[SF] =# The Passed Memory #=

Posted: June 13, 2011 in ~* YongHyun *~

Title: The Passed Memory
Author: HaneiBee, wristlet
Rating: PG
Pairing: Yonghwa x Jonghyun (YongHyun)
Disclaimer: I do not own any members but, however, the plot is mine
A/N ถ้าเริ่มดีฝีมือพี่ผึ้ง ถ้าจบแย่ น้ำมือซีเอง 5555555555

ความทรงจำในวันวาน
กลับมาหาผมอย่างช้าๆ…
ในวันที่โซลขาวโพลนไปด้วยหิมะ

กรุงโซล… ธันวาคม 2010

เสื้อโค้ทตัวโคร่งถูกกระชับเข้าหากันพร้อมฝ่ามือกว้างถูไปมาเพื่อเพิ่มความอบอุ่น จองยงฮวาเร่งฝีเท้าตัวเองให้เร็วขึ้นเขาอยากหลีกหนีอากาศหนาวเย็นที่กำลัง กัดกินเนื้อผิวตั้งแต่ก้าวออกจากร้านอาหารที่เป็นแหล่งรายได้พิเศษของเขามา แต่ทว่าความตั้งใจแรกของเขากลับต้องพังลงเมื่อก้าวขึ้นมาถึงบันไดขั้นบนสุด ของแมนชั่น

ดวงตาคมเพ่งมองเพื่อหาความแน่ใจให้ตัวเอง… มือที่กำลังจะล้วงหยิบกุญแจเพื่อเตรียมไขห้องกลับค้างไว้อย่างนั้นเมื่อ สะดุดตากับภาพของใครบางคนที่นั่งกอดเข่าคุดคู้อยู่ตรงหน้าห้องของเขา… และทันทีที่บุคคลปริศนาเงยหน้าขึ้นก็ทำให้เขาถึงกับยืนนิ่งราวกับถูกตรึงไว้ กับที่… มาได้ยังไงกันอีจงฮยอน

“กลับมาแล้วเหรอฮะพี่ยงฮวา?” อีจงฮยอนร้องดีใจลุกขึ้นยืน แสดงท่าทางไม่ต่างจากเด็กน้อยที่ได้พบหน้าพ่อแม่หลังจากการพลัดหลงกันในสวน สนุก รอยยิ้มสวยประดับบนใบหน้าขาวจัดนั้นช่างกระตุกหัวใจของยงฮวาได้ดีทีเดียว

เพราะมันนานมากแล้วที่ไม่ได้เห็นรอยยิ้มแบบนี้
เนิ่นนานจนแทบลืมไปแล้วว่า… อีจงฮยอนเท่านั้นที่ยิ้มได้สวยที่สุด

… สำหรับเขา

“มาได้ยังไงจงฮยอน… เอาที่อยู่ที่แม่พี่มาเหรอ?”

“เปล่า ซะหน่อย ผมซุ่มๆมาเองต่างหากล่ะ” ร่างบางบอกติดตลกแต่ยงฮวารู้ว่ามันไม่จริงสักนิด เขาเดินเข้าไปใกล้อีกคนมากขึ้นและแอบนึกตำหนิขึ้นมาในใจที่จงฮยอนสวมเพียง เสื้อยืดสีขาวกับเสื้อแขนยาวสีฟ้าที่ไม่ได้หนาพอจะกำบังอุณหภูมิติดลบของ ปลายปีแบบนี้ได้เลย

“เข้าห้องพี่ก่อนได้มั้ยฮะ ผมหนาวจะตายอยู่แล้ว” ไม่บอกเปล่า แขกผู้มาเยือนกระชับอ้อมกอดตัวเองแน่นขึ้นแสดงให้รู้ว่ารู้สึกตามที่พูด จริงๆ

นานเท่าไรแล้ว… ที่ไม่เจอกันนับตั้งแต่วันที่เขาจบการศึกษาวันนั้น… ยงฮวาคิดพลางสำรวจคนที่ก้าวตามเข้ามาในห้อง… นายไม่เปลี่ยนไปเลยนะจงฮยอน ….ยังผอมยังตัวบางอยู่เหมือนเดิม … ผิวที่เคยขาวจัดยังไงก็ยังขาวจัดอยู่อย่างนั้นแถมใบหน้าติดออกจะซีดเซียว เกินไปเสียด้วยซ้ำ

