[SF] =# There’s Nothing Wrong with Love #=, MinHyuk x JongHyun ::: NC :::

Posted: November 3, 2011 in ~* MinHyun *~

TiTle: There’s Nothing Wrong with Love
Paring: MinHyuk x JongHyun
AuThor: HaneiBee
Note: พล๊อตสนองนี๊ดล้วนๆ อยากให้พระเอกหล่อ เลว รวยแต่หล่อกับรวยได้แต่สุดท้ายก็เขียนให้คังกุนเลวได้แค่นี้ 555 ย้ำนะว่าเป็น NC ครั้งแรก? จริง กร๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกและบอกก่อนค่ะเรื่องนี้ไม่มีอีจองชินเช่นเดิมค่ะ^^

คำแนะนำ: ก่อนอ่านเลื่อนลงไปดูรถที่พระเอกในเรื่องขับหน่อยจะเพิ่มอรรถรสมากขึ้น >////<

“เอี๊ยด!”

เสียง เบรกจากรถ Lamborghini Aventador สีเทาคันใหญ่ดังอยู่เบื้องหน้าจงฮยอน กระจกข้างคนนั่งถูกเลื่อนลงด้วยระบบอัตโนมัติ ร่างบางก้มลงมองเพราะอยากรู้ว่าใครเป็นเจ้าของ พลันคิ้วสวยขมวดมุ่นทันทีเมื่อมองดูแล้วน่าจะไม่ใช่คนที่ตัวเองรู้จัก

“พี่ยงฮวา อยากพบคุณ”
“เอ๊ะ! พี่ยงฮวา?”
“ใช่ ผมเป็นน้องชายเขา ตอนนี้พี่เขานอนพักรักษาตัวอยู่ที่รพ. เขาอยากพบคุณมาก” น้ำเสียงสุขุมและชื่อของบุคคลที่เจ้าของรถอ้างถึงทำให้จงฮยอนยืนนิ่ง ตัดสินใจอยู่ชั่วครู่หนึ่งก่อนจะก้าวขึ้นรถตามที่ถูกเชื้อเชิญอย่างว่าง่าย

พี่ยงฮวานอนพักรักษาตัวอยู่ที่รพ.งั้นเหรอ
เพียงนึกถึงก็อดห่วงขึ้นมาไม่ได้…

แสง สีส้มส่องสว่างมาจากดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลับลงตรงปลายขอบฟ้ากลับไม่ใช่ตัว แปรที่ทำให้บรรยากาศในรถตึงเครียดและกดดัน ทว่ากลับเป็นความเงียบที่ปกคลุมคนสองคนที่เพิ่งพบหน้ากันเป็นครั้งแรกต่าง หาก ร่างบางชำเลืองมองคนที่กำลังขับรถอยู่อย่างตั้งใจ มือที่กำพวงมาลัยแน่นเสียจนเกือบจะแหลกลงคามือนั้นๆ ก็ว่าได้ จงฮยอนขยับตัวทำลายความเงียบลง เริ่มเอะใจ

“พี่ยงฮวาเป็นอะไรมากรึเปล่า?” เสียงหวานๆ เอ่ยถามในที่สุดด้วยความอึดอัด

“……….”

“เอ่อ นายเป็นน้องชายพี่เขาเหรอ ทำไมฉันไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน?” พยายามถามต่อแม้จะยังไม่ได้คำตอบแรกก็ตาม

“โอเค ไม่ตอบก็ไม่ตอบแต่ฉันขอถามอีกข้อได้มั้ย พี่ยงฮวา…”

“หยุด พล่ามสักทีได้มั้ย?! จะไปไหนเดี๋ยวก็รู้เอง ทีเมื่อก่อนพี่ฉันจะไปไหนก็เสนอตัวตามไปตลอด ไม่เห็นถามไม่ใช่เหรอ?” น้ำเสียงเย็นชาจากอีกฝ่ายทำให้ร่างบางถึงกับหน้าชาวาบ จ้องหน้าถมึงนั้นด้วยความแปลกใจเพราะก่อนขึ้นมาบนรถฝ่ายที่ขอให้ไปด้วยกัน ยังดูสุภาพและสุขุมอยู่แท้ๆ

“นายเป็นใครกันแน่ จู่ๆ มาทำแบบนี้ทำไม หยุดรถเดี๋ยวนี้!”

