาแล้วความเหนื่อยล้าที่มีให้จางหายไป

“กลับมาแล้วเหรอครับ?” เจ้าเด็กหัวเม่นที่กำลังนอนเล่นเกมอยู่หน้าทีวีเอ่ยขึ้นเมื่อได้ยินเสียง เปิด ประตู รอยยิ้มเล็กๆที่เจ้าตัวไม่ได้ตั้งใจเกิดขึ้นบนใบหน้านานแล้วที่ไม่ได้ยินคำ นี้ไม่สิต้องบอกว่า เป็นครั้งแรกมั๊งหลังที่เค้าออกจากบ้านมาอยู่คนเดียว

“อืม กลับมาแล้ว” จงฮยอนเดินมานั่งลงที่โซฟา ร่างบางนอนเหยียดยาวเอาศรีษะพาดกับที่เท้าแขน ตากลมโตที่มินฮยอกชอบแอบมองกำลังหลับพริ้มอย่างเหนื่อยล้า มินฮยอกเห็นแล้วจึงหยุดเกมก่อนจะเดินหายเข้าไปในครัว

“น้ำเย็น ครับ” โผล่มาอีกทีก็มานั่งอยู่บนพรมหน้าโซฟาแล้วใช้มือสะกิดแขนให้คนหน้าสวยที่ กำลังจะเข้าสู่ห้วงนิทราตื่นขึ้นมา ร่างบางได้แต่เอียงคอมองหน้าเจ้าเด็กหัวเม่นแบบงงๆ ที่จู่ๆก็มีแก้วน้ำเย็นส่งมาให้

‘ทำอะไรแบบนี้ก็เป็นด้วย’

“จงฮยอนครับ” น้ำเสียงออดอ้อนของมินฮยอกเรียกชื่อของอีกคนหลังจากที่ดื่มน้ำเข้าไป

“จง ฮยอน ผมๆ~~~” มินฮยอกทำท่าเหมือนเป็นเด็กที่เอาเข้านิ้วชี้ทั้งสองข้างมาชนๆกัน ทั้งที่มันทำแล้วดูเหมือนน่าถีบมากกว่าน่าเอ็นดูแต่หากอีจงฮยอนคิดไว้แล้ว ไม่มีผิดถ้าเจ้าเด็กหัวเม่นนี้ไม่ได้ทำอะไรผิด ก็ต้องมีอะไรที่อยากได้เพราะน้ำเสียงอ้อนๆ แบบนี้ มันไม่ได้มีส่งมาให้ง่ายๆหรอก ตากลมทำเพียงปรายตามองไป เด็กหัวเม่นจึงยอมพูดออกมา

“ผมหิวข้าว แหะๆ”

‘ขอบคุณนะ – -* ไอ้เด็กบ้า ก็คิดว่าเรื่องอะไร’ คนหน้าสวยได้แต่ส่ายหัวเบาๆ

“หิวแล้วทำไมถึงไม่กินก่อน ขนมก็มีอยู่ในตู้เย็น”

“ผมรอจงฮยอน” พูดก่อนจะยิ้มกว้างแบบเด็กๆอีกครั้ง หากแต่มันดูน่าเอ็นดูมากกว่าท่าจิ้มนิ้วเสียอีก

“เรื่อง แค่นี้ก็ต้องมารอ” จงฮยอนพูดพลางเอามือยีผมชี้ๆของคนข้างหน้าก่อนจะลุกไปที่ห้องครัวเพื่อหยิบ เอาอาหารกล่องแช่แข็งสองกล่องออกมาเข้าไมโครเวฟให้เจ้าเด็กขี้อ้อน

ระยะเวลาเพียงไม่นานที่มีมินฮยอกเข้ามาอยู่ในห้องเช่าเล็กๆห้องนี้

มันดูอบอุ่นขึ้นมา

ทั้งที่มันก็ยังเป็นที่เดิม

เหตุการณ์เดิม

แต่ใครจะรู้ว่า ความรู้สึกมันจะไม่เหมือนเดิม

เพราะรอยยิ้มที่เกิดขึ้นบ่อยๆในช่วงนี้ของอีจงฮยอนผุดขึ้นบนหน้าสวยไม่รู้กี่รอบแล้ว
มี เพียงคังมินฮยอกเท่านั้นที่สังเกตได้ถึงความเปลี่ยนแปลงนี้เพราะการที่เจ้า ตัวขอเข้ามาอยู่ร่วมชายคากับคนคนนี้ …มีเพียงจุดประสงค์เดียวเท่านั้น

คืออยากเห็นรอยยิ้มของอีจงฮยอน

…………………….. I Was Better Off Alone ……………………..