“อยู่กับแฟนเหรอฮะเห็นมีแปรงสีฟันสอง อัน?” ยงฮวาตวัดหน้าไปมองแขกจอมซนที่ยืนเลิกคิ้วถามอยู่หน้าห้องน้ำ… ทั้งที่เพิ่งก้าวเข้ามาในห้องเขาได้ไม่กี่ก้าวแต่สิ่งแรกที่อีจงฮยอนเดินไป สำรวจดันเป็นที่นั่น… เพราะรู้สินะว่าต้องเจอเข้ากับมัน

“ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แค่นานๆ ทีเขาจะแวะมาแต่ก็เพิ่งกลับไปเมื่อเช้า”

“แล้วผมจะค้างที่นี้ได้มั้ยเนี้ย… กลัวแฟนพี่จะมาแหกอกผมเอา”

“เขา ไม่น่ากลัวขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวพี่โทรไปบอกเองว่ามีเพื่อนมาค้าง ว่าแต่นายจู่ๆ ก็โผล่มาแบบนี้มีอะไรรึเปล่า?” เจ้าของห้องเปลี่ยนบทสนทนา เขาเฉไฉไปเรื่องอื่นเพราะสีหน้าและดวงตาที่หม่นเศร้าลงของจงฮยอน… เขาพรากรอยยิ้มสวยเมื่อครู่ไปจากคนตรงหน้า… เขาทำร้ายคนตรงหน้าด้วยมือของเขาเอง… อีกครั้ง

“ผมไปเป็นเพื่อนพี่ตั้งแต่เมื่อไหร่เหรอฮะ?” ร่างบางจ้องหน้าคนที่หยิบยื่นสถานะบ้าๆนั่นให้

“ไม่เอาน่าจงฮยอน อย่ามาดื้อเอาตอนนี้ได้มั้ย?”

“ผม เคยดื้อกับพี่เหรอฮะ ถ้าจำไม่ผิดสักครั้งเดียวผมก็ไม่เคย” นั่นสินะเด็กคนนี้ไม่เคยดื้อกับเขาสักครั้ง ยงฮวาเบือนหน้าหนีไม่กล้าสบกับนัยน์ตาเศร้าคู่นั้น สุดท้ายเขาก็เดินไปยังครัวในเมื่อเปลี่ยนเรื่องพูดแล้วยังไม่ดีขึ้นคงต้อง หันหลังให้… แม้จะช่วยอะไรได้ไม่มากแต่ก็ดีกว่าเผชิญหน้ากันอยู่แบบนี้

เมื่อ เจ้าของห้องเป็นฝ่ายเดินหนีไปดื้อๆจงฮยอนก็ได้แต่มองแผ่นหลังของคนที่พยายาม สั่งตัวเองให้เกลียดเท่าไรก็ทำไม่ได้… ไม่ต่างกันเลย ไม่ต่างจากวันนั้น

“ผมแค่คิดถึงพี่ ขอค้างแค่คืนเดียวก็ได้ฮะเดี๋ยวพรุ่งนี้… ผมจะกลับปูซานทันที”

“ค้าง หลายคืนก็ได้พี่ไม่ว่าอะไรหรอก” ยงฮวาออกจากครัวมาพร้อมแก้วชาร้อนในมือ เขาส่งให้คนที่นั่งนิ่งที่โซฟา จงฮยอนดูสงบสติอารมณ์ได้แล้ว… ร่างบางรับชาร้อนไปพร้อมกับเอ่ยเจตนาที่อุตส่าห์นั่งรถไฟมา น้อยครั้งที่จงฮยอนจะดื้อรั้นแต่ก็น้อยครั้งเหมือนกันที่จะยอมรับอะไรออกมา ตรงๆแบบนี้

“จะอาบน้ำเลยมั้ย… ไหนล่ะกระเป๋า อย่าบอกนะว่าไม่มี” ถามจริงจังเมื่อไม่เห็นว่าจงฮยอนจะมีกระเป๋าติดตัวมาสักใบ… แม้แต่เป้ใบเล็กๆก็ไม่เห็น

“พอดีลืมไว้บนรถไฟน่ะฮะ… ผมไม่อาบก็ได้ขอนอนเลยได้มั้ย?”

