[SF] =# Don’t say goodbye : MinHyuk X JongHyun ::: Merry X’Mas :::

Posted: November 3, 2011 in ~* MinHyun *~

Title: Don’t say goodbye
Paring: MinHyuk x JongHyun
AuThor: HaneiBee
Note: ฟิคแฮปวันเกิดให้พี่สาวสุดที่รักลอร่าโฮย้อนหลังไปวันที่ 22 ธค.และเป็นฟิคควบในวันคริสมาสต์ด้วยค่ะ

หากสายฝนคือน้ำตาที่ท้องฟ้าหลั่งริน… ในฤดูฝน
แล้วหิมะสีขาวจะใช่น้ำตาที่ท้องฟ้าหลั่นรินในฤดูหนาวหรือเปล่า

อย่าเอ่ยคำว่าลาก่อน… อย่าจากกันไป ได้โปรด

.
.
.
.
.

“โทรตามจงฮยอนมาเหรอ?”

“อืม”

“หมู่นี้ให้มาบ่อยนะ ติดใจแล้วล่ะสิ”

“ผม ไปนอนนะ ตอนเช้าไม่ต้องปลุกล่ะกันเดี๋ยวฝากให้เค้าปลุกให้” คังมินฮยอกกล่าวเปลี่ยนเรื่องพลางถอดเสื้อคลุมออกพาดไว้กับโซฟา ขายาวๆก้าวเข้าไปในห้องนอนที่ประตูเปิดแง้มไว้เล็กน้อยพอให้เห็นว่าโคมไฟ ข้างหัวเตียงยังคงทำงานอยู่ รอยยิ้มอบอุ่นผุดขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา

“หอบ หนังสือมาอ่านอีกแล้ว” กลิ่นหอมอ่อนๆของคนที่นอนฟุบหลับอยู่บนเตียงโดยที่เจ้าตัวนั่งแหมะอยู่บน พื้น ใบหน้าสวยแนบหลับเป็นตายกับกองตำราที่ขนมาจากห้อง เขากดจูบลงบนผิวแก้มขาวนั้นเบาๆริดรอนความหอมหวานจากผิวกายของคนที่อาบน้ำ อาบท่าเรียบร้อยแล้ว

‘โทรตามจงฮยอนมาเหรอ’
‘หมู่นี้ให้มาบ่อยนะ ติดใจแล้วล่ะสิ’

นานๆ ทีคำถามของใครสักคนจะทำให้เขาจนคำตอบ ติดใจเหรอ… ไม่หรอกสำหรับจงฮยอนไม่ใช่คำว่าติดใจแต่มันเป็นอะไรที่มากกว่านั้นนัก เรียวนิ้วยาวเกลี่ยข้างแก้มคนหลับไล้ขึ้นไปถึงแพขนตาที่เรียงตัวสวย ครั้งแรกที่เจอไม่อยากเชื่อ… ว่าอีจงฮยอนคนนี้เป็นผู้ชาย

‘ชื่อจงฮยอนน่ะ ไม่ได้ทำจริงจังแต่ไว้ใจได้’
‘ทำไมต้องทำให้เรื่องมันยุ่งยากด้วย ผมไม่จำเป็นต้องมีใครก็ได้’
‘ฉันรู้น่าว่านายเหงา เอาน่าๆมีคนอยู่เป็นเพื่อนดีกว่าไม่มีไม่ใช่เหรอ?’
‘แล้วแต่พี่ล่ะกัน ผมยังไงก็ได้’
‘แต่ตกลงกันก่อน เค้าไม่ได้ขายบริการนะอย่าเลยเถิดเชียว’
‘รู้น่า ผมไม่ใช่คนประเภทนั้นสักหน่อย พี่ก็รู้’
‘ก็เพราะรู้ไงถึงกล้าหาจงฮยอนมาให้’

มิ นฮยอกโคลงหัวไปมานึกถึงคำพูดของพี่ยงฮวาซึ่งเป็นผู้จัดการส่วนตัวของเขา เหตุการณ์นั้นราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานทั้งที่มันผ่านมาจะครบปีแล้ว คืนคริสมาสต์อีฟที่ใครหลายๆคนรอคอยแต่สำหรับเขา คังมินฮยอกคนนี้กลับไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับมันเลย

‘อาชีพอย่างนายไม่เหมาะจะไปเที่ยวสุ่มสี่สุ่มห้านะ จะไปไหนก็ต้องระวังตัว’
‘อยากเป็นคนของประชาชนก็ต้องทำเพื่อพวกเขา …ต้องไม่ให้เขาเสียความรู้สึก’

หลาย ต่อหลายครั้งที่พี่ยงฮวาตักเตือนเขาในเรื่องการวางตัวการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องการคบหากับใครสักคนฉันท์ชู้สาว… ใช่ว่าเขาไม่เคยมีความรัก ไม่เคยมีแฟนแต่มีทีไรก็เป็นเรื่องทุกที ไม่โดนปาปารัสซี่ตามถ่าย ไม่ก็โดนนักข่าวรุมขุดคุ้ยแต่ที่หนักหน่อยก็คงเป็นบรรดาแฟนคลับที่พอมีข่าว ว่าเขามีแฟนทีไรเป็นต้องตีโพยตีพายกันไปยกใหญ่ สุดท้ายกี่รายต่อกี่รายก็เลิกรากับเขาก่อนทุกที

‘แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆบอกฉันละกัน เดี๋ยวพี่จัดอีกแบบมาให้’
‘บ้าน่าพี่ ผมไม่ขนาดนั้นหรอก’
‘เห้ย! ผู้ชายอย่างเราๆมันอดกันได้ไม่นานหรอก โอเคนะ’
‘โอเคก็โอเค’

มิ นฮยอกโคลงหัวไปมาอีกครั้งแต่คราวนี้เขาหลุดยิ้มออกมาด้วย เดิมทีเคยค้านหัวชนฝากับคำพูดเหล่านั้นของพี่ยงฮวา แม้จะเป็นผู้ชายเหมือนๆกันรู้ว่าเรื่องความอดทนพวกนั้นมันมีโอกาสทำได้ลำบาก หากถึงจุดๆหนึ่งแต่แว่บแรกที่เห็นคนๆนี้ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีอิทธิพลกับตัวเอง ได้มากขนาดนี้ คริสมาสต์ปีก่อนนำพาจงฮยอนเข้ามาในชีวิตเขาและคริสมาสต์ที่ใกล้จะมาถึงในปี นี้ก็กำลังทำให้จงฮยอนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขา

“ลุกขึ้นไปนอน ดีๆสิ” หลังจากย่องไปอาบน้ำมามินฮยอกจัดการเก็บกองตำราที่วางระเกะระกะบนเตียงและ ปลุกให้จงฮยอนย้ายตัวเองขึ้นไปนอนสบายๆบนเตียง ร่างบางผงกหัวขึ้นมาปรือตามองหน้าเจ้าของห้องพลางขยี้ตา คิ้วสวยขมวดมุ่นคงรำคาญใจที่ถูกปลุกขึ้นมาจากฝันหวาน

“กลับมานานแล้วเหรอ?”

“อืม พรุ่งนี้มีเรียนกี่โมง?”

“เก้าโมง ทำไมเหรอ?”

“พอดีพรุ่งนี้ฉันมีคิวตอนเย็นทีเดียวแต่ไม่เป็นไรหรอก”

“ขาด ไม่ได้อ่ะอาทิตย์หน้าต้องสอบแล้ว” พอปีนขึ้นไปซุกตัวใต้ผ้าห่มได้ก็งุดๆหน้ากับอกกว้างๆของเจ้าของห้อง …กอดกันจนเป็นเรื่องธรรมดาและอาจมีถึงเนื้อถึงตัวกันมากกว่านี้จนชาชิน อ้อมแขนแข็งแรงกระชับแน่นซุกซ่อนร่างกายตัวเองกับคนตัวบางไว้ใต้ผ้าห่มผืน หนาด้วยกัน

คนๆนี้เป็นเพื่อนคลายเหงา
คนๆนี้เป็นคนที่ตัวเองสามารถกอดได้ตลอดเวลา
และคนๆนี้เป็นคนที่ถูกจ้างมา… เพื่อเป็นอะไรก็ได้ที่คังมินฮยอกต้องการ

แต่ทว่าก็ยกเว้นความสัมพันธ์ฉันท์ชู้สาวหรือเรื่องคาวใคร่บนเตียง

“อยาก ให้อยู่รึเปล่าล่ะ?” คนในอ้อมกอดเอ่ยถามมาหลังถูกความเงียบและความมืดท่ามกลางฤดูหนาวปกคลุมมา หลายนาที มินฮยอกเอาคางเกยบนหัวทุยๆคนในอ้อมกอด กลิ่นหอมอ่อนๆจากยาสระผมส่งผ่านเข้ามาในลมหายใจ แปลกที่มันหอมหวานมากกว่าน้ำหอมราคาแพงๆที่สาวๆสมัยนี้ชอบฉีดพ่นใส่ตัวเอง กันวันละเป็นลิตรๆ

“กลางวันคงไม่เหงาหรอก เดี๋ยวนอนทั้งวันก็ได้”

“งั้นก็ดี ฉันไม่อยากให้นายจ่ายเพิ่ม”

“งกจัง ลดๆให้หน่อยไม่ได้เหรอ คนกันเองแท้ๆ”

“ใครกันเอง ฉันทำงานเลี้ยงตัวเองนะแล้วอีกอย่างที่ให้ไปก็มากกว่าข้อตกลงตั้งเยอะ”

“โอ เคๆไม่อ้อนแล้วก็ได้ นอนเถอะ ง่วงแล้ว” คำตัดบทนั้นไม่ได้แสดงความตัดพ้อออกมาจนชัดเจนแต่น้ำเสียงที่ผิดแผกไปจากทุก วันทำให้จงฮยอนรับรู้ได้ว่าอีกคนคงไม่อยากให้มันผ่านเลยไปแต่พรุ่งนี้ก็เป็น คลาสสำคัญจริงๆจะขาดก็กระไรอยู่

“เอ๊ะ! เมื่อกี้ว่าไงนะ?”

“บอกว่า ให้นอนไง ฝันดีนะ” พอโดนตัดบทรอบสองก็ตีหน้าบึ้งอยู่ใต้ผ้าห่มตามเดิมเพราะอีกคนใช้คางกดหัวตัว เองไว้ไม่ให้เงยขึ้นไปสบหน้ากันได้ วันนี้มินฮยอกเป็นอะไร… อยู่ดีๆก็มากระเง้ากระงอดเขาแถมยังมาพูดว่าอ้อนกับเขาด้วย

สถานะนายจ้างกับลูกจ้าง
มันสมควรมีคำพูดและน้ำเสียงเหล่านี้ด้วยเหรอ

เช้า วันรุ่งขึ้นเดินทางมาถึงด้วยความรู้สึกเดิมๆจงฮยอนผุดขึ้นจากที่นอนจัดแจง อาบน้ำอาบท่าและเก็บตำรามากมายที่หอบหิ้วมาเมื่อวานใส่กระเป๋าหลุบตามอง นาฬิกาข้อมือ… คลาสสำคัญ อาทิตย์หน้าสอบ การว่าจ้างแค่ตอนกลางคืนก็เหมือนกับที่บอกอีกคนไปเมื่อคืนว่าเป็นคลาสสำคัญ ขาดไม่ได้จริงๆ

“อ้าว กำลังจะไปเรียนเหรอ?”

“ฮะ พี่จะข้างนอกหรือเปล่า?”

“อืม มีนัดกับสาว สวยซะด้วยสิ”

“ผมไม่ได้ถามสักหน่อยว่าสวยเหรอเปล่า งั้นมินฮยอกก็ต้องอยู่ห้องคนเดียวสิ”

“ห่วงมันเหรอ ห่วงก็อยู่สิ”

“ไม่ได้หรอกฮะ คลาสสำคัญอาทิตย์หน้าต้องสอบด้วย”

“งั้น พี่ไปส่ง ปล่อยให้นอนไปนั่นแหละตื่นมาก็เย็นพอดี” ยงฮวาฉวยตัดสินใจแทนเดินฉับๆไปใส่รองเท้าเตรียมออกไปข้างนอกตามที่บอก ส่งสายตาเร่งลูกจ้างคนสำคัญของนักแสดงที่ตัวเองดูแลให้รีบตามออกมา จงฮยอนมองประตูห้องที่ไม่ไหวติงเบื้องหลังมันกำลังมีใครบางคนนอนหลับอุตุ อยู่… เอาน่า ใช่ว่าไม่เคยอยู่คนเดียวเสียเมื่อไร

ให้หลังไม่นานจงฮยอนก็เดินตามพี่ยงฮวาออกไปเพราะอีกคนอาสาจะไปส่งที่มหา’ลัย

เกือบ สิบโมงที่มินฮยอกบิดขี้เกียจบนเตียงจนพอใจจึงเดินโงนเงนมาชงกาแฟกินในครัว รู้สึกโหว่งๆในใจไม่น้อยที่ตื่นมาแล้วไม่พบใคร… แม้แต่คนที่ลงทุนอ้อนให้อยู่เป็นเพื่อนเมื่อคืนก็ไม่พบ ชายหนุ่มคนกาแฟหอมกรุ่นในแก้วก่อนยกซดมันพอให้ร่างกายอบอุ่น มองเลยออกไปนอกหน้าต่างพาลไปถึงระเบียงกว้างสีขาว… ท้องฟ้าสดใส เมฆมีบางตาแต่อากาศก็ยังหนาวใช่เล่นทีเดียว เขาเดินช้าๆไปทิ้งตัวลงบนโซฟาพลางกดรีโมทดูรายการต่างๆไปเรื่อยเปื่อย

ทั้งที่นานๆจะได้หยุด แทนที่จะนอนให้เต็มอิ่ม
แต่ผ้าห่มผืนกว้างพอนอนคนเดียวเข้าหน่อย
ก็ไม่ค่อยทำให้อุ่นเท่าไร… ไม่อุ่นเท่าเมื่อคืน

มือ ที่กำลังยกแก้วกาแฟขึ้นซดชะงักกึกเมื่อเสียงเสียบการ์ดหน้าประตูดังขึ้นแต่ เขาคิดว่าคงเป็นพี่ยงฮวาที่บอกไว้ตั้งแต่เมื่อคืนว่าจะออกไปหาสาวสักบ่ายๆจะ กลับมารับไปทำงานที่กลับเข้ามา… แต่นี่มันเพิ่งจะสิบโมงกว่าๆไม่น่าเชื่อว่าพี่ชายเขาจะสลัดไออุ่นจากสาวๆได้ เร็วกว่าที่คิด

“ตื่นแล้วเหรอ?”