 

ทุกวันก็ดำเนินนชีวิตไปตามปกติ เจ้าเด็กหัวเม่นเข้ามาอยู่ที่ห้องเช่าห้องนี้ได้สองอาทิตย์แล้ว
ทั้งที่ความจริง จงฮยอนไม่คิดว่าเค้าจะให้ใครเข้ามายุ่มย่ามในห้องของเค้า
แต่เค้ากลับปล่อยให้เจ้าเด็กหัวเม่นคอยป้วนเปี้ยนอยู่ในห้องนี้ได้

ในตอนแรกเค้าอาจจะไม่เชื่อว่า มินฮยอกจะทำให้เค้าหายเหงาได้
แต่ตอนนี้เค้าเชื่อแล้วว่า มินฮยอกทำให้เค้าหายเหงาได้จริงๆ

ใน วันหนึ่งที่จงฮยอนลุกขึ้นมาทำความสะอาดห้อง เนื่องจากนานๆจะได้มีวันหยุดสูงสักสองสามวันหลังจากที่กรำงานมาตลอดทั้งปี ตอนนี้ล่วงเข้าเวลาสายไปแล้วแต่เจ้าเด็กหัวเม่นยังคงทำหน้ามุ่ยไม่หายเพราะ ว่าถูกปลุกในขึ้นมาช่วยเก็บของตั้งแต่ยังไม่สว่างดีนัก
อาการขี้งอนถึงบังเกิดขึ้นกับเด็กโข่งที่ไม่สมตัวเลย

“จงฮยอนอ่ะ ทำไมต้องมาเก็บห้องวันนี้ด้วยล่ะครับ” พูดไปทั้งที่มือก็รับลังที่อีกคนส่งให้จากหลังตู้

“วันนี้ ล่ะดีแล้ว อากาศอุ่นๆแบบนี้ มาปัดฝุ่นแล้วก็ตัวขี้เกียจออกซะบ้างก็ดีนะ” แล้วอีจงฮยอนก็เอาไม้ขนไก่ไปยีๆที่หัวตั้งๆของเจ้าเด็กหัวเม่นที่พยายามหลบ ไปมาแล้วเหมือนมินฮยอกจะไม่ยอมแพ้

“แกล้งผมเหรอครับ งั้นต้องโดนเอาคืน” แล้วมือยาวๆของเด็กโข่งก็เอื้อมไปจี้เอวของจงฮยอนที่ยังยืนอยู่บนเก้าอี้หัวกลม

“ไม่ๆ ปล่อยนะ ฮ่าๆๆ มินฮยอกปล่อยฉันนะ อ๊ะ!!”

เนื่อง จากเก้าอี้ที่จงฮยอนยืนอยู่ไม่เสถียรพอยิ่งมาหยอกกันทั้งที่ยังอยู่บนเกาอี้ หัวกลมที่หมุนได้แบบนี้ก็ทำให้ขาเกาอี้เอียงข้างจนทำให้จงฮยอนพลาดท่าจะหล่น จากเก้าอี้ตัวนั้น มินฮยอกที่ยังเอามือจี้เอวจงฮยอนอยู่นั้นไม่ทันตั้งตัวว่าอีกคนจะล้มลงมา อีกทั้งน้ำหนักตัวของคนที่ยืนอยู่โถมเข้าใส่จึงทำให้ทั้งคนรับคนล้มหล่นลงมา นั่งอยู่ที่พื้นทั้งคู่

ตุ้บ!!

โอ้ย!!!!!!!