“ที่ นอนพี่สกปรกกันพอดีแต่เอาเหอะ เดี๋ยวพี่ไปล็อคห้องก่อนแล้วกัน” ฝ่ามือกว้างยีหัวคนที่จิบชาร้อนจนเกือบหมดแก้ว ไม่รู้ว่าท่าทีที่ดูอ่อนลงจะทั้งภายนอกและภายในหรือเปล่า จงฮยอนรอจนเจ้าของห้องตรวจตรากลอนประตูพร้อมทั้งปิดไฟในห้องครัว ในห้องนั่งเล่นจนเสร็จเรียบร้อยก่อนจะเดินตามเข้าไปยังห้องนอนพร้อมกัน

“นาย นอนบนเตียงล่ะกัน เดี๋ยวพี่นอนที่พื้นเอง” ร่างบางพยักหน้ารับไปแค่นั้นพลางก้าวขึ้นเตียงปล่อยเจ้าของห้องให้ไปอาบน้ำ เพราะเจ้าตัวบอกว่าทำงานที่ร้านอาหารมาหลายชม.เหม็นตัวเกินกว่าจะข่มตาให้ หลับโดยไม่ชำระคราบไคล้เสียก่อน… เวลานี้จงฮยอนนอนอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาเพียงลำพัง นัยน์ตาสีดำกรอกไปมากับเพดานสีขาว ไม่อยากมองตามหัวเตียงหรือโต๊ะเขียนหนังสือของอีกคน เกรงว่าใจจะไม่แข็งพอ… ที่จะไม่ปล่อยน้ำตาออกมาถ้าต้องเห็นหน้าหญิงสาวที่พี่ยงฮวายืนโอบกอดในแต่ละ รูปนั้นชัดๆ

สักครู่ใหญ่แสงไฟในห้องก็ดับลงเมื่อเจ้าของห้องล้มตัวลง นอนบนฟูกที่เพิ่งจะปูหลังจากอาบน้ำเสร็จ… ความเงียบเข้าปกคลุมในชั่วพริบตา ต่างคนต่างไม่พูดอะไร ยงฮวาสะดุ้งตัว ชายหนุ่มตกใจไม่น้อยเมื่ออยู่ดีๆ คนที่เขาเสียสละให้นอนบนเตียงก็คลานลงมานอนอยู่ข้างๆ ก่อนจะมุดเข้าใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับเขา

“นอนด้วยคนนะฮะ…” ยงฮวาไม่ได้ตอบอะไรออกไปได้แต่หลุบตามองเรือนผมสีดำที่ซุกอยู่ที่ไหล่เขา… ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังตัดพ้อเขาอยู่แท้ๆแต่เวลานี้กลับมานอนซุกอยู่ใกล้ๆให้ เขาหัวหมุนและใจสั่นเล่นๆแบบนี้… นายต้องการอะไรกันแน่อีจงฮยอน

“พรุ่งนี้พี่กลับบ้านได้มั้ยพี่ยงฮวา… วันเสาร์พี่คงไม่มีเรียนใช่มั้ย?”

“อืม… ไม่ได้กลับนานแล้วเหมือนกัน”

“ขอบ คุณฮะ… พี่ดีกับผมเสมอเลย” จงฮยอนบอกพลางซุกตัวเข้ากอดอีกคน… ไม่มีการผลักไส… ไม่มีการขยับหนี… ยงฮวาก้มลงมองศีรษะที่แนบกับอกเสื้อตัวเองด้วยใจเต้นระทึกก่อนจะกระชับอีกคน ไว้ในอ้อมกอด

“ทำไมถึงกอดผมอีกล่ะฮะ?…”

“คิดถึงผมบ้างมั้ย?…”

“ไม่คิดโทรหากันบ้างเลยนะฮะ”

“การ์ดสักใบก็ไม่มีมา…”

“พี่ใจร้ายชะมัดเลย…”

ยง ฮวาหลุบมองคนที่ตัดพ้อตัวเขาแต่ก็ยังไม่ยอมขยับตัวออกห่าง ถ้าถามเขาว่าทำไมถึงยังกอดคนในอ้อมอกนี่อยู่ คำตอบที่ได้คงเป็นความว่างเปล่าที่เข้ามาในสมอง เค้าไม่สามารถอธิบายการกระทำของตัวเองได้ ทำได้เพียงค่อยๆ เลื่อนมือข้างหนึ่งไปลูบหัวทุยๆ ของอีกคนอย่างปลอบประโลม แสงไฟด้านนอกที่ส่องผ่านมาทางต่าง และสายตาเรียวที่ปรับเข้าหาความมืดได้หันมองใบหน้าสวยอย่างรักใคร่