“ไหนว่ามีเรียน?”

“อาจารย์ยกคลาสเลยว่าจะกลับมานอน”

“นอนที่นี่เหรอ?”

“ถ้าไม่ได้ก็จะกลับ”

“ยัง ไม่ได้บอกเลยว่าไม่ได้ ซื้ออะไรมา?” มินฮยอกวางแก้วกาแฟลงเดินเข้าไปช่วยอีกคนถือของที่หอบหิ้วมาพะรุงพะรัง จงฮยอนกรอกตามองหน้าเขากับห้องครัวแต่ก็เลือกจะเดินไปยังจุดหมายหลังมากกว่า จะตอบเขา ข้าวของต่างๆถูกวางลงบนเคาว์เตอร์ในครัวพอมินฮยอกหยิบมันออกมาดูจึงรู้ว่า เป็นของกินที่เขาโปรดปรานทั้งนั้น

“หิวรึยัง?”

“หิวแล้ว”

“งั้นเดี๋ยวทำสปาเกตตี้ให้กินนะ”

“มาฉันช่วย”

“ไม่ ต้องหรอก ไปอาบน้ำเหอะ เหม็น” จงฮยอนหันมาทำปากยู่ใส่คนที่กุลีกุจอจะช่วยเตรียมเครื่องทำมื้อแรกของวันคน โดนต่อว่าว่าเหม็นนึกหมั่นเขี้ยวขึ้นมารวบตัวคนปากร้ายเข้ามาซุกไว้ในอ้อม กอดตัวเองฉับ

“เหม็นจริงเหรอ?”

“อือ ไม่เล่นนะมินฮยอก ปล่อยสิ จะรีบทำกับข้าว”

“ก็ตอบก่อนว่าเหม็นจริงเหรอ?”

“ไม่เหม็นก็ได้ๆ ปล่อยเลย”

“อีก แป่ปนะ กำลังอุ่น” แรงฮึดฮัดจะออกจากอ้อมกอดนิ่งลง เสียงทุ้มๆเอ่ยดังข้างหูพลอยให้แก้มเห่อร้อนขึ้นมา ไหล่ลาดรับน้ำหนักจากคางคนหล่อเหลาที่เกยมาราวกับเด็กงอแง อ้อมแขนแข็งแรงกระชับแน่นขึ้น จงฮยอนแนบแก้มตัวเองกับอกคนตัวสูง… กำลังอุ่นเหมือนกัน

อากาศหนาวๆปลายเดือนธันวา
เคยหนาวจนกัดกินเนื้อผิวแต่ทำไมปีนี้
มันถึงหนาวได้ไม่ถึงครึ่งของปีก่อนๆ
หรือเป็นเพราะ… อ้อมกอดอุ่นๆของอีกคน

“พอแล้ว ไม่หิวรึไง?”

“อืม พอแล้วก็ได้งั้นฉันไปอาบน้ำนะ”

“อือ” ความรู้สึกรุนแรงที่จับต้องไม่ได้เกิดขึ้นในหัวใจ จงฮยอนลอบมองแผ่นหลังคนที่เดินตัวปลิวเข้าห้องน้ำไปพร้อมเสียงผิวปากอย่าง อารมณ์ดี คังมินฮยอก นายรู้ตัวมั้ยว่าแน่มากที่ทำให้ฉันโดดเรียนในคลาสสำคัญทั้งที่ต้องสอบ อาทิตย์หน้าแบบนี้

เพราะมัวเพลิดเพลินกับการปรุงซอสที่กำลังส่งกลิ่น หอมในกะทะจึงเผลออุทานออกมาเมื่อคนที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จฉวยมากอดเอวไว้หมับ คางแหลมๆของมินฮยอกคลอเคลียอยู่บนไหล่ลาดที่ไหวขึ้นลงตามแรงคนตะหลิวในมือ

“อาบเร็วจัง ได้ขัดตัวรึเปล่าเนี่ย?”

“ขี้เกียจไว้ขัดวันหลังก็ได้”

“ไปดูทีวีรอก็ได้ ใกล้เสร็จแล้ว”

“จงฮยอน”

“หือ?”

“วันคริสมาสต์ว่างรึเปล่า?”

“ทำไมเหรอ?”

“ฉันไม่ได้รับงานวันนั้น มาค้างที่นี่นะ”

“วันพิเศษแบบนั้นฉันคิดสองเท่านะ จ่ายไหวรึเปล่าล่ะ?”

“แค่ไหนก็จ่ายไหว คังมินฮยอกซะอย่าง ตกลงนะ?”

“อือๆ ปล่อยเหอะ มันทำไม่ถนัด” พยักหน้าหงึกๆตกลงแต่ไม่วายต่อว่าไปเพราะแทนที่จะเสร็จแล้วจะได้กินเร็วๆ กลับต้องมาช้าเพราะอีกคนมัวแต่กอดมัวแต่คลอเคลียอยู่ไม่เลิก มินฮยอกยอมปล่อยในที่สุดเดินไปพิงเคาว์เตอร์กอดอกมองมา ใบหน้าหล่อเหลาโน้นมาใกล้ๆมันเรียกอาการหายใจไม่ทั่วท้องให้จงฮยอนได้เป็น อย่างดีแต่คำพูดต่อมาของอีกคนกลับทำให้ถึงกับหายใจไม่ออก

“คืนคริสมาสต์นอนกับฉันได้มั้ย?”

มือ บางชะงักกระพริบตามองเจ้าซอสสีแดงในกะทะที่เคี้ยวมาได้ครู่หนึ่ง ริมฝีปากสีอ่อนเม้มเข้าหากันก่อนผงะออกเมื่อเจ้าของคำถามโน้มเข้ามาจนใบหน้า ชิดกัน มินฮยอกรอให้อีกคนตอบอย่างใจเย็น

“ก็ ก็นอนด้วยกันทุกคืนอยู่แล้วนี่”

“นายก็รู้ว่าฉันหมายถึงอะไร ได้มั้ย หือม์?”

“เอ่อ…”

“ฉัน จ่ายเพิ่มให้สองเท่าก็ได้ ตกลงมั้ย?” สิ้นคำพูดนั้นตะหลิวในมือถูกปล่อยลงกระทบกับกะทะจนดังแกร้ง จงฮยอนช้อนตาขึ้สบ จดจ้องคนที่จบปัญหาด้วยคำว่าพร้อมจะจ่ายเพิ่มให้ ร่างบางมองหน้าอีกคนแน่วนิ่งความรู้สึกรุนแรงอีกแบบเกิดขึ้นในหัวใจ

ถ้าพลั้งปากตกลงไปเร็วกว่านี้คงไม่ได้ยินคำร้ายกาจพวกนี้สินะ

“ขอ คิดดูก่อนล่ะกัน นายไปนั่งรอที่โต๊ะเหอะ จะเสร็จแล้ว” จงฮยอนออกปากไล่ให้เจ้าของห้องไปให้พ้นๆตาก่อนที่อาจยกกะทะที่กำลังร้อนได้ ที่ฟาดลงที่หัวพอมินฮยอกเดินแยกไปก็ก้มหน้าก้มตาทำของโปรดของอีกคนต่อ… พร้อมทั้งก้มหน้าก้มตาซุกซ่อนความรู้สึกผิดหวังไม่ให้อีกคนเห็น

จน แสงแดดเริ่มแรงขึ้นเมื่อย่างเข้าบ่ายแก่ๆหลังเก็บจานชามล้างเรียบร้อยมิ นฮยอกก็ลากร่างบางมานั่งเป็นเพื่อนดูทีวีด้วยกัน จงฮยอนเอาคางเกยหมอนอิงที่ตนกอดไว้บนตักพาสายตาจ้องอยู่กับหน้าจอเครื่อง ใหญ่พอเห็นว่าอีกคนเงียบๆไปจึงหันมาดู… เพิ่งรู้ว่าคนชวนหลับหัวพิงอยู่กับไหล่ตัวเอง ฝ่ามือบางประคองหัวคนหลับให้ค่อยๆเอนลงมา จัดแจงท่าทางให้อีกคนนอนสบายขึ้นโดยเสียสละตักตัวเองเป็นหมอนให้ นัยน์ตาสีดำก้มมองคนที่ถูกหนังรักโรแมนติกที่ทางสถานีฉายขับกล่อมให้หลับ กลางวันอีกรอบ ลูบไล้โครงหน้าหล่อเหลาของมินฮยอกแผ่วเบา…

ผู้ชายคนนี้ใช้หน้าตาในการทำมาหากินมันก็สมควรอยู่หรอก
แม้มินฮยอกจะไม่ใช่คนหล่อคมเข้มแต่โครงหน้าสมส่วนบวกกับรูปร่างที่เพอร์เฟค
ก็ทำให้ขึ้นเทียบชั้นนักแสดงดังๆหลายต่อคนในวงการบันเทิงได้ไม่ยาก…

‘คืนคริสมาสต์นอนกับฉันได้มั้ย?’
‘ฉันจ่ายเพิ่มให้สองเท่าก็ได้ ตกลงมั้ย?’

จง ฮยอนชักมือกลับกัดปากตัวเองจนรู้สึกเจ็บเล็กน้อยก่อนจะเบือนหน้าหนีเจ้าของ คำพูดเมื่อตอนสาย ไม่ใช่ว่าเพิ่งรู้จักกันไม่ใช่ว่าเป็นคนแปลกหน้าแต่ก็คงหวังมากเกินไปที่จะ ได้รับคำพูดที่สวยหรูและน่าฟังกว่านั้น

“อ๊ะ มินฮยอก!” เสียงหวานอุทานเมื่อจมอยู่กับภวังค์ความรู้สึกน้อยใจความร้อนบางอย่างก็วน เวียนอยู่ตรงหน้าท้องตัวเอง วกสายตากลับมาจึงรู้ว่าคนบนตักตื่นแล้วและกำลังใช้ริมฝีปากจูบคลึงไปทั่วใต้ เสื้อยืดตัวสวย มือบางดันไหล่อีกคนออกตั้งตัวไม่ทันกับการจู่โจมแบบนี้

“เดี๋ยวต้องไปทำงานแล้ว ขอชาร์ตแบตหน่อยนะ”

“เดี๋ยวๆ เดี๋ยวสิ อ๊ะ!” ครู่เดียวที่ร่างกายเริ่มปัดป้องแต่ก็ช้ากว่าการกระทำของอีกฝ่าย ร่างบางถูกจับให้นอนราบกับพื้นโซฟาโดยที่คนอ้างว่าขอชาร์ตแบตจัดแจงขึ้นไป นอนทาบไว้เสร็จสรรพ ใบหน้าขาวจัดขึ้นสีเรื่อหูนิ่มแดงเถือก ผิวแก้มเห่อร้อนขึ้นอย่างยากจะห้ามได้

‘ที่ให้ไปก็มากกว่าข้อตกลงตั้งเยอะ’

คำ ค่อนขอดที่ใช้กับอีกคนบ่อยๆนับวันก็ยิ่งจะใช้ไม่ได้เพราะการกระทำระหว่างกัน มันเลยข้อตกลงตั้งแต่เริ่มแรกไปเยอะ วันแรกที่ก้าวเข้ามาในชีวิตของผู้ชายตรงหน้าคือการถูกว่าจ้างให้มาอยู่เป็น เพื่อนเท่านั้นและอีกคนมีสิทธิ์เพียงกอดและแตะเนื้อต้องตัวได้นิดหน่อยแต่ อะไรต่ออะไรมันเลยเถิดมาจนถึงขั้นนี้นานแล้ว

แต่ตัวเองก็ไม่เคยปริปากบ่น
หรือไปโวยวายให้พี่ยงฮวารับรู้
เพราะอะไร… ก็ไม่แน่ใจ

เสียง หัวใจเต้นแรงขึ้นจนตัวเองยังอดเขินอายไม่ได้ เสื้อยืดตัวที่สวมเองกับมือถูกเลิกขึ้นจนพ้นเนินอก ร่างกายบิดเร้าราวกับตะเกียกตะกายหาที่ยึดเมื่อจูบร้อนๆลากต่ำลงเรื่อยๆ จงฮยอนตะปบมือคนที่กำลังจะดึงขอบกางเกงตัวเองลง ส่งสายตาปฏิเสธไปให้ มินฮยอกชักสีหน้าขัดใจเล็กน้อยก่อนจะยอมล่าถอยในสิ่งที่ตัวเองอยากทำ เขาเคลื่อนตัวขึ้นมาจูบอีกคนที่ริมฝีปากแทน โลกทั้งโลกค่อยๆหมุนช้าลงเมื่อเขาสองคนอ้อยอิ่งอยู่กับจุมพิตหวานๆ เสียงครางหวิดหวิวเล็ดลอดออกมาจากลำคอเมื่อจูบหนักหน่วงขึ้นราวกับจะ กระชากลมหายใจของกันและกัน ถ่ายทอดความรู้สึกรุนแรงผ่านริมฝีปากร้อนๆระบายความอึดอัดด้วยการประสานฝ่า มือกันแนบแน่น

“ขอไม่ได้เหรอ?” จนรู้ว่ามันเกินจะควบคุมได้อีกต่อไปสุดท้ายร่างสูงก็เว้าวอนข้างๆหู ไรผมสีอ่อนชื้นไคล้เหงื่อถูกเกลี่ยเช็ดแผ่วเบา มินฮยอกกดจูบเป็นการอ้อนวอนอีกครั้งที่หน้าผากสวยแต่จงฮยอนก็ส่ายหน้าเหมือน กับทุกครั้ง ร่างบางยันตัวเองลุกขึ้นผลักอีกคนออกพร้อมดึงเสื้อผ้าให้อยู่ในปกติ เห็นว่ามินฮยอกมีสีหน้าทรมานเช่นไรหัวใจก็พลอยเจ็บไปด้วยไม่ได้

แต่การจะให้เอาหัวใจตัวเองมาแลกกับความต้องการชั่วครั้งชั่วคราวแบบนี้ มันคงจะไม่คุ้มเท่าไร

“จงฮยอน ถ้ายังไม่มีใครมาอยู่ด้วยกันมั้ย?”