“ฉันเป็นใครงั้นเหรอ? ถามตัวเองสิ ว่านายทำอะไรไว้”

“ฉัน ทำอะไร? จะบ้าเหรออยู่ดีๆ มาถามฉัน ทั้งที่เราไม่รู้จักกันเนี่ยนะ หยุดรถสิ!” ไม่รอฟังคำตอบอีกแล้ว ร่างบางถอยกรูดจนติดประตูรถฝั่งที่ตัวเองนั่ง ส่วนฝ่ายที่ถามกลับจงฮยอนเอาแต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอพร้อมดวงตาดุดันที่หันมามองคนหน้าหวานด้วยสีหน้าน่ากลัว

มิ นฮยอกเร่งความเร็วรถขี้นอีกทำให้จงฮยอนหันรีหันขวางเมื่อสัมผัสได้ถึง อันตรายบางอย่างจากคนที่บังคับพวงมาลัยอยู่ ชั่วครู่เดียวก็ขยับหันข้างให้พยายามเปิดประตูรถออก… พยายามเปิดทั้งที่รถยังแล่นฉิวบนถนนเส้นยาวโดยที่มองไม่เห็นจุดหมายปลายทาง ของมันเลย

“บ้าชะมัด!” สบถออกมาเมื่อเป็นระบบล็อคพิเศษไม่สามารถเปิดได้ดังใจนึก ร่างบางหันขวับมองคนที่กำลังจดจ่ออยู่กับการขับรถอย่างหงุดหงิดใจ ในเมื่อทำอะไรไม่ได้สักอย่างจงฮยอนจึงตัดสินใจนั่งนิ่งปล่อยให้ความเงียบ เข้าปกคลุมอีกครั้ง รวบรวมสติให้คิดหาทางหนีทีไล่ที่ดีที่สุด อีกมุมหนึ่งลึกๆในใจก็ได้คิดในแง่ดีว่าอีกคนคงไม่พาเขาไปฆ่าไปแกงหรอกมั๊ง

เพราะ ยังไงเสียก็เป็นน้องชายของพี่ยงฮวาซึ่งเป็นแฟนของพี่ชายตัวเอง จงฮยอนได้แต่คิดเข้าข้างตัวเองแบบนั้นตลอดทาง จนการกระทำป่าเถื่อนฉุดสติให้กลับมา…

“โอ้ย!! ฉันเจ็บน่ะ เบาๆ สิ” จงฮยอนร้องออกมาด้วยความเจ็บเมื่อถูกลากมาตั้งแต่ลงจากรถ ร่างสูงที่เอาแต่ทำหน้าถมึงทึงจับข้อมือจงฮยอนไว้แน่นแล้วบีบอย่างแรงไม่มี คำว่าเบามือเลยแม้แต่นิด สายตาคนรอบข้างที่มองการยื้อยุดฉุดกระชากของเขาสองคนที่เหมือนคนทะเลาะกัน

หลายต่อหลายคนที่พยายามจะเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย
แต่พอเจอดวงตาดุดันของคนที่ถูลากถูกังที่จ้องกลับไป ต่างก็ถอยกันเป็นแถบๆ

“นาย เจ็บแค่นี้ยังน้อยกว่าที่พี่ฉันเจ็บอีก” เสียงนั้นตวาดเข้ม ดวงตากร้าวจ้องมายังร่างบางราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ จงฮยอนหลุบตาลงทันที ไม่กล้าที่จะโวยวายอะไรอีกเพราะกลัวกับสายตาแบบนั้นของคนตรงหน้ายิ่งนัก อีกอย่างคำว่าความเจ็บของจงฮยอนตอนนี้ยังน้อยกว่าที่พี่ของอีกคนเจ็บมันทำ ให้งุนงงไม่น้อยทีเดียว ไอ้บ้านี่หมายถึงพี่ยงฮวางั้นเหรอ?