บนพื้นที่มีคนสองคนนั่งซ้อนกันอยู่โดยมินฮยอกเป็นเบาะรองให้กับคนหน้าสวย หากแต่คนที่ถูกทับกลับเป็นห่วงอีกคนมากกว่า

“จง ฮยอนเจ็บตรงไหนมั้ยครับ?” มินฮยอกที่หายตกใจก่อนพยายามจับตามแขนขาของจงฮยอน เจ้าตัวได้เพียงแต่ส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นอะไรก่อนจะใช้มือเรียวฟาดไปที่ศรี ษะของเด็กโข่งเบาๆ

“นี่แน่ะ ฉันบอกแล้วว่าอย่าเล่น เป็นไงล่ะ ถ้าฉันเจ็บตัวขึ้นมาว่าไง ห๊ะ ไอ้เด็กนี่” มินฮยอกเห็นท่าว่าอีกคนไม่ได้เป็นอะไรก็ยิ้มอย่างโล่งใจก่อนจะรีบกอดไปที่คน ข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

“อ๋า~~~ ตกใจหมดเลยคิดว่าจงฮยอนจะเป็นอะไรไปซะแล้ว” คนหน้าสวยได้แต่นั่งแข็งทื่อที่จู่ๆก็โดนเจ้าเด็กบ้านี่กอดเข้าให้ แล้วเจ้าเด็กหัวเม่นก็จับเข้าที่ไหล่ของจงฮยอนยืดออกมาสำรวจร่างกายอีกครั้ง ว่าไม่ได้เจ็บที่ไหน

“นี่มีเศษฝุ่นติดที่ขนตาจงฮยอนด้วยล่ะ หลับตาสิ เดี๋ยวผมจะเอาออกให้” จงฮยอนที่ยังอึ้งๆอยู่จึงได้แต่ทำตามอีกคนบอก มือหนาหยิบเศษฝุ่นออกเบาๆ ใบหน้าเด็กหนุ่มเคลื่อนเข้าไปใกล้หน้าหวานก่อนจะเป่าไปที่เปลือกตากลมอีก ครั้งเพื่อให้เศษฝุ่นไม่หล่นเข้าไปในดวงตานั้น สัมผัสที่อ่อนโยนเกิดขึ้นเล็กๆ จงฮยอนค่อยๆลืมตาขึ้นมา พบว่าใบหน้าของเจ้าเด็กหัวเม่นห่างกันอยู่ไม่กี่คืบ ถ้าเพียงจงฮยอนไม่หลุบตาลงมามองปากอิ่มหนาของคนตรงหน้า มันคงไม่ขยับเข้ามาใกล้มากขนาดนี้

มินฮยอกขยับเข้าไปหาริมฝีปากสีสดที่อยู่ตรงหน้าอย่างช้าๆ ตาโตของอีกคนค่อยๆรี่ลงเพื่อรอรับสัมผัสแรกที่ริมฝีปาก

ท้าย ที่สุดจุมพิตบางเบาถูกกดย้ำลงหนึ่งครั้ง ฝ่ามือบางตะปบเกาะไว้บนไหล่คนที่โน้มตัวลงมา ทั้งสองร่างค่อยๆนอนราบไปกับพื้นไม้พร้อมกัน… มินฮยอกสอดมือรองรับศรีษะคนตัวบางไม่ให้สัมผัสโดนพื้น เค้าเกรงว่าความแข็งกระด้างของมันจะสร้างรอยขีดข่วนให้กับคนตัวบางเข้าและ อีกเหตุผลหนึ่ง

มันทำให้เค้าประคองศรีษะคนขี้เหงาให้เงยขึ้นรับจูบจากเค้าได้ตามที่เค้าต้องการ…

แรง ขย้ำจากฝ่ามือบางเพิ่มน้ำหนักขึ้นที่ไหล่สองข้างเมื่อจูบแผ่วเบาล่วงล้ำและ รุกรานมากกว่าตอนแรก จงฮยอนหลับตาปี๋แต่ก็ไม่ได้ขัดขืนหรือต่อต้านใดใด จูบที่ไม่ได้เตรียมการหรือเตรียมใจไว้ล่วงหน้ากำลังเลยเทิดและไปไกลมากกว่า ที่จะทันฉุกคิด

จนเสียงโทรศัพท์มือถือของเจ้าของห้องดังขึ้น มันดังมาจากหัวเตียงภายในห้องนอน…

ริงโทนที่นานๆทีจะดังปลุกสติให้จงฮยอนลืมตาขึ้นมาก่อนเจ้าตัวจะรีบผลักอกมินฮยอกออกแล้วฉวยลุกพรวดเดินหายออกจากห้องไป

ถ้ามินฮยอกไม่ได้ตาฝาด เขาเห็นว่าที่ใบหน้าขาวของอีกคนเกิดริ้วแดง
แล้วรอยยิ้มที่มุมปากตามแบบฉบับของมินฮยอกก็ไล่ตามหลังคนหน้าสวยไป

“เขินอยู่สินะ”

.