“พูด อะไรออกมารู้ตัวรึเปล่า?” ถูกเจ้าของห้องรั้งไว้ไม่ให้ลุกหนี มินฮยอกดึงร่างบางให้ลงมานั่งข้างๆกัน บังคับให้อีกคนหันมามองกันขณะพูดในสิ่งที่ไม่เคยคิดพูดมาก่อน

“อาทิตย์หน้าฉันต้องไปถ่ายละครต่างจังหวัดสามวันจะกลับมาคืนคริสมาสต์ถ้านายตกลง เรามาฉลองวันคริสมาสต์ด้วยกันนะ”

“ไม่แกล้งแล้วก็ได้ ขอนอนตักเฉยๆนะเดี๋ยวต้องไปทำงานแล้ว”

“จงฮยอน วันคริสมาสต์มาค้างที่นี่นะ”

“ถ้ามาเดี๋ยวก็เห็นเองแหละน่า”

“รับปากก่อนไม่ได้เหรอ?”

“กบ อกว่าถ้ามาก็เห็นเอง นอนนิ่งๆสิมันเจ็บ” จงฮยอนดึงหน้าคนที่นอนตักตัวเองแล้วเอาหน้าหล่อๆมาคลอเคลียตรงท้องออก รอยยิ้มกว้างจากคนถูกบ่นประดับบนใบหน้าส่งให้ผิวแก้มของจงฮยอนซับสีเลือด ขึ้นอีกครั้ง คำพูดที่อ่อนโยนกว่าครั้งไหนๆการกระทำที่ฉุดให้แอบสุขหัวใจกว่าครั้งก่อนๆ กำลังทำให้จงฮยอนเหมือนถูกฟองอากาศพยุงให้ลอยสูงขึ้นๆ

ความ เงียบถูกปกคลุมอีกคราเมื่อคนตื้อหนักๆหลับฟุบไปกับตักตัวเอง จงฮยอนหรี่เสียงทีวีเบาลงจนแทบไม่ได้ยินไม่อยากให้มันก่อกวนการนอนกลางวัน แบบจริงจังของมินฮยอก ก็แค่อยากเห็นอีกคนตื่นมาโดยไม่งอแงและพร้อมไปลุยงานในตอนเย็น… ก็เท่านั้น

ตอนนี้ยังปราศจากซึ่งคำตอบใดใดให้คนบนตัก…
แต่กระดาษคำตอบในหัวใจของจงฮยอนก็คงไม่ว่างเปล่าในวันที่ต้องส่ง
เตรียมรับคำตอบของฉันดีๆแล้วกันมินฮยอก… และฉันหวังจะได้เห็นรอยยิ้มของเรา

ในวันที่กระดาษคำตอบของฉันอยู่ในมือนาย…

==#==#==# Don’t say goodbye #==#==#==

“ไหงวันนี้ถึงมาเล่นที่ร้านฉันได้ว่ะ?”

“ก็ว่าง”

“ไอ้ ดารานั่นไม่ว่างมากกว่า” นิ้วที่กำลังตั้งสายกีตาร์ชะงักเงยหน้าขึ้นมองเพื่อนซึ่งเป็นลูกชายเจ้าของ ผับแห่งนี้ อีจองชินยักไหล่ไม่ใส่ใจรู้ว่าต่อให้ปากแมวมากว่านี้เพื่อนตัวบางที่วันนี้ ครึ้มอกครึ้มใจมาเล่นดนตรีให้ผับเขาก็ไม่เสยหมัดใส่มาแน่นอน…

“พรุ่งนี้เค้าต้องไปถ่ายละครที่คังวันโดต้องออกแต่เช้ามืด ไม่อยากไปกวน”

“เห้ย! แต่นายก็แค่ไปนอนเฉยๆไม่ใช่เหรอ กวนตรงไหนว่ะหรือว่ามีอะไรมากกว่านั้น?” อยู่ๆเสียงเย้าแหย่นั้นก็ทำเป็นจริงจังทำให้จงฮยอนหลุบตาหนี เพื่อนที่มหา’ลัยมีเป็นสิบแต่มีจองชินคนเดียวที่รู้ว่างานพิเศษที่ไม่น่า เล่าให้คนอื่นฟังของตัวเองคือการเป็นเพื่อนคลายเหงาให้กับดาราชื่อดัง…

“ฉันไม่มีวันมีอะไรกับคนที่ฉันไม่ได้รักหรอก ไม่เชื่อกันเหรอ?”

“ก็เพราะเชื่อไงถึงต้องถาม นี่ดูไม่ออกเหรอว่าตัวเองชอบไอ้ดารานั่นเข้าแล้ว”

“ติ๊งต๊องน่าจองชิน ฉันแค่ทำงานให้เค้าเฉยๆ”

“ถ้าหมอนั่นมันดีจริงก็ไม่เสียหายอะไรนี่หว่า”

“คิว ต่อไปแล้ว พร้อมยัง?” อีกฟากหนึ่งของห้องโถงหลังเวทีมีผู้ชายคนหนึ่งกำลังโหวกเหวกเรียกเขากับจอง ชินให้เตรียมขึ้นโชว์ จงฮยอนได้โอกาสที่จะหลบเลี่ยงบทสนทนาที่เริ่มอึกอักตอบเพื่อนตัวเองไม่ถูก ร่างบางฉวยลุกขึ้นเดินไปเตรียมขึ้นเวทีโดยมีจองชินเดินส่ายหัวตามมาสบทบ การเล่นดนตรีผ่านพ้นไปด้วยดีแม้จะมาไม่บ่อยเหมือนช่วงเรียนปีหนึ่งปีสองแต่ จงฮยอนก็ไม่เคยขาดการเล่นดนตรีที่ร้านนี้นานเป็นเดือนๆเพราะเมื่อไรที่มิ นฮยอกมีคิวงานรัดตัวหรือไปทำงานต่างจังหวัด เขาก็มักจะโผล่มาเป็นส่วนหนึ่งของร้านนี้ประจำ

แต่ขณะก้าวลงจากเวทีมือของใครบางคนก็มาคว้าตัวเขาไป…

“เล่นดนตรีที่นี่เองเหรอ?”

“ทำไมไม่รีบนอน พรุ่งนี้ต้องเดินทางแต่เช้าไม่ใช่รึไง?”

“เพิ่ง คุยงานเสร็จเมื่อกี้เองเลยแวะมาหาอะไรดื่มกับพี่ยงฮวาก่อน ต้องเล่นอีกรึเปล่า?” เดิมทีไม่ได้รู้ไปเสียหมดว่าจงฮยอนรับจ๊อบอะไรบ้างนอกเหนืองานที่ทำให้ตัว เองแต่ด้วยความที่เจอกันบ่อยๆจนกลายเป็นคนคุ้นเคยจึงทำให้พอรู้ว่าอีกคนเป็น นักดนตรีสมัครเล่นให้ที่ผับของเพื่อนสนิท

จงฮยอนส่ายหน้าพลางแกะมือ ที่โอบเอวตัวเองออก สถานที่แบบนี้การกระทำเช่นนี้ของมินฮยอกคงไม่เหมาะเท่าไรแต่เจ้าตัวก็กลับ เพิกเฉยฉวยดึงร่างบางเขาไปที่โต๊ะที่เปิดไว้จับให้นั่งข้างๆกัน

“ไปค้างที่ห้องฉันนะ เดี๋ยวไม่ได้เจอกันตั้งหลายวัน”

“พรุ่งนี้นายต้องไปแต่เช้ามืดไม่ใช่เหรอ ฉันไม่อยากไปกวน”

“ไป ก็กวนไม่ไปก็กวนเหมือนกันแหละ” นักแสดงสุดหล่อชงเหล้าแก้วใหม่ส่งมาให้ ท้าวแขนกับโต๊ะยื่นหน้าเข้ามาใกล้ จงฮยอนเอียงคอมองนึกฉุนไม่น้อยกับการที่มินฮยอกว่าตัวเองเป็นตัวก่อกวนไม่ ว่ายามเจอหน้าหรือต้องห่างกัน

“ไม่ไปก็กวนใจไปก็กวนใจ… เหมือนกัน”

“งั้นฉันไม่ไปก็ได้ เดี๋ยวต้องไปเก็บของแล้ว”

“งอนเหรอ?”

“มินฮยอก”

“หือม์?”

“ต้อง การอะไรกันแน่?” จงฮยอนปัดมือคนที่รั้งเอวตัวเองไว้ทันทีที่ฟึดฟัดจะเดินกลับไปหลังร้าน มินฮยอกดึงคนหน้าบึ้งไว้ในหว่างขาตัวเองโอบเอวบางไม่ยอมให้หนีไปไหน ใบหน้าหล่อเหลาเงยขึ้นก่อนจะยิ้มกว้างออกมา

“ก็ต้องการคนกวนใจคนนี้กลับไปห้องด้วยกัน”

รถ ยนต์สีบร้อนซ์แล่นฉิวบนถนนใจกลางกรุงโซลโดยมีสารถีนามว่ายงฮวาบังคับพวก มาลัยอย่างระมัดระวังพอถูกพ่อดาราคิวทองเอ่ยชวนตรงๆอีกครั้งก็อึกอักอยู่ ครู่หนึ่งจนพี่ยงฮวาที่กลับมานั่งที่โต๊ะสำทับชวนไปค้างที่ห้องอีกคน มารู้ตัวอีกทีจงฮยอนก็นั่งหน้าสวยอยู่ทางเบาะหลังของรถเสียแล้ว

“นาย ไปอาบน้ำเหอะเดี๋ยวฉันจัดกระเป๋าให้” พอขึ้นมาบนห้องร่างบางก็ตีหน้ายุ่งเมื่อพบว่ากระเป๋าของคนที่ต้องเดินทางไป ถ่ายละครที่ต่างจังหวัดสามวันเต็มๆยังว่างเปล่า จงฮยอนไล่เจ้าของห้องไปอาบน้ำก่อนเตรียมเสื้อผ้าที่อีกคนน่าจะต้องใช้ในช่วง เวลาสามวันที่ไปต่างจังหวัดให้หลังมินฮยอกผลุบหายเข้าไปในห้องน้ำราวๆยี่สิบ นาทีก็เดินอารมณ์ดีพร้อมผิวปากออกมาพอเห็นว่าจงฮยอนเตรียมชุดนอนไว้ให้ก็ตบ รางวัลด้วยหอมฟอดใหญ่ให้หนึ่งฟอด

“ชักจะพร่ำเพื่อไปแล้วนะ” มือบางดันอกกว้างๆของอีกคนออกตีหน้ายุ่งใส่เรียกเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอของ มินฮยอกได้ดีทีเดียวแต่ก็ไม่อยากรั้งตัวอีกคนไว้ให้ตัวเองลวนลามตามใจต้อง การนานเพราะไม่เช่นนั้นกว่าจะได้นอนกอดกันบนเตียงคงปาเข้าไปรุ่งสางพอดี

“หลับ แล้วเหรอ” จงฮยอนที่เพิ่งปีนขึ้นเตียงมาหลังอาบน้ำเสร็จสบถหงุงหงิงใส่คนที่ขอให้มา ค้างด้วยกันที่นอนซุกตัวราวกับเด็กใต้ผ้าห่มผืนหนา นั่งค่อนขอดในใจครู่หนึ่งก็มุดตัวเข้าไปใต้ผ้าห่มผืนเดียวกับอีกคน มินฮยอกขยับตัวเล็กน้อยเมื่อมีคนก่อกวนการนอนของตัวเองพลิกตัวนอนหงายปล่อย ให้อีกคนเก้อนึกว่าแขนยาวๆจะดึงเข้าไปกอดเหมือนกับทุกวัน

คราวนี้มินฮยอกถึงกับหลับเป็นตาย
คงเพราะงานละครที่เร่งจะปิดกล้อง

“ตา บ้าเอ้ย” ผ่านไปราวห้านาทีที่จ้องเสี้ยวหน้าด้านข้างคนหลับซึ่งไม่มีท่าทีว่าจะตื่นมา แล้วเฉลยว่าเมื่อกี้ก็แค่แกล้งหลับ จงฮยอนถอดใจจนสุดท้ายก็เขยิบเข้าไปเบียดใกล้ๆวาดแขนไปกอดอีกคนไว้ หัวใจสั่นมากกว่าทุกครั้ง… มากกว่าเวลาถูกมินฮยอกกอด

นี่เรากำลังกอดมินฮยอกอย่างนั้นเหรอ?