มันเกิดอะไรขึ้นกัน ?…
ทำไมไอ้บ้านี่ถึงกับเขาทำแบบนี้
แล้วคำพูดแปลกๆ นั่นอีก ยิ่งคิดก็ยิ่งงง


“ตุ๊บ!!”

ความ คิดของจงฮยอนหยุดลงเมื่อร่างกายโดนกระแทกลงกับอะไรบางอย่างอย่างแรงแต่ไม่ เจ็บเท่าที่ควรเพราะสิ่งที่รองรับมันนุ่มแสนนุ่มนัก เตียงนอนนี่ ! จงฮยอนเงยหน้ามองคนที่โยนเขามาเมื่อกี้ทันควัน

“นายรู้มั้ยว่าคนอย่างคังมินฮยอกตั้งแต่เกิดมาไม่เคยโดนหลอกและฉันจะไม่มีวันปล่อยให้พี่ชายคนเดียวของฉันต้องโดนหลอกเหมือนกัน!”

“ดะ เดี๋ยว! อย่าบอกนะว่านายกำลังหมายถึงเรื่องที่พี่ชายนายเลิกกับ…” เอ่ยถามได้แค่นั้น ร่างสูงที่จงฮยอนได้รู้ชื่อแซ่แล้วก็โถมตัวลงทับทาบร่างบางจนหงายไปกับที่ นอนเพราะไม่ทันตั้งตัว

“นาย เอ่อ มินฮยอก ฟังก่อนนะ ฉันว่านายต้องเข้าใจอะไรผิดแน่ๆ ฉันไม่ใช่…”

“มัน สายไปแล้วล่ะ อีเฮฮยอน” ทันทีที่ร่างสูงพูดจบ ริมฝีปากก็กดประทับลงมากับริมฝีปากสีหวานอย่างจาบจ้วงรุนแรง จงฮยอนพยายามเม้มปากเข้าหากันแน่นกั้นไม่ให้เผยอตามแรงดันจากลิ้นของอีกฝ่าย จนรู้สึกเจ็บ ส่วนร่างกายก็ดิ้นไม่หยุดยิ่งเพิ่มความโมโหให้มินฮยอกไม่น้อยแต่จู่ๆ ดวงตากลมก็ต้องเบิกกว้าง ร่างกายถึงกับสะดุ้งเมื่อมือร้อนๆ ล้วงเข้ามาสัมผัสกับเนื้อผิวบอบบางจนสะท้านสั่นไปทั้งตัว

“อ๊ะ!” จงฮยอนร้องออกมาอย่างลืมตัวทันทีเหมือนกันที่มินฮยอกส่งลิ้นล่วงล้ำเข้าไป ได้ ร่างบางส่ายหน้าไปมากับที่นอนนุ่มอย่างสิ้นหวังแต่แล้วบางสิ่งบางอย่างก็ เกิดขึ้นขัดจังหวะสงครามอารมณ์ให้ชะงักลง

RRRRRrrrrr

เสียง โทรศัพท์ของมินฮยอกดัวขึ้นมันดังอยู่นานแสนนาน ครั้งแรกมันถูกเพิกเฉยเพราะเจ้าของให้ความสนใจกับสิ่งอื่นมากกว่าแต่จนแล้ว จนรอด ความหงุดหงิดที่มันดังไม่เลิกทำให้มินฮยอกหัวเสียตัดสินใจเอื้อมมือไปหยิบ ขึ้นมารับ

“ว่าไงพี่?”