.

.

“มิ นฮยอกไปอาบน้ำสิจะได้ไปกินข้าว” อีจงฮยอนปลุกอีกคนที่กำลังนอนพังพาบอยู่กับโซฟาเล็ก แค่ให้ช่วยจัดห้องแค่นี้ทำเป็นหมดแรง เจ้าเด็กเม่นนี่

“ไม่อาวว ผมม่ายมีแรงแล้ว” มินฮยอกยังคงแกล้งทำตัวปวกเปียกไร้กระดูกอย่างเคย จนจงฮยอนทนไม่ได้ต้องเขาไปดึงแขนให้ลุกขึ้น

“นี่ มินฮยอกลุกเดี๋ยวนี้นะ จะได้ออกไปกินข้าวนอกบ้านกัน” แค่ได้ยินว่าออกไปข้างห้อง เจ้าเด็กหัวเม่นก็ทำตาโตที่สุดเท่าที่จะทำได้พร้อมกับลุกพรึ่บขึ้นมาก่อนจะ วิ่งคว้าผ้าเช็ดตัวเข้าห้องน้ำ โดยเร็ว อีจงฮยอนได้แค่ยิ้มแล้วส่ายหน้ากับคนนิสัยเด็กที่ไม่ยอมโตเหมือนตัว ร่างบางเห็นกองหนังสือที่มินฮยอกกองสุมไว้หน้าโซฟาก็ก้มลงไปเก็บก่อนที่ เจ้าตัวดีจะเดินมาเตะให้มันล้มระเนระนาด

บรรดาหนังสือเล่มหนาที่จงฮยอนไม่เคยเห็นมาก่อน มีชื่อภาษาอังกฤษเต็มไปหมด

‘Personality Psychology’ *จิตวิทยาบุคลิกภาพ*

“THE PSYCHOLOGY OF MARRIAGE AND MARITAL THERAPY’ *จิตวิทยาชีวิตคู่และการบำบัดคู่สมรส*

คนตัวบางก็ใช่ว่าจะไม่รู้ว่ามันคือหนังสือเรียน หากแต่ชื่อวิชามันยากเกินจะเข้าใจ

‘ทำไมมินฮยอกถึงอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยา’

ยัง ไม่ทันที่มือบางจะเปิดอ่านเนื้อหาข้างใน เสียงของเจ้าเด็กหัวเม่นก็ดังออกมาพร้อมกับหัวเม่นๆที่ถลาเข้ามาหาอีจงฮยอน แล้วรีบ คว้าหนังสือในมือไปซุกไว้ที่กระเป๋าเสื้อผ้า แล้วอ้างว่าเรื่องอื่นขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย

“หิวแล้ว ออกไปกินข้าวกันเถอะครับ” ก่อนจะฉวยโอกาสจะคว้ามือของจงฮยอนมากุมไว้แล้วเดินออกไปทิ้งให้ความสงสัยของ ร่างบางถูกขังอยู่ในห้อง จนกว่าเวลาที่คำตอบจะเปิดเผยออกมาเอง

ท่าม กลางผู้คนที่มองมายังคนสองคนที่เดินเคียงคู่กันมา หลายๆคนยิ้มให้กับภาพตรงหน้า มือหนึ่งที่กุมมือบางของจงฮยอนอย่างกระชับ หากแต่มือบางนั่นยุกยิกพยายามจะแกะมือตัวเองออกจากมืออบอุ่นข้างนั่น

“นี่ปล่อยได้แล้วน่า อายเค้า”

“อาย ใคร ไม่เห็นมีใครมองเลย จงฮยอนล่ะก็คิดมาก ไม่หนาวหรือไง ผมนะ หนาวมากๆเลยอ่ะ ดูสิๆมือเย็นหมดแล้ว” คังมินฮยอกไม่พูดเปล่า หากแต่ยกมือข้างที่กอบกุมมือบางขึ้นเป่าลมร้อนเข้าไปด้วย