จง ฮยอนได้ยินเสียงอีกคนอึมอัมในลำคอเหมือนรู้สึกได้ถึงการยุกยิกของคนใต้ผ้า ห่มผืนเดียวกันแต่ก็หลับเป็นตายต่อไป อะไรกันนี่ถ้าไม่ใช่เขาแต่เป็นคนอื่นมาแอบกอดมินฮยอกตอนหลับเจ้าตัวก็จะไม่ รู้เรื่องแบบนี้น่ะเหรอ ชักไม่น่าไว้ใจจริงๆ ให้ตายสิ

ค่ำคืนในฤดูหนาวผ่านพ้นไปอีกวัน
ท่ามกลางความอบอุ่นใต้ผ้าห่มผืนเดิม
ก่อนดวงอาทิตย์จะมาเปลี่ยนเวรกับพระจันทร์
ขอให้ความอบอุ่นนี้ห่อหุ้มให้เขาสองคนอุ่นตลอดคืนด้วยเถอะ

ปิ๊บๆๆ

จง ฮยอนค่อยๆปรือตาขึ้นเสียงรำคาญหูที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหมอน จำได้ว่ามันเป็นเสียงข้อความในมือถือตัวเอง สะลึมสะลือควานหาเข้ามาใต้ผ้าห่มก่อนกดอ่านอย่างงัวเงียๆแล้วก็ต้องเบิก ตากว้างเมื่อไล่อ่านข้อความรับรุ่งอรุณของตัวเองชัดๆ

‘เมื่อคืนง่วงไม่ทันได้ทำอะไรเลย TT แต่หวังว่าคืนคริสมาสจงฮยอนจะมานะ
ถ้าให้ดีใส่ชุดแซนตี้มาด้วยล่ะ ตื่นไปเรียนได้แล้วแมวขี้เซา(กอด)’

ร่าง บางทำหน้างอง้ำใส่มือถือตัวเอง ดูสิดูอีกคนทำให้หงุดหงิดตั้งแต่เมื่อคืนที่ลากมาค้างด้วยแต่ก็ชิ่งหลับไป ก่อนพอเช้ามายังทิ้งไว้เพียงเตียงที่ว่างเปล่ามิหน้ำซ้ำยังส่งข้อความมากวน ใจแต่เช้าอีก จงฮยอนมองไปรอบๆห้องกระเป๋าที่ตัวเองจัดให้อีกคนเมื่อคืนหายไปแล้วพอหลุบตา ดูเวลาในจอมือถืออีกทีจึงรู้ว่าเกือบแปดโมงแล้ว มินฮยอกคงลุกไปตั้งแต่เช้ามืด…

อีกสามวันกว่าจะได้เจอกัน
อีกสามวันกว่าจะได้ให้คำตอบ
และอีกตั้งสามวันกว่าจะได้พบคนที่กวนหัวใจเขาสิ้นดี

วันนี้ พอออกจากห้องของมินฮยอกมาก็ตรงไปมหา’ลัยเจอเข้ากับจองชินที่นั่งกอดอกรอท่า อยู่ที่โต๊ะเรียน เมื่อคืนเจ้าเพื่อนซี้คงฉุนน่าดูที่จู่ๆเขาก็ขอตัวกลับกะทันหันแถมไม่ทันได้ ร่ำลากันด้วยซ้ำ จองชินท้าวคางอ่านหนังสือไปเรื่อย

“เมื่อคืนโทษทีนะจองชิน ที่กลับก่อน”

“ไม่ยกโทษให้จะง้อต่อป่ะล่ะ เดี๋ยวนี้เห็นคนอื่นดีกว่าเพื่อนตัวเองนะ”

“บ้าสิ ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นสักหน่อยอีกอย่างมินฮยอกก็ไม่ใช่คนอื่นด้วย”

“นั่นไง ยอมรับออกมาแล้วว่าคิดอะไรกับไอ้ดารานั่นจริงๆ”

“ก็ คงงั้น” จงฮยอนนั่งฉับลงข้างๆหยิบหนังสือขึ้นมาจากกระเป๋าและพยักหน้าหงึกๆเล่นเอา จองชินที่ตั้งใจแกล้งให้เพื่อนอายเล่นถึงกับตาค้าง เอาเข้าแล้วไง เพื่อนเขากำลังมีความรักจริงๆเหรอเนี่ย

“เอ่อ เดี๋ยววันนี้ฉันไปเล่นที่ร้านให้นะพรุ่งนี้ก็ด้วย มะรืนด้วย”

“ไอ้ดารานั่นไม่ว่างอ่ะดิ?”

“อือ เค้าไปถ่ายละครต่างจังหวัดสามวันกลับมาวันคริสมาสโน้น”

“ไว้จะบอกพ่อให้แล้วกันจะได้ล๊อกคิวไว้ให้”

หิมะแรกของปีโปรยลงมาจากท้องฟ้าเมื่อสองวันก่อน
ยิ่งทำให้จงฮยอนรู้สึกหนาวขึ้นมากกว่าเก่า… เพราะคนที่อยากให้กอดไม่อยู่

เสียง เพลงคริสมาสดังทั่วทุกมุมถนน ร่วงร้านต่างๆติดไฟประดับพร้อมยิ้มรับกับลูกค้าที่เนื่องแน่นจนเต็มร้าน วันนี้เป็นวันคริสมาสต์วันที่ใครๆหลายคนรอคอยรวมทั้งอีจงฮยอนคนนี้ด้วย…

ร่าง บางวางของสดที่ซื้อมาจากซุปเปอร์ลงบนเคาว์เตอร์ในครัวในของห้องมินฮยอก เจ้าตัวบอกว่าคงจะถึงโซลประมาณสองทุ่มฉะนั้นจึงรีบมาเตรียมมื้อค่ำเพื่อรอคน ที่โหมทำงานที่ต่างจังหวัดกลับมากินด้วยกัน จงฮยอนเลือกทำสปาเกตตี้ซึ่งเป็นของโปรดของมินฮยอกพอตระเตรียมเสร็จก็เตรียม ไวน์ออกมาแช่ไว้ในถังน้ำแข็ง จัดจานสอบใบไว้บนโต๊ะและแอบเตรียมจานไว้ให้พี่ยงฮวายกเข้าไปกินในห้องส่วน ตัวของพี่เขาอีกหนึ่งใบ

หวังว่าพี่ยงฮวาคงเข้าใจไม่งอแงขอนั่งเป็นบุคคลที่สามของมืออาหารในคืนนี้

จง ฮยอนมองเงาตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจก หมุนซ้ายหมุนขวาดูเป็นรอบที่สามแล้วตั้งแต่อาบน้ำและนำเสื้อตัวนี้มาใส่ เสื้อที่เพิ่งไปซื้อมาใหม่เพียงเห็นว่ามันเป็นสีแดงสด ตอนไปเดินดูก็มีแบบในใจว่าอยากได้ประมาณนี้ เสื้อแขนยาวที่ชายเสื้อปิดไปถึงโค่นต้นขา หมวกฮูดสีเดียวกับตัวเสื้อที่มีขนฟูๆสีขาวประดับอยู่รอบฮูด… มันน่าจะแทนกับชุดแซนตี้ที่อีกคนอยากให้ใส่ในวันนี้ได้อยู่

ก็แค่อยากให้อีกคนดีใจ
ที่ขอแล้วเขาเต็มใจทำให้
แม้จะเปลี่ยนจากแซนตี้แสนสวย
มาเป็นเซอร์ไพร์สจากเขาในชุดที่ชีวิตนี้ไม่เคยคิดใส่ให้ใครดู

จง ฮยอนดึงๆชายเสื้อลงอีกเมื่อความเย็นจากอุณหภูมิติดลบเริ่มเกาะที่ผิวบริเวณ ต้นขาเพราะร่างกายมีเพียงเสื้อคลุมตัวยาวสีแดงตัวนี้ตัวเดียวจนเสียงกุกกัก ดังมาจากหน้าประตูใหญ่จึงทำให้รู้ว่าเจ้าของห้องคงกลับมาแล้ว

ทุกครั้งหากไม่ได้เผลอหลับไปก่อนก็จะเดินออกไปรับอีกคนพร้อมรอยยิ้ม
แต่ชุดที่ตัวเองใส่อยู่ตอนนี้ก็คงไม่เหมาะที่จะตีหน้าเฉยแล้วเดินออกไปเท่าไร

เกรงว่าไม่ใช่เพียงมินฮยอกที่จะตกใจ พี่ยงฮวาก็อาจช๊อกไปด้วยเหมือนกัน

หัวใจ ของจงฮยอนเต้นแรงขึ้นเมื่อได้ยินเสียงย้ำเท้าเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าห้องและ พอประตูถูกเปิดเข้ามาก็รอส่งยิ้มหวานให้กับคนที่ไม่เจอหน้ากันมาสามวันเต็มๆ

“เมอร์รี่คริสต์มาส”

“จงฮยอน เอ่อ…”

“มีอะไรรึเปล่ามินฮยอก?”

“คือ…” เห็นอีกคนอึกอักๆ มือบางก็ยิ่งดึงชายเสื้อตัวเองลงอีกเดินเข้าไปหาคนที่ยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่ยอมเข้ามา มินฮยอกมีสีหน้าเครียดขรึมและดูลำบากใจกับการเปิดประตูมาแล้วพบว่าเขาถือ วิสาสะมารออยู่ ฝ่ามือกว้างรั้งแขนเพรียวไว้และขอร้องให้แต่งตัวให้เรียบร้อยกว่านี้

“อย่าเพิ่งออกไปแต่งตัวให้ดีๆก่อน”

“ทำไม?”

“……….”

“โทษ ทีค่ะๆ” เพราะรอให้อีกคนตอบถึงเหตุผลที่ต้องการให้เขาจบเซอร์ไพร์สลงง่ายๆจึงทำให้ ใครบางคนเดินเก้ๆกังๆตามมาดูและเสียงร้องตกใจก็ดังขึ้นเมื่อคนๆนั้นเห็นว่า จงฮยอนกำลังอยู่ในชุดที่ล่อแหลมเกินไป มินฮยอกพยักหน้าให้เขาอีกทีก่อนจะปิดลงประตูลงปังราวกับขังตัวเขาไว้ในห้องๆ นั้นเพียงลำพัง จงฮยอนเดินไปหยิบกางเกงยีนส์ขึ้นมาใส่และออกจากห้องตรงไปยังโต๊ะกินข้าวที่ มีจานอาหารและไวน์ขวดใหญ่แช่อยู่ในถัง…

ขาเรียวก้าวดุ่มๆไป ถึงก็ยกจานที่มีสปาเกตตี้พูนจานทั้งสองใบนั้นเทลงถังขยะและตามด้วยไวน์ขวด ใหญ่ขวดนั้น จงฮยอนทิ้งสิ่งที่เตรียมไว้ฉลองคริสต์มาสกับมินฮยอกลงไว้ในถังขยะก่อนจะเดิน ไปคว้ากระเป๋าที่โซฟาและเดินผ่านหญิงสาวแปลกหน้าที่เอาแต่ยืนนิ่งอยู่มุม ห้องไป

“เดี๋ยวจงฮยอน จะไปไหน?”

“ก็นายมีแขก ฉันคงไม่อยู่กวนหรอก ขอโทษนะที่ถือวิสาสะเข้ามา”

“เดี๋ยวก่อนสิ เดี๋ยว!” ฝ่ามือกว้างคว้าไว้ได้เพียงอากาศประตูที่ปิดใส่หน้าได้พาจงฮยอนออกไปแล้ว

“มินฮยอกฉันขอโทษค่ะ คุณรีบตามไปสิ”

“งั้นคุณรอพี่ยงฮวาอยู่นี่นะ เดี๋ยวผมกลับมา”

“ค่ะ” หญิงสาวพยักหน้า ดวงตาฉายความรุ้สึกผิดขึ้นมาอย่างท่วมท้นและเธอก็เห็นเช่นกันว่าดวงตาของมิ นฮยอกก็กำลังรู้สึกผิดเหมือนกัน… ที่ทำให้อีกคนเข้าใจผิด

“อ้าว จงฮยอนจะไปไหน เอ๋ วันนี้แต่งตัวน่ารักจัง เฮ้ เดี๋ยวสิๆ” ยงฮวาที่เพิ่งขึ้นลิฟท์มาร้องทักคนที่สวนตัวเองเข้าไปด้านในนิ้วสวยรัวกด ลิฟท์ให้ปิดโดยเร็วและไม่โต้ตอบอะไรเขาสักคำ ชายหนุ่มส่ายหัวงงๆจนมินฮยอกวิ่งกระหืดกระหอบตามมา

“จงฮยอนล่ะพี่?”

“ลงลิฟท์ไปแล้ว เกิดอะไรขึ้น?”

“จงฮยอนเข้าใจผิด คงคิดว่าซอฮยอนเป็นแฟนผม”

“บ้า แล้ว รีบตามไปอธิบายเลย เร็วๆสิ” คนโตกว่ารุนหลังมินฮยอกให้เข้าลิฟท์เปล่าอีกตัวเพื่อรีบตามไปง้อแซนตี้เสื้อ แดงที่ตีหน้าบึ้งและเกือบเดินชนเขาไปเมื่อกี้ มินฮยอกสั่งตัวเองให้ใจเย็นๆแม้ไฟที่กระพริบที่ปุ่มหมายเลขชั้นมันจะช้าจน เขาหงุดหงิด

ภาพของจงฮยอนในชุดเสื้อแขนยาวสีแดงตัวยาวตอนที่เปิด ประตูห้องนอนเข้าไปยังติดตาไม่หายแต่เสียดายที่ตัวเองต้องเป็นคนสั่งให้แต่ง ตัวให้เรียบร้อยกว่านั้นทั้งที่ในใจแทบอยากวิ่งเข้าอุ้มอีกคนโยนลงเตียงและ หอมสักสิบฟอดแรงๆเป็นรางวัลที่ทำตามที่เขาขอไว้ก่อนไปคังวันโด

‘คืนคริสต์มาสมาค้างที่นี่นะ’
‘ถ้าให้ดีใส่ชุดแซนตี้มาด้วยล่ะ’

รู้ ว่าอาหารหอมกรุ่นที่ตั้งอยู่บนโต๊ะพร้อมไวน์จงฮยอนเป็นคนทำ รู้ว่าเสื้อแขนยาวสีแดงตัวเดียวที่รอบหมวกฮูดติดขนฟูๆสีขาว… ทั้งหมดนั้นจงฮยอนตั้งใจทำไว้เพื่อเขาแต่ทุกอย่างกลับพังลงไม่เป็นท่าแค่จง ฮยอนได้เข้าใจมันผิดทั้งหมด

“จงฮยอนฟังฉันพูดก่อน” มินฮยอกวิ่งไปคว้าคนที่กำลังจะเดินพ้นหน้าคอนโดเขาไป จงฮยอนตวัดหน้ามามอง นัยน์ตาคู่สวยจ้องเขม็งก่อนจะสะบัดแขนตัวเองออก

“ตามมาทำไมเดี๋ยวแฟนนายก็โกรธหรอก?”

“โกรธจริงเหรอ?”

“เอ๊ะ! อย่ามายั่วโมโหกันนะ ปล่อย!”

“หึง กันเหรอ หือม์?” ไฟหลากสีที่ติดประดับประดาบริเวณคอนโดส่องสว่างไปทั่ว มันอาบตัวจงฮยอนให้ยิ่งดูสวยและน่ามองกว่าสิ่งอื่นๆที่อยู่ร่ายรอบ มือกว้างเอื้อมไปจับหมวกฮูดบนตัวของอีกคนคลุมหัวจัดแจงให้มันพอเหมาะพอดี ก่อนจะระบายยิ้มออกมา

“ใส่แบบนี้น่ารักดี ขอบคุณนะ”

“ขอบคุณ อะไร ฉันไม่ได้ทำเพื่อนาย อ๊ะ!” บอกปัดในคำขอบคุณของอีกคน ปฏิเสธว่าสิ่งที่ทำไปทั้งหมดไม่ได้ทำเพื่อกันแต่มินฮยอกก็เอาแต่ยิ้มและดึง เข้าไปกอดไม่ทันตั้งตัว

“ผู้หญิงคนเมื่อกี้เป็นแฟนพี่ยงฮวา หายงอนกันนะ”

“จริงเหรอ?”