เค้าก็เพิ่งเข้าใจว่าหากเวลาที่ผ่านไป มันทำให้เค้าลืมสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้เร็ว
นั่นก็แสดงว่า มันก็จะถูกปลุกขึ้นมาได้เร็วเช่นกัน

“ถ้า พี่ไม่ได้เป็นคนส่งไป แล้วทำไมนายไม่ส่งมาบ้างล่ะ” ความเงียบปกคลุมไปทุกอณูอีกครั้ง สิ่งที่ตอกกลับมาจากคนเป็นพี่ มันทำให้คนน้องที่ว่าเก่งกาจต้องหยุดทุกการกระทำ จนสัมผัสได้ถึงอ้อมกอดที่กระชับแน่นมากขึ้น.. มากขึ้น

“แล้วพี่คิดถึงผมบ้างมั้ย?”

“เอาความจริงหรือให้แกล้งโกหกล่ะ?”

“คำตอบไหนจะแย่กว่ากันหรอ?”

“ความจริงแย่กว่า” เสียงถอนหายใจของคนเป็นน้องดังขึ้นทันทีที่ได้คำตอบ ความรู้สึกผิดหวังเล็กๆ ที่แผ่ซ่านในหัวใจกำลังเล่นงาน

“โกหกให้ฟังหน่อยซิฮะ”

“รู้ไหม… ไม่มีวันไหนเลยนะ.. ที่พี่ไม่คิดถึงจงฮยอน”

เสียงกระซิบ จากคำโกหกของยงฮวายังคงดังก้องในหูของอีกคน คำโกหกที่ทำให้เค้ามีทั้งเศร้าและสุขในเวลาเดียวกันได้ไม่ยาก จริงอยู่ที่เค้ายังมีความอบอุ่นในอ้อมกอดนี้ แต่ทำไมความรู้สึกใจหายมันถึงยังคอยรบเร้าเค้าตั้งแต่นั่งรถไฟมาจากปูซาน แล้วก็ไม่รู้ คิดถึงอยากมาหา แต่กลัวว่าจะลบคนๆ นี้ออกจากห้วงความทรงจำไม่ได้ซักที เพราะความดื้อรั้นของเขาใช่มั้ย เรื่องทุกอย่างในตอนนี้ที่กำลังเกิดขึ้น

“งั้นพรุ่งนี้.. เรากลับปูซานในฐานะเดิมเหมือนเมื่อก่อนได้มั้ยฮะ?”

“ที่นี่ยังไม่เปลี่ยนเลยนะ”

ยงฮวาหันมายิ้มให้คนที่เกาะกุมมือ อยู่ด้านข้างเค้า รอยยิ้มสดใสเบิกกว้างขึ้นอย่างสวยงาม วันนี้เค้ามาตามคำขอที่ออกจะไปในทางออดอ้อนมากกว่าของจงฮยอน คนตัวบางคลายมือและเดินนำหน้าเค้าไป ลมโชยพัดพาความเย็นสบายเข้าสู่จิตใจ นานเท่าไหร่แล้วไม่รู้ที่ไม่ได้รับสดชื่นจากบ้านเกิดเมืองนอนแบบนี้ รอยยิ้มที่กลั้นมันก็เผลอแย้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ จนใครบางคนข้างกายเริ่มเอะใจ จงฮยอนใช้มือขาวๆ โบกไปมาเพื่อเรียกสติ ก่อนจะกลับไปยืนกอดอกมองหน้าร่างสันทัดที่คุ้นเคย เบะปากเล็กน้อยราวกับเด็กเพิ่งถูกขัดใจมาอย่างไรอย่างนั้น

“เป็นอะไรมาค้อนใส่พี่ทำไมครับ?”

“พี่ยงฮวาเหม่ออะไร ยิ้มคนเดียว บ้าหรือเปล่า?”

“แล้วเห็นว่าบ้าหรือเปล่าล่ะ?” ยกยิ้มกวนๆ ให้คนตรงหน้า ก่อนจะโดนถลึงตากับมาให้

“บ้าจริงๆ มืดแล้วนะ เรากลับกันมั้ยพี่ยงฮวา?”