มือที่โดนไออุ่นกลับไม่ร้อนอย่างที่ใบหน้า

ความอบอุ่นมันคงจะสูงนานกว่านี้หากแต่ชายสองคนที่เดินผ่านจะไม่ใช่เพื่อนของมินฮยอก

“อ้าว เห้ย มินฮยอกมาทำอะไรที่นี่วะ?” เพื่อนคนแรกทักขึ้น มินฮยอกได้แต่ยิ้มเจื่อนๆแต่ยังไม่ปล่อยมือของจงฮยอน ว่าจะเดินเข้าไปหาแต่มันคงไม่ทันแล้ว

“นี่เหรอวะ Case Study ที่แกบอก น่ารักขนาดนี้เลยเหรอวะเนี่ย มิน่าล่ะติดใจจนถึงขั้นขาดเรียนมาเก็บข้อมูล”

“ฮ่าๆๆ” เสียงหัวเราะที่ดังประสานกันขึ้นพร้อมกับคำพูดของคนแปลกหน้าที่ส่งผลให้จง ฮยอนเกิดอาการประหลาดใจขึ้นมา ก่อนที่จะได้พูดอะไรจงฮยอนรีบสะบัดมือแล้วหันหลังวิ่งจากไป คังมินฮยอกที่ทำอะไรไม่ถูกได้แต่หันหน้าไปมาระหว่างเพื่อนร่วมคลาสและคนที่ วิ่งหนีไปก่อนจะตัดสินใจวิ่งตามคนของตัวเองไปโดยทิ้งประโยคฝากไว้กับเพื่อน ร่วมคลาส

“ถ้ากุมีปัญหา พวกมึงตาย!!”

อี จงฮยอนที่วิ่งมาถึงห้องพยายามจะไขประตูเข้าไปแต่เพราะม่านน้ำตาที่บังไว้ทำ ให้การไขประตูกลายเป็นเรื่องยากมันช้าจนคังมินฮยอกวิ่งตามมาทันและแทรกตัว เข้าห้องทันที่ที่อีกคนกระชากประตูปิด อีจงฮยอนหันมามองเจ้าเด็กหัวเม่นตาขวาง อารมณ์ไม่ได้อยู่ในสภาวะที่จะพูดคุยกันแต่ถ้าไม่พูด เรื่องราวมันจะยิ่งไปกันใหญ่

“นายเป็นใคร คังมินฮยอก?” เจ้าของชื่อเสียงเรียงนามนั้นได้แต่ยืนนึ่งทำหน้าสำนึกผิด

“ผมเป็นนักศึกษาวิชาจิตวิทยาบำบัด ผมเจอคุณที่เดินผ่านอพาร์ทเม้นท์ของผมทุกวัน
คุณไม่เคยยิ้มเลยแม้แต่ครั้งเดียว แล้วพอดีผมกำลังเรียนเรื่องจิตวิทยาบุคลิกภาพ…”

“ฉันเลยเป็นตัวอย่างในการเก็บข้อมูลของนาย อย่างนั้นเหรอ?”

“แล้วเรื่องที่ผ่านมา มันก็คือการโกหกทั้งหมดเลยงั้นสิ”

“ฉันมันโง่เอง มินฮยอก ฉันมันโง่”

“Case Study งั้นเหรอ?”

“ฉันแค่คิดว่านายคงจะเข้ามาเพื่ออยู่เป็นเพื่อน”

“แต่ฉันเป็นคนไข้ของนายงั้นสิ?”

“เอาเลยมินฮยอก ทำได้ตามสบายเลย จะเก็บเนื้อเยื่อฉันไปเพาะก็เอาเลย!”

“ทำสิมินฮยอก ทำเลย!!”