“ฉันไม่ตีท้ายครัวพี่ชายตัวเองหรอกน่าแล้วอีกอย่างแฟนฉันก็น่ารักออกขนาดนี้”

“ใครแฟนนาย?”

“ก็ คนนี้ไง” ร่างสูงผละออกแนบหน้าผากตัวเองกับหน้าผากคนที่ใบหน้าถูกล้อมกรอบด้วยขนฟูๆสี ขาวจากหมวกฮูด สายตาประสานกันสายตาที่อ่านใจของอีกฝ่ายออกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ส่งให้ผิว แก้มขึ้นสีจัดอย่างชัดเจน

“เดี๋ยวค่อยว่ากันต่อแต่ตอนนี้ขึ้นไปข้างบนก่อนมั้ย พี่ยงฮวากับซอฮยอนคงรอเราสองคนอยู่”

ความ อุ่นที่มือส่งผ่านไปถึงหัวใจ นัยน์ตาสวยหลุบมองเจ้าของฝ่ามือที่กอบกุมมือตัวเองตลอดทางขึ้นไปชั้นบน ครั้นพอเข้าไปในลิฟท์ก็ถูกดึงเข้าไปกอดไว้หมับโดยที่มินฮยอกเอาแต่เอ่ยอ้าง ว่าเป็นเพราะจงฮยอนที่หึงหวงไม่เข้าท่าและวิ่งทะเล่อทะล่าพากันออกมาโต้ลม หนาวทั้งที่ไม่ควรจะเป็นกว่าจะถูกปล่อยเป็นอิสระตอนลิฟท์พาขึ้นมาถึงชั้นที่ต้องการ

“ปล่อยมือก่อนก็ได้”

“แฟน กันเดินจับมือกันไม่เห็นเป็นไรเลย” คนที่เดินนำอยู่ข้างหน้ากุมมือกันแน่นขึ้น ประกายพราวในดวงตาดูอิ่มอกใจขณะที่พูดไปเรื่อย จงฮยอนจึงต้องเดินให้อีกคนจับจูงไปอย่างว่าง่ายเพราะเถียงอะไรไปก็แพ้เสีย หมด ห้องที่คุ้นเคยปรากฏอยู่เบื้องหน้าจงฮยอนถูกพาเข้ามาอีกครั้งแต่ทว่าครั้ง นี้ถูกพาเข้ามาโดยเจ้าของห้อง มินฮยอกจูงมือคนที่ปิดปากเงียบตั้งแต่รู้ว่าตัวเองได้ปล่อยไก่ตัวโตกับ เรื่องเข้าใจผิดๆเหล่านั้นไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าพี่ยงฮวากับแฟนสาว

“ผม กับจงฮยอน เราเป็นแฟนกันแล้วนะฮะ” พอมินฮยอกพูดไปเท่านั้นแหละร่างบางก็พยายามชักมือกลับเริ่มสู้สายตาของสักขี พยานที่อีกคนพามาบอกกล่าวไม่ไหว พี่ยงฮวาหลุดหยิ้มออกมาแต่ก็แกล้งตีหน้าเรียบเฉยไม่อยากเย้าแหย่ให้แฟนน้อง ตัวเองต้องอายหนักไปกว่านี้ หญิงสาวเพียงหนึ่งเดียวสืบเท้าเข้ามาใกล้ เอียงคอมองคนที่ถูกมินฮยอกกุมมือไว้ราวกับหวงแหนหนักหนา

“ฉันชื่อซอฮยอนเป็นแฟนของพี่ยงฮวาค่ะ ขอโทษด้วยนะค่ะที่ทำให้เข้าใจผิด”

“ผมต่างหากที่ต้องขอโทษ ไม่ถามให้ดีก่อน ขอโทษด้วยนะครับ”

“ไม่ เป็นไรค่ะ” ซอฮยอนส่ายหน้าให้พร้อมรอยยิ้ม เธอหันไปมองหน้าคนรักตัวเองแล้วอดเขินแทนกับสายตาหยอกเย้าที่ยงฮวาส่งให้จง ฮยอนไม่ได้แต่เอาเข้าจริงอากัปกริยาตอนนี้ของจงฮยอนที่ก้มหน้างุดยึกๆยื้อๆ จะชักมือออกแต่มินฮยอกก็ไม่ยอม… น่ารักจริงๆน่ารักกว่าผู้หญิงบางคนทำเสียอีก

“แต่นายจะไหวเหรอมิ นฮยอก ท่าทางจะหึงโหดน่าดู” หยอกเย้าด้วยสายตาไม่พอยังทำทีเป็นถามลองเชิงน้องชายตัวเองพลางพยักเพยิด หน้าไปยังถังขยะที่ขวดไวน์ที่ยังไม่มีรอยเปิดโผล่พ้นออกมา จงฮยอนยิ่งรู้สึกอายกันไปอีกยกใหญ่ ซอฮยอนคงเล่าวีระกรรมก่อนที่ตัวเองจะปึงปังออกจากห้องไปให้พี่ยงฮวาฟังหมด แล้ว

“อันนั้นผมไม่ได้ตั้งใจนี่ฮะ”

“พี่ก็ยังม่าว่าอะไรเลย ว่าแต่ไม่เหลือไว้ให้กินบ้างเหรอ?” เมื่อเห็นอีกคนเริ่มออกตัวก็เลิกราจะแกล้งต่อแต่ไม่วายถามถึงมื้ออาหารที่ ใช้จะเติมท้องสำหรับค่ำคืนนี้ จงฮยอนพยักหน้าหงึกท่ำท่าจะไปในครัวทันทีที่บอกว่ายังพอมีของสดกับเส้นที่ ยังไม่ได้ลวกเหลืออยู่พร้อมขันอาสาจะทำให้ใหม่แต่มินฮยอกก็รั้งตัวไว้ไม่ยอม ให้ไป

“ถ้าพี่หิวก็ให้ซอฮยอนทำให้สิฮะผมมีเรื่องต้องคุยกับจงฮยอน ขอตัวก่อนนะฮะ”

“เห้ย! อะไรของนายมินฮยอก แค่นี้ทำหวง”

“โทษ ทีนะครับคุณพี่ชาย วันนี้น้องขอหนึ่งวันล่ะกัน ไปในห้องกันเถอะ” มินฮยอกยักคิ้วลิ่วตาให้พี่ชายตัวเองที่โวยออกมาแต่มีหรือที่เขาจะสนใจ ร่างสูงลากตัวคนที่ยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกตรงไปยังห้องนอน พออยู่ด้วยกันตามลำพังจงฮยอนก็เริ่มอึกอักทำอะไรไม่ถูก

ก็อีกคนประกาศป่าวๆไปแล้วว่า… ระหว่างเราเป็นแฟนกันแล้ว

“ออ ออกไปกินข้าวก่อนดีมั้ย เดี๋ยวพี่ยงฮวาไม่พอใจนะ”

“ไม่ หิวอ่ะ มานั่งตรงนี้สิ” เจ้าของห้องเดินไปนั่งที่เตียงพลางตบที่ข้างๆเรียกให้อีกคนไปนั่ง จงฮยอนกรอกตาไปมาครู่หนึ่งก่อนเดินไปนั่งลงข้างๆ ไม่เชิงว่าอึดอัดแต่กำลังวางตัวลำบากก็เท่านั้น จำได้ว่าตอนที่มินฮยอกเรียกตัวเองว่าแฟนก็ไม่ได้ขัดออกไป… แล้วการที่ต้องมาอยู่กันตามลำพังในห้องนอนและบนเตียงนอนแบบนี้ ก็ทำให้รู้สึกแตกต่างจากทุกครั้ง

“เอาเสื้อผ้ามาหมดหรือเปล่า?”

“เสื้อผ้าอะไร?”

“ก็ฉันชวนมาอยู่ด้วยกัน ลืมไปแล้วเหรอ?”

“ไม่ได้เอามาแต่เอาไว้คุยกันทีหลังได้มั้ย ตอนนี้ เอ่อ คือ…”

“งั้น ไม่คุยแล้วก็ได้ มานี่มา” พอร่างบางเลี่ยงไปเรื่องอื่นมินฮยอกก็คว้าเอวเข้าไปจับอีกคนให้ลงไปนอนซุก อยู่ในอ้อมกอดตัวเอง ข้างแก้มโดนหอมไปสองสามทีและตามด้วยริมฝีปากอุ่นๆแนบลงมาที่เปลือกตาสองข้าง จุมพิตแผ่วเบาประทับลงบนเปลือกตาบางราวกับมอบความมั่นใจให้

สัญญาณแห่งการเริ่มต้น
และสัญญาหัวใจที่มอบคำว่ารักให้แก่กัน

“มาอยู่ด้วยกันนะ”

“ก็ เอ่อ”

“ก็อะไร หือม?”

“ก็ มาแล้วนี่ไง” เสียงหวานตอบอ้อมแอ้ม ซุกหน้าหนีสายตาวาววับของคนที่ขโมยจูบไปเท่าไรก็ยังไม่หนำใจจนได้ยินเสียงมิ นฮยอกหัวเราะเบาๆในลำคอจึงค้อนใส่เข้าให้ จะอารมณ์ดีอะไรหนักหนากับอีแค่เขาจะยอมมาอยู่ด้วยกัน

“เราเป็นแฟนกันแล้วนะ”

“มั่นใจในตัวฉันแล้วเหรอ?”

“แล้ว จงฮยอนล่ะมั่นใจในตัวฉันแล้วเหรอถึงมาหาฉันวันนี้?” พอย้อนถามไปก็ถูกย้อนกลับมาในรูปประโยคเดียวกัน คำที่อีกคนบอกว่าการให้ตนมาหาในวันนี้ไม่ได้เหมือนกับครั้งก่อนๆมันแฝงด้วย ความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นหลายเท่านัก วันนั้นมินฮยอกไม่ได้ถามด้วยน้ำเสียงยียวนราวกับแหย่กันเล่นๆและรับรู้ได้ ถึงเจตนาที่แท้จริงของอีกคนเช่นเดียวกับวันนี้

‘จงฮยอน วันคริสมาสต์มาค้างที่นี่นะ’

‘จงฮยอน ถ้ายังไม่มีใครมาอยู่ด้วยกันมั้ย?’

‘คืนคริสมาสต์นอนกับฉันได้มั้ย?’

“ถ้ามาอยู่แล้วห้ามไล่แล้วก็ห้ามทิ้งกันนะ”

“ได้ รับปาก” จมูกโด่งกดปลายลงเบาๆกับแก้มขาวจัดที่ตอนนี้มันซับสีเลือดจนดูไม่ต่างจากผิว สาวๆแรกรุ่น โอบรัดร่างบอบบางเข้ามาอย่างหวงแหนก่อนจะกดจูบลึกซึ้งที่กลีบปากสีอ่อน จงฮยอนเริ่มรู้สึกได้ถึงแรงเต้นที่หน้าอกด้านซ้ายของตัวเองที่ดังและแรงขึ้น กว่าทุกวันเมื่อจูบที่อีกคนมอบให้มันมากกว่าทุกครั้ง มือกว้างลูบไล้ที่แผ่นหลังลากต่ำลงไปถึงเนินสะโพก เสียงต่อต้านเบาๆเล็ดลอดออกมาเมื่อจงฮยอนตกใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ใกล้กันจนเป็นเรื่องธรรมดา
กอดกันจนเป็นความเคยชินก็จริง
แต่รู้ว่าทุกครั้งจะหยุดอีกคนได้หากเอ่ยปาก
แต่ทว่าครั้งนี้… ก็จะทำไม่ได้ง่ายๆ

“อือ มินฮยอกเดี๋ยว”

“ขอ ดูชุดแซนตี้ของจงฮยอนอีกครั้งน่า” ที่ท้วงไว้เพราะตะขอกางเกงยีนส์ได้ถูกอีกคนปลดมันเสียแล้วจนถูกรูดลงมาถึง หัวเข่าจึงรู้สึกอายเกินกว่าจะทนมองได้ จงฮยอนหลบตาคนที่ขอดูตัวเองในชุดที่ตั้งใจใส่เซอร์ไพร์สอีกครั้งได้แต่ยอม ให้กางเกงถูกถอดออกตามที่อีกคนต้องการ

ร่างบางลุกขึ้นมานั่งทับขาตัว เองไว้ดึงๆชายเสื้อปิดที่หัวเข่าเมื่อร่างกายเหลือเพียงเสื้อแขนยาวสีแดงตัว เดียวเหมือนกับเมื่อตอนค่ำ นัยน์ตาสวยเบิกกว้าง เม้มปากแน่นเมื่อมินฮยอกจับฮูดที่มีเจ้าขนฟุๆขึ้นสวมไว้บนหัวแล้วเขยิบไป นั่งกอดอกมองพร้อมกับยิ้มอย่างคนอิ่มเอิบใจ

“น่ารักมาก อยากให้ใส่ทุกวันเลย”

“บ้าสิ! ใครจะใส่ทุกวันเล่า พอใจยัง?”