“มินฮยอกนายอยู่ไหนน่ะ เห็นแม่บอกว่ามาถึงบ้านก็ขับรถออกไปเลย”

“พอ ดีผมทำธุระอยู่ ไว้เสร็จแล้วผมจะรีบกลับ” ทันทีที่ได้ยินเสียงที่ลอดผ่านมือถือเครื่องแพงนั้น จงฮยอนก็ร้องลั่น… จำได้ดีทีเดียวว่าคือเสียงของพี่ยงฮวา

“พี่ยงฮวาช่วยผมด้วย!” ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือไปได้แค่นั้นแต่อึดใจเดียวเสียงก็ต้องหายไปเมื่อ โดนมือหนาตะปบลงปิดปาก มินฮยอกก้มลงจ้องด้วยสายตาดุดัน ร่างบางดิ้นมากขึ้น โดยที่ยังมีร่างของมินฮยอกคร่อมอยู่เหนือตัว

“เสียงอะไรน่ะมินฮยอกเหมือนเสียงคนที่พี่รู้จักเลย?” เสียงปลายสายถามรวดเร็ว

“ผมอยู่คนเดียว ว่าแต่พี่มีอะไรอีกไหม ผมจะทำธุระต่อ”

“ไม่ มีอะไร รีบกลับบ้านล่ะกัน” มินฮยอกเงียบไปครู่หนึ่งหลังวางสายจากพี่ชายก่อนรอยยิ้มเยือกเย็นจะค่อยๆ ปรากฏบนใบหน้านิ่งเฉยนั้น ถ้าเซ้นส์เขายังดีอยู่อีกประเดี๋ยวพี่ชายเขาต้องโทรหาคนที่นอนดิ้นสุดแรง เกิดในอาณัติเขาแน่ๆ

ร่างสูงโยนมือถือตัวเองไปอีกฝั่งของเตียง ก่อนจะสอดมือไปใต้ตัวจงฮยอนเพื่อหาสิ่งๆ หนึ่งและแล้วมือถือของร่างบางที่เสียบไว้ในกระเป๋ากางเกงข้างหลังก็อยู่ใน มือของมินฮยอกอย่างง่ายดาย

RRRRRrrrrr

ทาย ผิดเสียที่ไหน… ไม่ทันไรเสียงโทรศัพท์ของคนที่ถูกพันธนาการข้างใต้ก็ดังขึ้น มินฮยอกดูหมายเลขที่ปรากฏบนหน้าจอและกดรับมันทันทีก่อนจะยืนไปแนบกับหูคนที่ นอนอยู่ใต้ตัวเขา

“จงฮยอนเหรอ?” เสียงยงฮวาดังออกมาจนมินฮยอกได้ยิน

“อือ” เจ้าของโทรศัพท์ตอบรับได้แค่นั้นแต่มันก็ไม่น่าใช่เสียทีเดียว น่าจะเป็นเสียงที่เกิดจากการที่มินฮยอกใช้ริมฝีปากไซร้กับซอกคอขาวๆ ของคนตัวบางเสียมากกว่า

“พี่เองนะ ตอนนี้นายอยู่ไหน?”

“อือ ผมอยู่ ..อ่า อย่ามินฮยอก~~” เสียงร้องครางหลุดปากออกมาอย่างสุดจะห้าม เมื่อมินฮยอกไล้ต่ำลงไปสัมผัสกับปุ่มสีสดน้อยๆ บนเนินอกอย่างจงใจ มินฮยอกกดสายทิ้งทันทีเมื่อเขาคิดว่าพอแล้ว… สำหรับการเริ่มต้นชดใช้ความผิดของร่างบาง

แต่เมื่อมันมีเริ่มต้นก็ต้องสานต่อให้เสร็จ

 

เขากดริมฝีปากลงไปใหม่บดขยี้ อย่างไม่ปราณี มือร้อนและแข็งแรงลูบไล้จับโน้นดึงนี่ตามอำเภอใจจนเสื้อผ้าคนตัวบางหลุดลอย ไปกองอยู่ที่ปลายเตียง ตามแรงเหวี่ยงจากคนที่รู้สึกว่ามันเกะกะเป็นที่สุด เขาซุกไซร้ใบหน้าละเรื่อยๆ ลงไปตามมือร้อนๆ ของตัวเองที่แตะต้องไปตรงส่วนไหนร่างบางก็เหมือนจะขาดใจพร่ำขอร้องให้เขา หยุด เสียงร้องวิงวอนนั้นๆดังลั่นห้องไปหมด ซึ่งยิ่งดังเท่าไรการกระทำของมินฮยอกก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น