แทบ จะไม่ได้ยินเสียงใดในห้องนอกจากเสียงร้องไห้ของคนหน้าสวยที่บัดนี้ตาโต แดงก่ำและช้ำบวม จงฮยอนที่ยังคงสะอื้นเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา ยกมือขึ้นปาดน้ำตาแล้วพูดกับร่างสูงตรงหน้า

“นายเคยบอก ถ้าฉันไม่ต้องการนายแล้ว นายจะไป”

“งั้นฟังให้ดีๆนะคังมินฮยอก”

“ฉันไม่ต้องการนายแล้ว ไปซะ!!” ประโยค สายฟ้าฟาดที่มินฮยอกไม่อยากให้เกิด มันเร็วเกินไป เค้ารู้ว่าอย่างไรเสียวันนี้ก็ต้องมาถึงแต่ใครจะรู้ว่ามันจะมาโดยวิธีนี้ ที่จริงวันนี้เค้าตั้งใจจะบอกจงฮยอนอยู่แล้ว ว่าเค้าเป็นใครแต่มันไม่ทัน… ช้าไปแค่ก้าวเดียวเท่านั้น

“มันไม่ใช่ อย่างที่คุณคิดนะจงฮยอน” มินฮยอกพยายามอธิบาย เท้าที่กำลังจะสาวเข้าไปหาคนที่นั่งร้องไห้อยู่บนพื้นชะงัก เมื่อเสียงตลวาดของอีกคนลั่นขึ้นมา

“ออกไป!! ฉันบอกให้นายออกไป แล้วอย่ามาให้ฉันเห็นหน้าอีก!”

“ออกไปเส่!!!!” เสียงตวาดสุดท้ายดังขึ้น เนื่องจากคังมินฮยอกยังคงยื่นอยู่ที่เดิม

“ผมคงผิดเองที่เข้ามารบกวนคุณ ขอโทษจริงๆครับ” มินฮยอกค้อมหัวลงพลางเอ่ยขอโทษแล้วก็เดินจากไป

ทิ้งให้คำขอโทษและอดีตที่เคยโอบล้อมอีจงฮยอนไว้ในห้องเหงาๆ

ให้นั่งร้องไห้ …อยู่ที่เดิม

…………………….. I Was Better Off Alone ……………………..

วันเวลาที่เหงามันเริ่มกลับมาอีกครั้งนึงแล้ว หลังจากที่มินฮยอกไม่อยู่ ความเหงามันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น

‘ทั้งที่เคยอยู่คนเดียวได้แต่เหมือนว่าห้องมันดูกว้างเกินไป’

บะหมี่สองถ้วยที่ต้องทำ วันนี้มันเหลือแค่ถ้วยเดียว

แก้วกาแฟ

แปรงสีฟัน

หรือแม้แต่เสียงตอบรับคำว่า ‘กลับมาแล้วเหรอ’ มันหายไป

อี จงฮยอนเดินเข้ามาในห้องนอน หวังว่าจะให้นิทรากล่อมตัวเองให้หลับฝันดีอย่างทุกคืน ถ้าขาเรียวจะไม่เดินไปเตะกระเป๋าเสื้อผ้าใบโตของใครบางคนที่ลืมทิ้งไว้ มือบางเอื้อมไปรูดซิปกระเป๋าอย่างแผ่วเบา น้ำตาที่จู่ๆมันก็รื้นขึ้นมาที่ตากลม

‘จะอะไรกันนักหนา แค่ของที่ลืมทิ้งไว้ พรุ่งนี้เช้าก็แค่เอาไปโยนทิ้งถังขยะก็จบเรื่องแล้ว’

หาก แต่อีจงฮยอนจะไม่ปล่อยน้ำตาออกมาก่อน เมื่อพบกับรูปถ่ายจากกล้องโพราลอยด์ที่มีแต่ภาพแอบถ่ายของตัวเองในอิริยาบถ ที่กำลังยิ้มอยู่เป็นร้อยๆใบ

แม้แต่ตัวเองยังไม่เคยสังเกตมาก่อนเลยว่า รอยยิ้มนี้มันมาจากไหน
แล้วตอนนี้ล่ะ รอยยิ้มมันหายไปไหนแล้ว

‘อีจงฮยอน นายอย่าลืมสิ นายเคยอยู่มาได้คนเดียว’

‘ทำไมเรื่องแค่นี้นายจะอยู่ต่อไปไม่ได้ล่ะ’

‘นายต้องทำได้สิ’

‘ต้องทำให้ได้’

.

.

.