“เดี๋ยว สิ อย่าดึงเสื้อแบบนั้นสิเดี๋ยวมันก็ยืดหมด” มินฮยอกปัดมือบางที่ดึงชายเสื้อลงจนมันจะยืดมากกว่าเก่าพอปัดออกบวกกับแรง ขยุกขยิกตัวของจงฮยอนก็ทำให้ชายเสื้อมันเลิกขึ้นเผยให้เห็นต้นขาขาวๆ ที่ตัดกับเนื้อผ้าสีแดงสด ถามว่ามินฮยอกไม่อยากให้จงฮยอนถอดมันออกจริงๆเหรอก็คงตอบได้ไม่เต็มเสียงนัก เพราะรู้ว่าใต้เสื้อสีแดงตัวนี้คงมีอะไรที่น่ามองกว่าเป็นร้อยเป็นเท่าตัว

ใบหน้าหวานก้มงุด ระเรื่อแดงไปถึงใบหู

แล้ว เสียงอุทานเบาๆก็โผล่งดังขึ้นเมื่อมินฮยอกก้มลงไปจูบที่โค่นต้นขาแบบไม่ให้ รู้ตัว ฝ่ามือบางดันไหล่แข็งแรงออกโดยอัตโนมัตแต่ทว่าเรี่ยวแรงมันพาลอ่อนยวบยาบไป หมดเพราะอะไรก็ไม่รู้

“อือ” จูบเบาๆไล้ขึ้นมา ชายเสื้อสีแดงถูกเลิกขึ้นเรื่อยๆและมือบางต้องยกขึ้นตะปบปากตัวเองเมื่อถูก ดันให้นอนลงโดยมีอีกคนหยอกเอินกับบริเวณโค่นต้นขาด้านใน ปลายลิ้นร้อนๆเล็มเลียช้าๆสลับกับขบเม้มให้เกิดรอยแดงจางๆ ร่างบางสะดุ้งตัวอีกครั้งรู้สึกร้อนวูบไปหมดเมื่อมินฮยอกใช้ปลายลิ้นร้อนๆ นั้นหยอกเอินกับส่วนที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ชั้นในตัวเอง การปลุกเร้าผ่านผ้าเนื้อบางไม่ยากเลยที่จะทำให้อีกคนเตลิดและพร้อมสำหรับ ครั้งแรกระหว่างกันได้ในเวลาชั่วครู่เดียว

“อ๊ะ!” ชั้นในสีขาวถูกถอดออกอย่างง่ายดาย แผ่นหลังบางแอ่นขึ้นตามสะโพกที่ยกขึ้นเพื่อช่วยให้มินฮยอกถอดมันออกได้แต่ ที่เสียงหวานต้องขรมดังออกมาก็เพราะว่าส่วนที่ซุกซ่อนอยู่ใต้ชั้นในก่อนหน้า นี้ถูกอีกคนครอบครองด้วยริมฝีปาก จงฮยอนดิ้นเล็กน้อยตกใจระคนหวาดกลัวนิดๆกับการกระทำของมินฮยอก ไม่เคยคิดภาพที่ถึงเนื้อถึงตัวถึงขั้นนี้กับมินฮยอกมาก่อนพอมาเจอเข้าจริงๆ ก็แทบคิดอะไรไม่ออก สมองมันพร่าเลือนไปหมด

เสียงหวานยิ่งดังขึ้น เมื่อริมฝีปากร้อนๆไม่ได้อ่อนโยนเหมือนตอนแรก มันกระตุ้นและปลุกเร้าจนมือที่ใช้ปิดปากตัวเองไว้ต้องผละไปจิกลงกับที่นอน เพื่อระบายอารมณ์ที่เตลิดไปจนฉุดไม่อยู่ จนกระตุกตัวติดๆกันอยู่อึดใจหนึ่งจึงปล่อยของเหลวสีขาวเข้าไปในโพรงปากของคน ทำให้

“ฉะ ฉันขอโทษมันควบคุมไม่อยู่”

“ก็ยังไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อยแล้วอีกอย่างฉันก็ออกจะดีใจที่ทำให้จงฮยอนมีความสุขได้”

“บ้าจริง! พูดอะไรของนาย” จงฮยอนต่อว่าอย่างเหนื่อยอ่อนยันศอกสองข้างพยุงตัวเองจะลุกขึ้นทว่ามินฮยอกก็ดันให้นอนลงอีกรอบ

“วันนี้ ขอนะ” มินฮยอกค่อยๆถอดเสื้อออกและตามด้วยปลดเข็มขัด จดจ้องดวงตาของคนที่กำลังหาคำตอบให้ รีมฝีปากสีอ่อนเม้มแน่น ใบหน้าแดงจัดอีกครั้งเมื่อมองตามมือที่ปลดตะขอและค่อยๆถอดกางเกงยีนส์ออก

“ไม่ปฏิเสธก็ถือว่าตกลงนะ”

“อืม” แม้ประโยคเมื่อกี้จะโมเมจนนึกหงุดหงิดใจแต่ก็ไม่อยากใจร้ายให้มินฮยอกต้อง ทรมานเหมือนกับทุกครั้ง เกือบหนึ่งปีที่ได้เจอกันได้อยู่ด้วยกันและได้ใกล้ชิดกันมันเลยเถิดจนนับ ครั้งไม่ถ้วนแต่ก็อดนับถือน้ำใจมินฮยอกไม่ได้ที่พอเขาบอกให้หยุดอีกคนก็จะทำ ตามแม้จะชักสีหน้าไม่พอใจหรือบางครั้งก็งอนพอให้เขาเห็นใจอยุ่บ่อยๆ

พอ ร่างกายของคนที่ขอตรงๆเปลือยเปล่าทั้งที่ตัวเองยังมีเสื้อแขนยาวสีแดงสวมไว้ อยู่ก็เขินอายขึ้นมาหนักกว่าเก่า เพิ่งเคยเห็นรูปร่างของมินฮยอกชัดๆความสูงที่ผู้ชายหลายๆคนอิจฉา ไหล่กว้างๆดูแข็งแรง กล้ามแขนที่สมส่วนกับรูปร่างเลยมาถึงแผงอกที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อพอๆกับ หน้าท้องที่เห็นชัดว่าผ่านการออกกำลังกายมาอย่างดี ไม่ได้รู้สึกอิจฉาเลยที่รูปร่างของมินฮยอกดีกว่าของตัวเองแต่ที่รุ้สึกอยู่ คือความเคอะเขินที่ตัวเองกำลังจะตกอยู่ในอ้อมกอดของผุ้ชายคนนี้ต่างหาก

“ทน เจ็บหน่อยนะ” จงฮยอนยิ่งหลบตาหนีเมื่อมินฮยอกแทรกตัวมาตรงหว่างขาตัวเองและจับเรียวขาสอง ข้างแยกออก ไม่กล้ามองว่ามินฮยอกจะทำอะไรต่อแต่รู้สึกได้ว่าปลายนิ้วของมินฮยอกกำลังสอด ใส่เข้ามา ฟันซี่สวยขบแน่น เม้มปากจนปิดสนิทเพราะความเจ็บที่แล่นริ้วทางเบื้องล่างของตัวเอง จงฮยอนหอบแรงๆเมื่อระบายความเจ็บปวดออกทางใดไม่ได้ยิ่งจำนวนมันเพิ่มขึ้น น้ำตาก็ซึมที่ปลายหาตาโดยฉับพลัน

มินฮยอกจับสะโพกของจงฮยอนให้สูงขึ้นเมื่อเห็นว่าร่างบางพร้อมแล้วสำหรับสิ่งที่แตกต่างจากปลายนิ้วของตัวเอง

“ฉันรักจงฮยอนนะ”

“อือ อ๊ะ!!” สิ้นคำบอกรักสิ่งที่สอดใส่เข้ามาก็ทำให้จงฮยอนถึงกับสะดุ้งสุดตัว โถมเข้าหาคนที่คร่อมทับอยู่ด้านบน เรียวแขนโอบล้อมคอมินฮยอกดึงให้อีกคนไม่ทิ้งกันไปไหน เสียงหวานร้องดังมากขึ้นเมื่อการเริ่มต้นระหว่างกันสร้างความเจ็บปวดให้ทั้ง สองฝ่าย มินฮยอกจูบปลายหางตาที่มีน้ำตาซึมออกมาและแนบจูบลงมาที่กลีบปากสีอ่อน ร่างกายที่ต่อต้านและดิ้นหนีการรุกรานเมื่อครู่สงบลงเมื่อเคลิบเคลิ้มกับจูบ ลึกซึ้ง สติราวกับหลุดลอยและไม่รุ้ตัวว่าเคลื่อนสะโพกตามแรงที่ฝ่ามือกว้างขยับให้ไป ตามจังหวะที่จะช่วยส่งให้ความเจ็บบรรเทา เสียงหวานครางฮือทุกครั้งที่มินฮยอกขยับเข้าออกแต่ก็ถูกริดรอนด้วยจูบร้อนๆ ที่ปลุกปลอบให้ทั้งตัวและหัวใจของจงฮยอนโอนอ่อนผ่อนตามอย่างว่าง่าย

แรง รั้งที่วงแขนมากขึ้นเมื่อจังหวะขยับเข้าออกของมินฮยอกเริ่มไม่อ่อนโยนจน เสียงหวานที่ครางฮือมาตลอดหวีดดังออกมา จูบร้อนๆผละออกต่างคนต่างก็กักกลั้นอารมณ์ต่อไปไม่ไหว จงฮยอนหลับตาแน่นเมื่อน้ำเหลวๆสีขาวถูกฉีดเข้ามาในตัวเองก่อนจะทิ้งตัวลงกับ ที่นอน โกยอากาศเข้าปอดเพื่อควบคุมการหายใจให้เป็นปกติ

ไรผมชื้นเหงื่อถูกเกลี่ยเช็ดให้แผ่วเบาตามด้วยจุมพิตอ่อนโยนที่กลางหน้าผาก

“บอกช้าไปหน่อยไม่ว่ากันนะ เมอร์รี่คริสต์มาสครับที่รัก~”

==#==#==# Don’t say goodbye #==#==#==

บน เตียงนอนที่มีผ้าห่มผืนหนาพันกายคนสองคนไว้ถูกเลิกขึ้น คนที่ซุกนอนอยู่กับท่อนแขนแข็งแรงช้อนตาขึ้นมองพร้อมกับส่งผ่านคำถามไปทาง สายตาจนอีกคนตอบออกมาจึงเรียกเสียงหัวเราะใสๆท่ามกลางความมืดในห้องๆนั้น

“หิวอ่ะ”

“งั้นเดี๋ยวฉันทำอะไรให้กิน”

“ลุกไหวเหรอ?”

“ถ้าพูดแบบนี้อีก ฉันจะกลับเดี๋ยวนี้เลย”

“โทษ ทีๆไม่พูดแล้ว งั้นก็ลุกขึ้นสิ ไปหาอะไรกินในครัวกัน” ทั้งที่ออกปากจะลงมือทำของอร่อยๆให้กินแต่พอเขาจะฉุดให้ลุกขึ้นจงฮยอนก็ยื้อ แขนตัวเองไว้ กระพริบตาขึ้นลงคล้ายไม่มั่นใจอะไรสักอย่าง มินฮยอกเลิกคิ้ว

“ทำไมไม่ลุก?”

“พี่ ยงฮวากับซอฮยอนยังอยู่ข้างนอกหรือเปล่า?” ฟังคำตอบจบมินฮยอกก็หัวเราะออกมาจึงโดนคนที่อายสองคนข้างนอกจนไม่ยอมลุกตี เข้าที่แขน ชายหนุ่มลูบรอยที่ถูกตีปอยๆพลางคว้านาฬิกาข้างเตียงมาดู

“เที่ยงคืนกว่าแล้ว คงนอนแล้วมั้ง”

“ซอ ฮยอนค้างที่นี่หรือเปล่า?” แม้เวลาจะเหมาะสมต่อการเข้านอนแต่ก็เกรงว่าหญิงสาวอีกคนอาจจะค้างที่นี่และ อาจบังเอิญเดินออกไปเจอเข้า มินฮยอกดุนลิ้นกับข้างแก้มแม้ไฟในห้องจะปิดสนิทแต่แสงจากพระจันทร์นวลตาที่ สาดส่องเข้ามาก็ทำให้จงฮยอนได้เห็นว่าแฟนหน้าหล่อของตัวเองชักจะทำหน้ายียวน กันเสียแล้ว

“ก็ถ้าพี่ชายฉันแน่ซอฮยอนก็คงค้างแต่ถ้าไม่แน่จริง ผู้หญิงที่ไหนจะยอมค้างด้วย”

“แต่ ฉันว่าพี่กับน้องก็คงไม่ต่างกันเท่าไรหรอกมั้ง?” ร่างบางลุกขึ้นมากอดอกจ้องหน้าแฟนตัวเอง มินฮยอกเอื้อมมือไปบีบแก้มขาวๆของคนที่จับผิดกันอีกแล้วอย่างหมั่นเขี้ยว ก่อนจะฉวยจูบลงที่กลีบปากยู่ๆนั้นให้สมใจ

“จะเหมือนหรือไม่เหมือนก็ช่างแต่ยังไงนายก็รักคนน้องมากกว่าอยู่แล้ว ไม่ใช่เหรอ?”

“ฉันเคยบอกรักนายแล้วหรือไง ตอนไหน จำไม่เห็นได้เลย”

“นั่น สินะ ไม่มีจริงๆด้วย” เสียงยียวนนั้นเศร้าสร้อยลงและอยู่ดีๆมินฮยอกก็ลุกขึ้นไปดื้อๆเดินไปคว้า กางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดมาใส่ลวกๆพลางเร่งให้คนที่ยังนั่งนิ่งบนเตียงลุก ขึ้นมาแต่งตัวเพื่อที่จะได้ออกไปหาอะไรกิน จงฮยอนตะกายลงมาจากเตียงคว้าเสื้อแขนยาวสีแดงตัวเดิมที่ถูกมินฮยอกถอดในที่ สุดบนพื้นมาใส่ เรียวขาก้าวช้าๆเข้าไปหาที่กำลังจะหมุนลูกบิดประตู… เข้าไปซบหน้าและกอดแผ่นหลังกว้างนั้นไว้

“รักสิ ไม่รักจะยอมมาหาวันนี้แล้วก็จะยอมขนเสื้อผ้ามาอยู่ด้วยเหรอ”

“ไหนว่าไม่ได้เอามาไง?” ร่างสูงหันมาถาม จงฮยอนที่เลื่อนแขนกอดไว้ที่เอวหนาระบายยิ้มสวยไปให้

“เอาเสื้อผ้ามาหมดแล้วแล้วก็จัดใส่ตู้ไปหมดแล้วด้วย ไม่รู้แล้วทำมาพูด”

“ขอบคุณนะ”

“ขอบคุณอะไร?”

“ก็ขอบคุณที่ยอมมาอยู่ด้วยกัน”

“ฉันก็ขอบคุณนายเหมือนกัน… ที่ยอมให้ฉันมาอยู่ด้วย”

ทั้ง สองคนแอบย่องออกไปข้างนอกหลังจากจบการขอบคุณที่ซ้ำไปซ้ำมานั้นลงได้และร่าง บางก็เบิกฤกษ์หยิบกางเกงขาสั้นจากตู้เสื้อผ้ามาใช้แต่ก็แทบสะดุ้งโหย่งกัน ทั้งคู่ที่พอเปิดประตูออกไปก็พบว่าทั้งพี่ยงฮวาและซอฮยอนกำลังนั่งอิงแอบแนบ ชิดดูทีวีกันอยู่บนโซฟา พี่ยงฮวาหันควับมาทันทีที่ได้ยินเสียงกุกกักที่เขาสองคนเป็นตัวต้นเหตุ

“นึกว่าจะออกมาพรุ่งนี้เช้าซะอีก หิวกันล่ะสิ?”