“หยุด เถอะ” จงฮยอนส่ายหน้าอย่างจนหนทาง ไม่มีแรงแม้แต่จะต่อต้านเมื่อริมฝีปากจาบจ้วงไล้ต่ำลงไปแล้วไล้จูบหนักๆ พร้อมปลายลิ้นร้อนๆ ลากขึ้นมาจากหน้าท้องแบนราบขึ้นมาถึงหน้าอก ลากขึ้นมาจนถึงซอกคอขาวอีกครั้งแต่จู่ๆ มินฮยอกก็นิ่งไป เมื่อจงฮยอนพยายามเอามือขึ้นมากันไว้บนลำตัวราวกับลูกกวางน้อยปกป้องตัวเอง จากเจ้าป่าใจร้ายได้ในที่สุด

มือใหญ่กระชากเรียวแขนนั้นมันออกอย่างไม่ปราณี

“ทำ ยังกับไม่เคยไปได้!” น้ำเสียงเกรี้ยวกราดดังอยู่ตรงใบหน้าอ่อนหวานที่ตอนนี้ทั้งซีดทั้งแดงสลับ กัน มินฮยอกพรมจูบหนักๆ ไปทั่วใบหน้าคนตัวสั่นอย่างโกรธแค้น ขบเม้นที่ติ่งหูด้วยความสะใจ

“อ๊ะ!!” จงฮยอนร้องออกมาเสียงดังพร้อมแผ่นหลังกระเด้งลอยขึ้นจากพื้นเตียงเมื่อรับ รู้ถึงสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ในร่างกาย ความเจ็บแล่นพล่านเหมือนร่างกายจะแตกเป็นเสี่ยงๆ หยดน้ำใสไหลพรากร้องไห้สะอื้นหลับตาแน่น ไม่ยอมมองหน้าคนที่คร่อมอยู่ข้างบนอีกต่อไป ปล่อยให้มินฮยอกทำอย่างที่เจ้าตัวต้องการ

หมดแล้ว หมดแล้วทุกสิ่งทุกอย่างจริงๆ
นายจะทำยังไงกับฉัน ก็ตามใจนายแล้ว
เพราะหมดแรงสู้แล้ว ถึงแม้ว่าคนที่นายคิดว่ากำลังข่มเหงอยู่

จะไม่ใช่ฉันก็ตาม…

ร่าง สูงเริ่มรู้สึกตัวว่าทำรุนแรงเกินไปเมื่อเห็นแก้มขาวจัดจ้าเปรอะเปื้อนไป ด้วยคราบน้ำตาหยดแล้วหยดเล่าแต่คำว่าอยากเอาชนะที่มันค้ำคออยู่มีมากเหลือ เกิน …มากเกินกว่าจะใจอ่อนหยุดการกระทำที่ป่าเถื่อนนั้นลง

ต่อให้นายขาดใจตายไปตอนนี้ฉันก็ยังให้อภัยไม่ได้เด็ดขาด เฮฮยอน

จง ฮยอนรู้สึกตัวตื่นขึ้นมากลางดึกมองไปรอบๆ ห้องอย่างสำรวจ มันมืดมากจนมองแทบไม่เห็นอะไรเลย แสงสว่างเพียงเล็กน้อยที่ส่องมาจากไฟด้านนอกเท่านั้นที่พอจะทำให้รู้ว่าอยู่ ที่ไหน

รู้สึกหนักๆ บนร่ายกายหลุบเห็นแขนของมินฮยอกที่พาดไว้บนช่วงเอว
อีกคนกำลังหลับสนิทฟังได้จากเสียงของลมหายใจที่เข้าออกสม่ำเสมอ
มือบางค่อยๆ เอื้อมไปคว้ามือถือของตัวเองอีกทางฟากหนึ่งของเตียง

แบตหมด ให้ตายเหอะ!