“ไม่เอา ไปนั่งเล่นริมทะเลกันเถอะ”

เป็น คำชวนแกมบังคับจากยงฮวา เพราะทันทีที่จบคำพูดของตัวเอง ยงฮวาก็กระชับมือของคนตัวบางมากุมไว้ แล้วออกเดินไปริมทะเลอย่างที่ใจต้องการ ถอดรองเท้าที่ใส่มาทิ้งไว้ข้างตัว ใช้เท้าเปล่าเกลี่ยผิวทรายหยาบๆ ไปมา จงฮยอนขมวดคิ้วเป็นปม มองใบหน้าของยงฮวาสลับกับเท้าที่ยังคงเกลี่ยพื้นทราย มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกสำหรับเค้าเท่าไหร่ เพราะเมื่อก่อนถ้ามาที่ทะเลด้วยกันครั้งใดก็จะเห็นคนตัวหนานี่แหล่ะมายืนทำ แบบนี้ตลอดเวลา ทั้งๆ ที่ตัวเค้าเองก็ลองทำบ้างแต่ก็ไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย

“พี่ยงฮวายังไม่เปลี่ยนจริงๆ ด้วย ไหนบอกจะมานั่งเล่นไงฮะ?”

“นั่งซิครับ”

ยง ฮวาทรุดตัวลงนั่ง ฉุดให้คนที่ยืนหน้าบึงอยู่ลงมานั่งข้างๆ กาย มองใบหน้าขาวซีดพร้อมกับปากที่ฉีกขึ้นมุมจนเรียกได้ว่ารอยยิ้มของคนที่ตัว เค้าเองเป็นเจ้าของ วันนี้ทุกอย่างที่ดำเนินไป ไม่ต่างอะไรจากการย้อนอดีตของคนธรรมดาอย่างยงฮวาและจงฮยอน มือหนายกมือขึ้นลูบหัวทุยๆ ของคนตรงหน้าอย่างอ่อนโยน ความรู้สึกที่แผ่ซ่านมันทำให้เค้าต้องคอยยับยั้งเอาไว้ การกระทำหยุดการเคลื่อนไหวในทันที

“ไหนว่าสัญญากันแล้วไง?”

“พี่ น่ะ ก็ยังเกรงใจผมใช่มั้ยล่ะ? แต่เรามาที่นี่กัน ไม่ใช่ในฐานะพี่น้องนะฮะ” จงฮยอนพูดขึ้นเตือนสติยงฮวา เพราะการกระทำครึ่งๆกลางๆแบบนั้น มันก็ค่อนข้างจะบั้นทอนจิตใจของเค้ามากเหมือนกัน

“ดุพี่ตลอดนะเรา ครับๆ พี่ขอโทษ”

“ก็อย่าทึ่มให้ผมต้องบ่นได้มั้ยล่ะฮะ”

จง ฮยอนงุดหน้าลงกับหน้าอกตัวเอง บางทีเค้าก็มักจะรู้สึกเขินอะไรขึ้นมาก็ไม่รู้ ยงฮวาส่ายหน้าให้กับความรักที่ไม่เปลี่ยนแปลงของน้องชาย ไม่ใช่สิ ! คนรักของเค้า เป็นอีกครั้งที่มือหนาเลื่อนขึ้นเกาะกุมมือของอีกคน เลื่อนมาไว้ที่หน้าตักของตัวเอง บีบคลึงเบาๆ พร้อมกับรอยยิ้มที่มีกักเก็บความสุขเอาไว้ไม่อยู่

นานแล้วที่ความสุขไม่ได้ครอบคลุมหัวใจ
นานแล้วที่ไม่มีใครมาสร้างความสุขให้ได้มากกว่าคนๆ นี้

คนที่ได้ชื่อว่า …อิจงฮยอน

“จงฮยอน..?” ไม่มีเสียงตอบรับจากอีกคน มีเพียงตาที่เบิกโตพร้อมกับการเอียงคออย่างสงสัยทำนั้น

“เอ่อ.. คือ.. พี่ขอ.. แบบว่า… ยังไงดีล่ะ?”

“ผมจะรู้พี่มั้ย? มีอะไรก็บอกมาซิฮะ จะขออะไร?”