“พี่ ยงฮวาก็ อย่าไปแซวสิค่ะ” เป็นซอฮยอนที่ตีแขนคนรักเบาๆเอียงคอมองมายังสองคนที่ยืนเก้ๆกังๆตรงหน้าห้อง เธอยิ้มหวานมาให้พร้อมบอกเสร็จสรรพว่าได้ทำกับข้าวเผื่อไว้ให้แล้ววางอยู่บน โต๊ะ คนที่ทนหิ้วท้องจนถึงเช้าต่อไม่ไหวผงกหัวหงึกๆเชิงขอบคุณก่อนจะเดินตัวลีบ กันทั้งคู่ไปในครัว จัดแจงเวฟพอให้ร้อนและนั่งกินกันเงียบๆสองคน พออิ่มท้องจงฮยอนก็อาสาล้างจานให้เองปล่อยให้มินฮยอกเดินเข้ามานั่งเป็น บุคคลที่สามของพี่ชายตัวเองกับแฟนสาว

“ดูมีความสุขดีนะ”

“อะไรฮะพี่ ผมก็ปกติ”

“หายเข้าไปตั้งแต่สองทุ่มกลับออกมาเที่ยงคืนกว่าเนี่ยนะ ปกติของนาย”

“โอเคๆ มีความสุขดีก็ได้ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องผิดนี่ฮะ ผมกับจงฮยอนเป็นแฟนกันแล้ว”

“ความจริงไม่เห็นต้องรอให้ถึงวันนี้เลย ก็รู้ว่าจงฮยอนคิดยังไงกับตัวเอง”

“เบาๆสิฮะ เดี๋ยวเขาก็ได้ยินหรอก”

“พอ กันทั้งคู่เลย สู้คู่เราก็ไม่ได้ว่ามั้ยซอฮยอน” ยงฮวาส่ายหัวเอือมๆกับการดูเชิงกันไปมาของคู่รักคู่ใหม่แต่พอหันมาจะรั้ง หญิงสาวเข้าไปกอดอวดน้องชายตัวเองก็ถูกเจ้าหล่อนเบี่ยงตัวออก เธอส่ายหน้าเบาๆเชิงไม่อนุญาติให้ยงฮวาทำรุ่มรามต่อหน้าคนอื่น ชายหนุ่มถึงกับคอตกยิ่งหันไปเห็นเจ้าน้องชายตัวเองหัวเราะสะใจก็ได้แต่เขม่น ตาโกรธๆใส่

ดูมัน ตอนหาทางออกให้กับเรื่องตัวเองไม่ได้ก็รี่มาปรึกษา
แต่พอสมหวังดังตั้งใจ เรียบร้อยโรงเรียนเตียงกันไปแล้วก็แปรพรรคเสียแล้ว

ยง ฮวานึกถึงคำที่บอกน้องชายว่าทั้งที่รุ้ว่าจงฮยอนคิดยังไงกับตัวเองแต่ทำไม ต้องโยกโย้ปล่อยเวลาให้มันยื้ดเยื้อมาถึงวันนี้เพราะเขาได้เล่าให้มินฮยอก ฟังจนหมดตั้งแต่หลายเดือนก่อนที่จงฮยอนปฏิเสธเงินค่าจ้างแต่ก็ได้ขอให้เขา ปิดเป็นความลับและให้ร่วมแสดงละครเป็นคนคอยจ่ายเช็คให้ทุกเดือนๆเหมือนปกติ

ไม่ต้องถามก็รู้ว่าที่ไม่ยอมรับค่าจ้างในเดือนหลังๆแถมยังมาหา
มาอยู่เป็นเพื่อนและยอมมานอนให้น้องชายเขากอดแทบทุกวันฟรีๆแบบนั้น

เพราะอะไร…

เจ้าน้องชายเขาก็ตัวดี ตื้อให้เขาเจรจาเรื่องเลิกจ้างจงฮยอนอยู่หลายต่อหลายครั้ง
เพราะสารภาพออกมาตรงๆว่าเริ่มทำใจแข็งหลอกตัวเองว่าไม่อยากแตะต้องตัวจงฮยอนไม่ไหว
แต่เขาเองที่ทำเพิกเฉยและปล่อยให้เด็กสองคนนี้ทรมานกับการไม่ยอมเปิดปากพูดกันตรงๆ
มาตั้งหลายเดือน… จนต่างคนต่างก็ทนไม่ไหว ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองรู้สึกกันในที่สุด

“เสร็จ แล้วมินฮยอก” นั่งดูทีวีกันเงียบๆอยู่ครู่หนึ่งจงฮยอนก็เดินมาหยุดข้างๆบุคคลที่สาม ตั้งแต่แรกอย่างมินฮยอกบอกลาพี่ชายและแฟนสาวก่อนจะเดินโอบเอวอีกคนเข้าห้อง นอนไป

“ดูเหมาะกันดีนะค่ะสองคนนี้” ให้หลังประตูห้องนอนมินฮยอกปิดลงซอฮยอนก็กล่าวขึ้นมา เธอยิ้มให้กับภาพที่เห็น ยงฮวารั้งตัวแฟนสาวเข้าไปกอดรู้ว่าคราวนี้ซอฮยอนคงไม่ปฏิเสธหรือปัดป้อง เพราะอยู่กันตามลำพังแล้ว หญิงสาวซบหัวที่ไหล่กว้างยอมอยู่ในอ้อมกอดของคนที่เธอรักอย่างยินดีแต่ใบ หน้าก็ต้องเห่อร้อนขึ้นมาเมื่อเสียงทุ้มๆเอ่ยดังข้างหู

“คู่เราก็เหมาะกัน ผมรักคุณนะซอฮยอน”

“ค่ะ ฉันก็รักคุณ”

==#==#==# Don’t say goodbye #==#==#==

RRRRRrrrrr

มิ นฮยอกสะดุ้งตื่นกับเสียงที่แผดร้องมาจากมือถือคนที่ซุกตัวหลับอยู่ในอ้อมกอด เขา ดวงตาเรียวปรือขึ้นกวาดหาแหล่งที่มาของเสียงจนพบว่ามันวางอยู่ข้างเตียงฝั่ง ที่จงฮยอนนอน เขาคว้ามันขึ้นมากดรับให้แล้วก็ต้องดึงมันออกห่างจากหูเพราะปลายสายเล่น ตะโกนมาจนดังลั่น

“จงฮยอนอยู่ไหนว่ะ?” มินฮยอกมองเจ้าของมือถือที่ยังหลับไม่รู้เรื่องอยู่ใต้ผ้าห่ม

“จงฮยอนหลับอยู่ครับ มีธุระด่วนหรือเปล่าผมจะได้ปลุกให้”

“นายใช่ไอ้ดาราคนนั่นใช่มั้ย?”

“ไอ้ ดาราคนนั่น ก็ ก็คงใช่มั้งครับ” คราวนี้มินฮยอกตอบแบบไม่ค่อยมั่นใจแต่เท่าที่คาดเดาคนที่ปลายสายว่าก็คงจะ เป็นเขาแต่คำถามต่อมากลับทำให้มินฮยอกยิ่งคาดเดาไม่ได้ไปกันใหญ่

“ห้าม ทิ้งเพื่อนฉันเด็ดขาด ถ้าทิ้งนายโดนฆ่าทิ้งแน่ จำไว้ล่ะ” ปลายสายวางไปไม่ให้มินฮยอกตั้งตัว ชายหนุ่มมองมือถือที่ถูกตัดสัญญาณทิ้งไปดื้อๆก่อนจะท้าวศอกตั้งกับที่นอนมอง หน้าคนที่ยังหลับอยู่ นี่จงฮยอนไปบอกเพื่อนอีท่าไหนอีกฝ่ายถึงขู่เขาจนน่ากลัวเช่นนี้แต่เขาก็ต้อง ผุดยิ้มออกมาเมื่อคิดอีกแง่หนึ่งแสดงว่าจงฮยอนก็ยังบอกเรื่องเขาให้เพื่อนๆ รู้บ้าง …รักเขาเหมือนกันสินะ

“หิมะตก” มัวแต่จมในความคิดปลาบปลื้มใจจึงไม่รู้ว่าร่างบางตื่นและลุกนั่งมองเกล็ด หิมะสีขาวที่กำลังโปรยลงมาจากท้องฟ้า ตาแป๋วๆจ้องมองไม่กระพริบพลางห่อผ้าห่มมัดตัวเองจนแทบกลายเป็นก้อนสำลี

“ไม่ ได้ดูหิมะแรกด้วยกันเลย น่าเสียดายเนอะ” มินฮยอกว่าพลางลุกขึ้นมาจับอีกคนนั่งซ้อนบนตัก แย่งผ้าห่มเพียงผืนเดียวมาห่อตัวเขาทั้งสองคนไว้ ใบหน้าหวานพยักหน้าหงึกๆสำทับว่าเสียดายอยู่เหมือนกัน

“แต่นี่ก็เป็นหิมะแรกในปีนี้ที่เราได้ดูด้วยกันนะ ไม่ดีใจเหรอ?”

“พูด อะไรแบบนี้ก็เป็นแฮะ รักตายเลย” เจ้าของตักอุ่นๆกล่าวพร้อมกดปลายจมูกที่แก้มขาวให้รางวัลที่เอาใจและเปลี่ยน ความน่าเสียดายเป็นเรื่องน่ายินดีระหว่างกัน

“ไม่พูดแบบนี้จะไม่รักหรือไง?”

“รักสิ ไม่พูดอะไรเลยก็รัก ลุกไปดูหิมะใกล้ๆดีกว่า”

“ยังไม่ได้แต่งตัวเลย เดี๋ยวสิ”

“ไม่ ต้องแต่งหรอก ลุกมาสิ” ท้วงไว้ได้แค่นั้นก็ถูกอีกคนลากให้ลุกขึ้นจากเตียง ผ้าห่มเกือบหลุดไปกองที่พื้นแต่มินฮยอกก็ฉวยคว้ามันไว้และจับมันขึ้นมาห่อ ตัวเขาสองคนเหมือนตอนแรกประคองเดินกันไป ร่างเปลือยเปล่าภายใต้ผ้าห่มผืนหนาผืนเดียวกันเดินโงนเงนๆกันไปถึงบาน หน้าต่าง

วงแขนแข็งแรงกระชับคนด้านหน้าไว้ในอ้อมกอดแน่น คางได้รูปเกยบนไหล่บาง ร่างกายแนบสัมผัสกันโดยปราศจากเครื่องขวางกัน ผิวกายอุ่นๆภายใต้ผ้าห่มต่อให้อากาศหนาวกว่านี้เขาสองคนก็ไม่สะทกสะท้านใดใด

“จงฮยอนเชื่อเรื่องที่ว่าฝนตกเพราะฟ้าร้องไห้มั้ย?”

“ไม่เชื่อแต่เคยได้ยิน ทำไมเหรอ?”

“แล้วรู้รึเปล่าว่าหิมะตกเค้ากันว่าเพราะอะไร?” เสียงทุ้มเอ่ยถามข้างหูแต่ใบหน้าหวานก็ส่ายไปมา

“จำ เรื่องอดัมกับอีฟได้มั้ย ตอนที่ถูกขับไล่ออกจากสวนอีเดน เขาสองคนเอาแต่ร้องไห้โดยเฉพาะอีฟที่เฝ้าแต่ร้องไห้ทุกผ่านไปทุกฤดูๆอีฟก็ ยิ่งจะร้องไห้มากขึ้นจนถึงฤดูหนาวที่เหล่าเทวดารู้สึกสงสารและเห็นใจ พวกเขากอบหิมะใส่มือแล้วเป่าลงมายังโลกมนุษย์ที่อดัมกับอีฟอยู่พอเกล็ดหิมะ ตกลงมาบนพื้นดินก็กลายเป็นดอกไม้สีขาวที่บานสะพรั่งไปทั่วทำให้อีฟกลับมา ยิ้มได้อีกครั้ง เค้าจึงว่ากันว่าการที่หิมะตกเปรียบเหมือนคำอวยพรที่ท้องฟ้ามอบให้กับคู่รัก เป็นสิ่งที่ปรารถนาให้ความรักสมหวัง”

“มั่วหรือเปล่าเนี่ยพูดเหมือนท่องมาเลย”

“ไม่ได้มั่วนะฉันอุตส่าห์ไปหาอ่านมาเพราะมันตรงกับคู่ของเรา”

“จริงเหรอ?”