จงฮยอนถอนหายใจออกมาเหยียดยาวแม้จะไม่รู้อะไรเลยก็อยากรับรู้เวลาว่านี่มันกี่ทุ่มกันแล้ว คิดไปมือก็พยายามยันตัวเองลุกขึ้น

“โอ้ย!” ร้องออกมาเบาๆ เมื่อรู้สึกเจ็บทันทีที่ขยับตัว

“เจ็บ ก็นอนลง ยังจะไปไหนอีก?” มินฮยอกที่ตื่นตอนไหนไม่รู้ รั้งคนตัวบางให้นอนลงตามเดิม แขนแข็งแรงสวมกอดคล้ายกับกลัวว่าจงฮยอนจะลุกขึ้นหนี

“ฉันจะกลับบ้าน”

“จะบ้าเหรอ นี่มันที่ไหนนายรู้รึไง?”

“ฉันไม่สนแต่ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

“อย่าบอกน่ะว่าจะไปหาไอ้แฟนใหม่คนนั้น กล้าเอารอยพวกนี้ไปให้มันเห็นเหรอ?”

“นาย มันสกปรก ปล่อย!” จงฮยอนแทบอยากปล่อยโฮออกมา นายไม่ต้องตอกย้ำฉันก็ได้มินฮยอก แค่นี้ฉันก็เจ็บพออยู่แล้วถ้านายแค้นกันมาก ทำไมไม่ฆ่าฉันเสียเลยล่ะ? ทำไมต้องถากถางกันด้วยคำพูดแรงๆ พวกนั้นด้วย

“เลิกมารยาได้แล้ว เฮฮยอน คำพูดพวกนั้นมันไม่เหมาะกับนายอีกแล้ว” มินฮยอกกล่าวด้วยคำพูดเฉือดเฉือนก่อนซุกหน้าหลับไปไม่สนใจว่าคนที่ได้รับฟัง ไปจะรู้สึกเช่นไร จงฮยอนหันหลังให้ทันทีเมื่อน้ำตาที่พยายามกั้นไว้ไหลพรูลงมา แทบไม่อยากเชื่อหูว่าจะได้ยินคำพูดเหล่านี้จากปากคนที่ตัวเองไม่เพิ่งได้พบ หน้าค่าตากันเป็นครั้งแรก

ร่างสูงแอบลืมตาเมื่อรู้ว่าคนในอ้อม แขนพลิกตัวหนีไป เขามองแผ่นหลังอีกฝ่ายที่สะเทือนน้อยๆ ด้วยแรงสะอื้นอยู่ครู่หนึ่ง แววตาแข็งกร้าวอ่อนแสงลงบ้างเล็กน้อย มือกว้างยกขึ้นหมายจะลูบหัวคนที่กำลังร้องไห้ แต่เขาก็ลดมือลง…

อย่านะมินฮยอก อย่าใจอ่อนกับแค่ลูกไม้เดิมๆ พวกนี้
คนๆ นี้ไม่ได้อ่อนแออย่างที่ชอบแสดงออกมาหรอกน่า

ไม่ได้อ่อนแอเหมือนที่แสดงให้พี่ชายเขาเห็นสักนิด…

ประตู ห้องน้ำถูกเปิดออกในเช้าวันถัดมา มินฮยอกซึ่งสวมเพียงชุดคลุมอาบน้ำตัวเดียวก้าวออกมา ชะงักเท้าหยุดมองไปยังเตียงนอนใหญ่กลางห้อง จงฮยอนหันหน้าไปอีกทางกับห้องน้ำดีที่อีกคนทำตามคำสั่งบอกให้นั่งรอเฉยๆ และจะพาไปส่งทันทีที่เขาอาบน้ำเสร็จ

“สมใจนายหรือยัง?” อยู่ดีๆ คนที่นั่งหันหลังอยู่ก็ลุกพรวดเดินตึงๆ เข้ามาหา

“อะไรอีก?”