เสียง ฝีเท้าเบาๆหยุดลงที่หน้าอพาร์ทเม้นท์แห่งหนึ่ง บานประตูสีขาวที่ปิดสนิทแต่บอกได้ว่าเจ้าของห้องยังคงอยู่ในห้องเพราะดึก ขนาดนี้คงไม่ออกไปไหน มือบางกดลงไปที่กริ่งหน้าห้อง ผ่านไปห้านาทีแล้วแต่ยังไม่มีวี่แววการเคลื่อนไหวของคนในห้อง ร่างบางจึงรัวนิ้วเรียวไปที่กริ่งหน้าห้องอย่างไม่เกรงใจ

สักพักเจ้าของห้องที่ยังคงงัวเงียจึงเดินออกมาเปิดประตูอย่างหัวเสีย

“คร้า บๆ มาแล้วคร้าบ” และเมื่อประตูเปิดกว้างออก เจ้าของห้องเหมือนจะอึ้งเล็กน้อยที่เจออี จงฮยอนในสภาพที่ยืนตาแดงก่ำน้ำตาซึมอยู่หน้าห้อง

ไม่มีคำถาม

ไม่คำตอบ

ไม่มีแม้แต่คำทักทาย

จนคนหน้าสวยที่ยืนสะอื้นไห้ต้องเอ่ยถามเจ้าของห้องไปเอง

“นาย… ยังอยากบำบัดความเหงาให้ฉันอยู่มั้ย?”

ไม่มีเสียงใดเล็ดรอดออกมาจากเจ้าเด็กหัวเม่น

มีเพียงอ้อมกอดอุ่นๆที่หายไปนาน ตอบรับร่างบางที่ซุกหน้าเข้ากับอกของอีกคน

ความเหงาที่มีมาตลอดได้หายไปแล้ว

แค่เพียงกอด …ก็สามารถบำบัดอาการเหงาให้คนขี้เหงาอย่างอีจงฮยอนได้

แล้ววันนี้ …คุณได้กอดใครหรือยัง

จบ

แถม

“ทำไม จงฮยอนรู้จักห้องผมล่ะครับ” มินฮยอกถามอีกคนหลังจากที่พาเข้ามาในห้องแล้ว คนหัวเม่นเดินมานั่งซ้อนอีกคน ทั้งที่พื้นที่โซฟามันออกจะกว้างแต่ครั้งนี้อีจงฮยอนกลับปล่อยให้เจ้าเด็กตา ยิ้มทำตามชอบใจ

“ของนายยังอยู่ห้องฉัน ฉันเลยค้นดูจนเจอที่อยู่นายนั่นแหละ”

“ว่าแต่ทำไมนายถึงหายไปล่ะ?” อีจงฮยอนที่นั่งอยู่ในอ้อมกอดของเจ้าเด็กหัวเม่นถามคืนบ้าง

“ผม ต้องไปแก้ I วิชาคณะเพราะว่าผมเอาเวลามาขลุกอยู่กับจงฮยอนทั้งวัน ผมเลยไม่ได้ไปเรียน” เจ้าตัวตอบอย่างอารมณ์ดีแต่กลับทำให้อีกคนหน้าบูดอย่างเห็นได้ชัด

“ห๊ะ ไอ้เด็กบ้า นายโทษฉันเหรอ?”

“นายทำตัวเองเองนะ นายมาเฝ้าฉันเอง”

“โอ้ยๆ ผมป่าวนะ จงฮยอนอย่าหยิกผมสิ” แล้วมินฮยอกก็รวบมือคนโวยวายที่คิดว่าตัวเองถูกโบยความผิดไว้แล้วจับหันมาเผชิญหน้า

“ผม ยอมสละเวลาทั้งหมด เพื่อได้อยู่ใกล้จงฮยอนนะครับ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นเบาๆ ส่งผลให้หน้าขาวจัดของจงฮยอนเห่อแดงขึ้นมาก่อนจะแกล้งเปลี่ยนเรื่อง

“นี่! ไอ้เด็กบ้า ไปแก้ให้เรียบร้อยเลยนะ บ้าจริงๆ เรียนยังไงให้ติด I วะเนี่ย”

“โอ้ย!!! ฉันอยากจะบ้า ทำไมต้องมีไอ้เด็กโข่งนี่มาให้ดูแลด้วยเนี่ย”