“ไม่ เชื่อก็ตามใจ” คนที่ยืนโอบกอดอยู่ด้านหลังทำเสียงน้อยใจเบือนหน้าหนีเล็กน้อยทำให้จงฮยอน ต้องหันตัวเข้าหา ช้อนตามองคนที่งอนกันเสียแล้ว ฝ่ามือบางประคองแก้มนั้นไว้แผ่วเบา

“อย่างอนเป็นเด็กๆสิ โตแล้ว”

“เห็นว่างอนก็ง้อหน่อยสิ”

“ง้อ แบบนี้ได้มั้ย?” โน้มใบหน้าหล่อเหลาเข้ามาจูบ ริมฝีปากคลอเคลียแผ่วเบาก่อนสอดปลายลิ้นเข้าไปทักทายและแปรเปลี่ยนเป็น จุมพิตแสนดูดดื่ม ฝ่ามือกว้างรัดรึงคนในอ้อมกอดไว้แน่น ส่งผ่านความอุ่นไปถึงอีกคนจนอุ่นซ่านไปถึงหัวใจ

ครู่ต่อมาผ้าห่ม ผืนหนาก็เคลื่อนตัวกลับไปที่เตียงตามเดิม ร่างสองร่างภายใต้ผ้าห่มนั้นประคองกันและกันไปยังที่ที่อุ่นกว่าข้าง หน้าต่าง เสียงหัวเราะเบาๆในลำคอเล็ดลอดออมาเมื่อร่างสูงกลั่นแกล้งอีกคนด้วยการจี้ เอวบ้าง งับตามเนื้อผิวขาวๆบ้างพอจงฮยอนดิ้นหนีก็ตามไปง้องอนด้วยจูบหวานๆ หยอกเย้ากันไปมาร่างบางก็หน้าแดงซ่านเมื่ออีกฝ่ายเริ่มแสดงความต้องการตาม ประสาคนรักออกมาอย่างชัดเจน จูบอ่อนโยนพร่างพรมไปทั่วใบหน้าสวย ฝ่ามือกว้างเคล้าคลึงไปทั่วเรือนร่างเนียนนุ่มจนเสียงเรียกชื่อคนที่คร่อม ทับอยู่ด้านบนขรมดังไปทั่ว ความสุขที่ราวกับปลิดปลิวในความฝันก็เกิดขึ้นอีกครั้ง…

ฝันงดงาม…
ที่เจ้าชายโอบกอดเจ้าหญิง
ท่ามกลางหิมะสีขาวโพลน
ที่เป็นดั่งคำอวยพรจากท้องฟ้า

ว่าให้เขาสองคน… ครองรักกันตลอดไป

ที่ว่าสายฝนคือน้ำตาที่ท้องฟ้าหลั่งริน… ในฤดูฝน
เช่นนั้นแล้วหิมะสีขาวก็เปรียบเป็นคำอวยพรที่ท้องฟ้าประทานมาให้

จงกอบหิมะใส่มือ จงรับคำอวยพรนั้นไว้
เพื่อประคองความรักให้บริสุทธิ์และพบแต่ความน่ายินดี

End

==#==#==# Don’t say goodbye #==#==#==

แถมเบาๆให้แม่ยกชินนี่ ><

แถมๆ

ภาย ในผับที่เสียงดนตรีอึกทึก จองชินเดินเซ็งๆไปมาในร้านตัวเอง วันนี้เป็นวันคริสมาสที่ห่วยแตกมากสำหรับเขาเพราะทั้งเหงาทั้งไม่มีอะไรให้ ตื่นเต้นเลยแถมเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวอย่างจงฮยอนก็หายหัวไปตั้งแต่ลากเขาไป หาซื้อเสื้อที่เมียงดงเสร็จ

“ทำไมทำหน้าเบื่อแบบนั้นล่ะจองชิน?”
“ก็เบื่อจริงนี่ฮะแล้วนี่พี่จะกลับแล้วเหรอ?”
“อืม วงพี่เล่นเสร็จแล้ว อยากให้อยู่เป็นเพื่อนก่อนมั้ยล่ะ?”
“ไม่ เป็นไรฮะ เดี๋ยวผมจะขึ้นนอนแล้ว เซ็งๆ” ว่าพลางจองชินก็หมุนตัวจะเดินขึ้นบันไดทางมุมร้านไป ที่นี่เป็นผับของครอบครัวเขาชั้นบนจึงเป็นบ้านที่ครอบครัวเขาใช้อยู่อาศัย แต่วันนี้พ่อก็เอาแต่เกี้ยวสาวไปเรื่อย ถ้าแม่เขายังมีชีวิตอยู่อยากรู้จริงพ่อเขาจะถูกบิดจนหูแดงหรือเปล่าที่ปล่อย ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียวนั่งเฉาในวันคริสมาสต์แบบนี้

“พี่ขอขึ้นไปบนห้องนายหน่อยสิ เห็นว่าเพิ่งซื้อเบสตัวใหม่มาเหรอ?”
“ก็ เอาสิฮะ” คนที่ออกปากจะอยู่เป็นเพื่อนให้แต่ถูกปฏิเสธไปขอขึ้นมาดื้อๆจองชินเอียงคอ มองรุ่นพี่ตรงหน้าแม้จะไม่สนิทชิดเชื้อกันมากแต่ก็ไม่ถึงกับรู้จักกัน ผิวเผินเพราะยังไงเสียอีกคนก็มาเล่นดนตรีให้ที่ผับเขาตั้งหลายปีแล้ว

พอ ขึ้นมาชั้นสองและพาอีกคนเข้าไปในห้องนอนก็ส่งเบสตัวที่พ่อเพิ่งซื้อให้เป็น ของขวัญวันคริสมาสต์ให้อีกคนดู เสียงเบสดังขึ้นเมื่อมันถูกพินิจพิเคราะห์จากอีกคนพักหนึ่งเพื่อลองเสียง

“เจ๋งดีนี่ พ่อนายใจป้ำน่าดู”
“ก็ผมขอไว้ตั้งนานแล้ว พี่จะลงไปยังฮะ ผมจะได้ลงไปส่ง”
“รีบไล่กันจริง รังเกียจพี่มากหรือไง?”
“เปล่า ซะหน่อย คิดอะไรของพี่เนี่ย” จองชินชักสีหน้าใส่ นึกหงุดหงิดที่อีกคนป้ายความคิดอกุศลมาให้ก่อนจะเดินไปนั่งฉับที่โต๊ะเขียน หนังสือตัวเองพลางเปิดคอมพิวเตอร์คิดจะเล่นแก้เซ็งแต่ทว่าก็ต้องผงะตกใจที่ อีกคนโผล่มายืนซ้อนอยู่ด้านหลัง

“คืนคริสมาสแต่ไม่ได้ออกไปเที่ยวไหนแสดงว่าไม่มีแฟนสินะ”
“ก็ ทำนองนั้น” จองชินตอบตามจริงเริ่มจับได้ถึงลางร้ายแปลกๆที่ถูกรุกรานจากอีกคน ฝ่ามือกว้างคลึงเบาๆที่หัวไหล่พลางลูบไล้เบาขึ้นไปที่ข้างแก้ม

“ทำอะไรของพี่?”
“นายก็รู้ว่าพี่คิดยังไงกับนาย ให้โอกาสพี่บ้างไม่ได้เหรอ?”
“ผมไม่เคยคิดกับพี่แบบอื่น ออกจากห้องผมไปดีกว่าพี่ไซม่อน”
“พี่มีอะไรไม่ดีพอสำหรับนายเหรอจองชิน?”
“ผมไม่อยากพูดเรืองนี้”

“ถ้าไม่พูดตรงๆพี่ก็ไม่ยอมออกไป”
“พี่จะเอายังไงกันแน่?!”
“บอกเหตุผลที่นายไม่ยอมคบพี่มาสิ พี่ขอแค่นี้”
“เพราะ พี่ไม่เคยรักใครจริง พอใจหรือยังฮะ?” จองชินลุกขึ้นผลักอีกคนออก มองหน้ารุ่นพี่ที่ขอให้ตนพูดคำร้ายกาจเหล่านี้ออกมาเอง ไซม่อนถอนหายใจเล็กน้อยเขายอมถอยออกมาสามสามก้าว

“เพราะพี่ยังไม่เจอคนที่พี่รักต่างหากพี่ถึงยังไม่หยุดอยู่ที่ใคร”

แม้ จะพยายามไม่ควงผู้หญิงมาให้จองชินเห็นที่ผับแต่บ่อยครั้งที่จองชินเองมักจะ ได้ยินเรื่องเจ้าชู้ของเขาจากเพื่อนนักดนตรีด้วยกันแต่มันก็แค่นิสัยของ ผู้ชายที่ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนไม่ใช่เหรอ เขามองจองชินเห็นว่าเด็กหนุ่มเองก็ไม่กล้าสบตาเขาเท่าไร

“ถ้าพี่เจอคนที่รักพี่จะหยุด”
“หมายถึงผมอย่างนั้นเหรอ?”
“พี่รอนายมาเป็นปีๆนายก็รู้ หยุดและก้าวไปข้างหน้าพร้อมกับพี่ได้มั้ย?”

“แล้วถ้าพี่เลิกนิสัยแบบนั้นไม่ได้ล่ะ?”
“พี่ จะยอมให้นายตามไปฆ่าพี่ทิ้งเลย จะไม่สู้ด้วย คบกับพี่นะ” ทำไมเขาถึงกล้ารับปากเขาเองก็ยังไม่แน่ใจแต่เท่าที่ดูๆหัวใจตัวเองมาเป็นปีๆ ก็ไม่เคยอดทนและรอใครได้นานเท่านี้มาก่อน ไซม่อนสืบเท้าเข้าไปใกล้เด็กหนุ่มที่มัวแต่ก้มหน้าคิดหาคำตอบให้ทั้งตัวเอง และเขา

เขาดึงจองชินไปนั่งที่เตียงและนั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้า

“คิดนานจัง?”
“ต้องคิดนานๆสิฮะ ใช่เรื่องเล็กๆซะที่ไหน”
“ตกลงเหอะ ค่อยๆดูกันไปก็ได้พี่ไม่รีบ”
“พูดอะไรของพี่เนี่ย เห็นแก่ตัวชะมัด”
“ก็ไม่เห็นต้องรีบ ไม่เห็นต้องกะเกณฑ์ว่าอนาคตจะเป็นยังไงเลยแค่วันนี้คบกัน รักกันก็พอแล้ว”

“ใครรักพี่ ผมยังไม่ได้พูดเลย”
“อยากให้พี่ทำให้นายพูดออกมามั้ยล่ะ?”

“จะทำอะไร อ๊ะ! อือ”

==#==#==# Don’t say goodbye #==#==#==

แถมอีกเบาๆให้รีดเดอร์ที่รักของฮันนี่บี

“อ่าน อะไรอยู่ค่ะพี่ยงฮวา?” ซอฮยอนวางแก้วกาแฟหอมกรุ่นไว้ตรงหน้าคนรัก เห็นยงฮวาก้มหน้าก้มตาอ่านมันมาได้สักพักใหญ่ ชายหนุ่มรั้งแฟนสาวเข้าไปกอดส่งปึงกระดาษเอสี่ที่เย็บเล่มเรียบร้อยส่ให้ดู

“บทละครเรื่องใหม่ของมินฮยอกน่ะ กำลังดูเนื้อเรื่องคร่าวๆให้”

“มีละครอีกแล้ว เป็นดาราคิวทองแล้วนะค่ะเนี่ย แล้วเรื่องนี้เกี่ยวกับอะไรค่ะ?”

“เป็นอิงพีเรียตนะ เอาธีมเรื่องของอดัมกับอีฟมาดัดแปลงมินฮยอกอ่านหมดแล้วเจ้าตัวก็ชอบแล้วพี่ว่ามันก็น่าสนใจดีนะ”

“พี่ นี่เป็นผู้จัดการที่ดีแล้วก็เป็นพี่ชายที่รักน้องจังนะค่ะ ดูแลทุกเรื่องเลย” หญิงสาวช้อนหน้ามายิ้มหวานให้จึงได้รับการหอมแก้มเบาๆจากยงฮวาเป็นรางวัลที่ กล่าวชมเชยกัน

“แล้วไม่เป็นแฟนที่ดีของซอฮยอนด้วยเหรอ น้อยใจจัง”

“อย่ามาทำงอนนะค่ะ โตแล้ว”

“เห็นว่างอนก็ง้อหน่อยสิ”

“งั้น ง้อแบบนี้ได้มั้ยค่ะ?” เธอกล่าวอ้อมแอ้มพลางเหลือบมองประตูห้องของมินฮยอกที่ยังปิดอยู่ หวังลึกๆให้อีกสองคนที่หายไปเข้าตั้งแต่เมื่อคืนยังไม่ออกมาตอนนี้ ริมฝีปากที่เคลือบลิปกรอสวาวใสบางๆกดลงไปที่ข้างแก้มคนรัก อากัปอ่อนหวานบวกกับสายตาที่หลุบหนีหลังหอมแก้มเขาเสร็จทำให้ยงฮวาอดหมั่น เขี้ยวไม่ได้ เขากอดร่างบอบบางกระชับแน่นและมอบจุมพิตที่อ่อนโยนและหวานกว่าน้ำตาลที่หญิง สาวปรุงใส่มาในแก้วกาแฟเสียอีก

บทละครเล่มหนาถูกวางลงบนโต๊ะเคียง ข้างแก้วกาแฟหอมกรุ่นซึ่งถูกละความสนใจไปหมดแล้วด้วยจุมพิตที่ตัดขาดตัว เองออกจากโลกภายนอกที่เกล็ดหิมะพร่างพรมลงมา คำอวยพรสำหรับความรักที่ขาวบริสุทธิ์กำลังส่งผ่านไปสำหรับคู่รักหลายๆคู่

และคู่คุณก็เช่นกัน…

The End

==#==#==# Don’t say goodbye #==#==#==

HaneiBee Talk: วันนี้แอบเจ้านายปั่นให้จบ ตั้งใจให้มันโรแมนติกแต่ด้วยบรรยากาศออฟฟิศที่เต็มไปด้วยกระเช้าของขวัญที่ ต้องจัดให้ลูกค้าและเจ้านายก็เดินเข้าเดินออกเพราะแขกมาอวยพรปีใหม่ชั่วโมง ต่อชั่วโมง ผลจึงออกมาเช่นนี้… เอาน่ะตั้งใจมากกับเรื่องนี้แต่ถ้าปล่อยให้พ้นไปอาจข้ามไปหลังปีใหม่เพราะ พรุ่งนี้จะไม่มีเวลาต้องเดินทางไปต่างจังหวัดและวันนี้ก็ต้องกลับดึกมากๆ

สุขสันต์วันเกิดอีกครั้งนะค่ะพี่ลอร่า รักลูกชายพี่ เอ้ย! รักพี่สาวมากๆน่าค่า^^

เมอร์รี่คริสต์มาสพร้อมสวัสดีปีใหม่ทุกคนด้วยจ้า
และขอบคุณทุกคนด้วยน่ะจ๊ะที่ช่วยโหวตให้คู่มินฮยอนติดอันดับสองของโพล
พลักดันมาเป็นปี ได้แค่นี้ก็สุขใจแล้วและสำหรับเรื่องนี้ใครเม้นท์ถูกใจฮันนี่บี
เดี๋ยวส่งที่คั่นหนังสือยกเซ็ตไปให้นะค่ะ รอเช็คพีเอ็มดีๆล่ะ จ๊วฟฟฟฟฟฟฟฟ

ปล.โคลสอัพเจอกันหลังปีใหม่นะจ๊ะ ฮันนี่บีกลับต่างจังหวัดยาวโลด
และฟิคเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะแต่ส่งไม่ทันจริงๆ หลังปีใหม่ส่งให้นะค่ะ

สัญญา^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s