“สัญญาก่อนว่าถ้าขอแล้วต้องให้ และห้ามว่าพี่ด้วย โอเคมั้ย?”

“ทำอย่างกับจะขอจูบอย่างนั้นล่ะ”

“นั้นแหล่ะที่จะขอ”

ทั้ง สองหลุดขำออกมาพร้อมๆ กัน ถึงจะอย่างไรแต่ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น มันก็มักจะพาความขวยเขินมาให้พวกเค้าได้อย่างง่ายๆ เหมือนกัน ก่อนที่เสียงหัวเราะจะได้จางหาย ใบหน้าที่จ้องมองกันด้วยรอยยิ้ม เปลี่ยนเป็นนิ่งขรึม รอยยิ้มเมื่อครู่ถูกกลืนหายไปไม่นานก็กลับมาอีกครั้ง พร้อมเสียงหัวเราะที่ดังกว่าเก่า

“พี่จะหัวเราะทำไมเนี่ย?”

“เอ้า ! ผิดอีก จงฮยอนหัวเราะก่อนพี่อีกไม่ใช่เหรอ?”

“ก็… หน้าพี่มันตลกนี่นา”

“พี่ จริงจังนะเนี่ย ไม่ได้ล้อเล่น” ถึงจะพูดออกมาด้วยเสียงแข็งกร้าว แต่ใบหน้าที่เปื้อนยิ้มก็ยังมีให้เห็นอยู่รำไร จนอีกคนแทบจะไม่เชื่อเลยว่าสิ่งที่ได้ยินอยู่เนี่ย เค้าเรียกกันว่า ‘จริงจัง’

“ทำให้มันน่าเชื่อถือกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือไงฮะ?”

“จะเชื่อไม่เชื่อล่ะ?”

ยก มือที่กุมมือของคนตัวบางให้มาทาบที่บริเวณอกด้านซ้ายของตัวเอง การขยับที่เต้นรัวของหัวใจทำให้ฝ่ามือน้อยๆ รู้สึกได้ถึงความรู้สึกด้านในของคนอายุมากกว่า ยงฮวายกยิ้มที่มุมปาก…

ใบ หน้าของสองคนค่อยๆ เคลื่อนเข้าหากันพร้อมกับความอบอุ่นที่กระชับผ่านการเกาะกุมที่ปลายนิ้ว สัมผัสฝ่ามือ ริมฝีปากที่โหยหาความหวานฉ่ำจนเกือบลืมไปว่าเค้าเคยมีความสุขในช่วงเวลาแบบ นี้มานานแตะแผ่วเบาที่ริมฝีปากอิ่ม มือที่กระชับแน่นค่อยๆคลายลง ยงฮวาโอบกอดร่างบางๆ ของคนตรงหน้า สกินชิพที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทุกทีที่อยู่ใกล้จงฮยอน

ไม่นานเรียวปาก ที่โหยหาความสุขก็ผละออกจากกันอย่างเชื่องช้าและอ้อยอิ่ง ความเสียดายยังคงหลงเหลือในจิตใจของทั้งสอง กลายมาเป็นอ้อมกอดที่รักใคร่มอบให้แทน

“รักจงฮยอนจัง”

“รักมากก็อย่าลืมกันนะพี่ยงฮวา”

“หลังจากนี้ …เราอย่าเจอกันอีกเลยนะฮะพี่”

ถึง คำขอของจงฮยอนมันจะดูไม่ค่อยยุติธรรมกับตัวเค้ามากเท่าไหร่ เพราะใครกันล่ะ ที่อยู่ดีไม่ว่าดีเดินกลับเข้ามาในชีวิตเค้าอีกครั้งพร้อมกับความทรงจำม้วน เดิมที่แล่นอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นเค้าก็จะรับปาก ยงฮวาพยักหน้างึกงัก ก่อนจะระบายให้คนในอ้อมกอด ไม่รู้หรอกว่าอีกคนจะเห็นมั้ย แต่เค้ามั่นใจว่าอีกคนสัมผัสได้

ความทรงจำ..
หากเก็บมันไว้ผ่านห้วงเวลา ไม่ว่านานเท่าไหร่ มันก็จะยังคงคุณค่าเอาไว้
เป็นเสมือนความทรงจำครั้งวันวาน…

The End…

Comments

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s