^$%*@%&(!#!(*%&)@%*

ท่ามกลางราตรีสลัว เสียงบ่นของอีจงฮยอนลอยละล่องอยู่ในอากาศ
ดูท่าคืนนี้ความเหงาของอีจงฮยอนคงจะกระเจิงไปกับเสียงบ่นแล้วแน่ๆ

‘ขอให้ทุกคนไม่เหงาอย่างเคยนะครับ’

อวสาร

**เสริม** ติด I ที่มินฮยอกพูดถึงนะคะ ในระดับมหาวิทยาลัย การติด I มันก็เหมือนการติด ร ที่โรงเรียนนั่นแระ ติด I เพื่อรอส่งรายงานหรือว่าเปเปอร์เทอมหรือว่าสอบเพิ่มคะแนน และยืดเวลาส่งเกรดให้กับคณะ การติด I แสดงว่าอาจารย์ยังคงกรุณาปราณีอย่างสูง เพราะไม่เช่นนั้น อาจจะเรียนไม่จบเพราะติด F เป็นแน่ ฮาๆๆๆ

**เสริมสอง** จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อนำข้อมูลความรู้มาเสนอ อธิบาย และเพื่อควบคุมและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ จิตวิทยามุ่งศึกษาด้านความสัมพันธ์ระหว่างกระบวนการของร่างกายกับจิตใจ ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ที่เป็นระเบียบแบบแผน เพราะร่างกายและจิตใจมักมีการแสดงออกร่วมกัน อีกทั้งยังแสดงออกในแนวทางที่สามารถทำนายได้

…………………………………………….

Author Scream : เย้ๆๆๆ ในที่สุดก็เสร็จซะที ใช้เวลาหลายวันจริงๆเลยว่ะ – -*
ขอบคุณเพื่อนมากที่ทวงกุยิกๆๆเลยนะคะ ไม่น่าบอกมันเล้ย ให้ตายสิ จิ๊…..
แต่ผึ้ง อิเรื่องนี้ไม่มีประเด็นอะไรเลยนอกจากที่ฉันบอกนั่นแระ “ฉันเหงา” 555
ปล. ชื่อเรื่องมันเขียนแบบนี้จริงๆนะคะ ไม่ได้เมาเบิล F

มันมาจากประโยคที่ว่า Pretending I was better off alone
“ฉันเสแสร้งว่า ฉันอยู่ในคนเดียวได้”

ขอบคุณรีดเดอร์ทุกคนที่หลงเข้ามาอ่านฟิคเหงาๆเรื่องนี้นะคะ
ขอบคุณที่อ่านจนจบค่ะ ^^

…………………………………………….

HaneiBee Talk: การมีเพื่อนดีเป็นศรีแก่ตัวเองแบบนี้แหละ
สั่งอะไรได้หมด คิคิ แม้ออริจิจะไม่ใช่ซีบึลแต่ฮันนี่บีซะอย่างสั่งไปเพื่อนก็จัดให้ค่ะ เพื่อนคนนี้ชอบย๊งชินค่ะ
เราเลยบังคับให้มันชอบมินฮยอนตาม สุดท้ายและท้ายที่สุด… เพื่อนก็หลอกง่ายยิ่งกว่ารีดเดอร์ทั้งหลายอีก ฮ่าๆ

จ๊วฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

ปล.ฮันนี่บีแต่งฟิควันเกิดคังกุนค้างไว้ซึ่งเป็นพล๊อตต่อจากของน้องเนม BIRTHDAY STORY : To be with you
ของพี่เป็น BIRTHDAY STORY : Sweet Holiday ค่ะ ฝากไว้ล่วงหน้าด้วยเด้ออออ

จริงๆฉากจูบไม่มีแต่ฮันนี่บีว้อนท์ เลยโซโล่เสียเอง คิคิ ><

~O(∩_∩)O~

อ่านจบกรุณาอีดิทคอมเม้นท์ด้วยค่ะ!
*อย่าเม้นท์แค่ว่าสนุก รอตอนต่อไปหรือขอบคุณๆๆแค่นี้นะค่ะ ไม่ปลื้มค่ะ!!
และหากรู้ว่าไม่มีเวลาอ่านรบกวนอย่าแปะทิ้งไว้จะดีกว่าเนอะ^^

Comments
  1. […] [SF] =# I Was Better Off Alone #= […]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s