“นายอยาก แก้แค้นพี่ฉัน นายก็ทำแล้ว พอใจหรือยัง?” จงฮยอนไม่พูดเปล่า มือบางพยายามแกะมือของมินฮยอกให้ออกจากร่างกายแต่ก็ไม่เป็นผลเมื่อเจ้าตัว ไม่ยอมปล่อยท่าเดียวกลับรัดแน่นขึ้นกว่าเดิม

“นายจะเอายังไงล่ะ?” มินฮยอกถามออกมาเมื่อร่างบางเริ่มนิ่งไป

“แค่เมื่อคืน แค่นั้นแล้วอย่ามายุ่งกับฉันกับพี่ฉันอีก”
“ทำไมนายชอบพูดว่าพี่นายนัก พี่นายเกี่ยวอะไรด้วย?”
“ไม่เกี่ยว! พี่ฉันไม่เกี่ยวอะไรอีกแล้วเพราะนายแก้แค้นที่ฉันไปแล้ว นายแค่รับปากว่าจะไม่ยุ่งกับพวกเราอีก”

“ไม่ง่ายไปหน่อยเหรอ นายทำกับพี่ชายฉันไว้ตั้งเยอะนะเฮฮยอน”
“แต่พี่ชายนายยังไม่เห็นว่าอะไรสักคำ”
“เพราะพี่ฉันรักนายมากไงถึงไม่กล้าทำอะไรนายแต่สำหรับฉัน มันไม่ใช่”
“ฉัน ต้องอยู่กับนายอีกเท่าไร ถึงจะพอกับความต้องการของนาย?” จงฮยอนตัดบท อยากยุติเรื่องราวบ้าๆนี่เสียที แขนยาวของอีกฝ่ายรวบเอวบางเข้าไปกอด

“แค่ถึงพรุ่งนี้ก็พอแต่คืนนี้นายต้องไม่ได้นอน ตกลงไหมล่ะ?”

“หมายความว่าไง…” คิ้วสวยเลิกสูงขึ้นเมื่อไม่เข้าใจข้อเสนอของอีกฝ่าย

“เลิก ทำเป็นใสซื่อได้แล้วน่า นายไม่ใช่ลูกแมวน้อยบริสุทธิ์เหมือนเมื่อก่อนซักหน่อย” มินฮยอกเยาะหยัน ดวงตาคมฉายประกายวิบวับด้วยความโกรธ ผลักคนตัวบางลงไปบนเตียงหลังกว้าง หลังที่รองรับร่างกายเปลือยเปล่าของเราสองคนมาตลอดคืนที่ผ่านมา ร่างสูงตามขึ้นคร่อมรวดเร็วเมื่อจงฮยอนเริ่มตะกายลงมาจะวิ่งหนี ยึดข้อมือทั้งคู่ของร่างบางกดมันแนบกับที่นอน

จงฮยอนพยายามบิด มือหนีแต่แรงของมินฮยอกมากเหลือเกิน ลำตัวของเขาก็หนักตรึงร่างบางไว้จนแทบจมลงกับที่นอนหนานุ่ม แหงนหน้าเงยสบแววตาแข็งกร้าว เมื่อเพิ่งตระหนักได้แล้วว่าข้อเสนอที่มินฮยอกว่าคืออะไร

“ฉันไม่ตกลงแล้ว ปล่อยสิ”

“เสียใจ ด้วยนะบังเอิญฉันมันประเภท ถ้าอารมณ์เกิดแล้วก็ต้องสานต่อให้เสร็จซะด้วยสิ” เสียงมินฮยอกพึมพัมอยู่ข้างหู แต่มันดังก้องสะเทือนไปทั่วทุกโสตประสาท ร่างบางนิ่งงัน ขบริมฝีปากแน่น เบี่ยงหน้าหนีเมื่อจมูกโด่งเป็นสันเคลื่อนต่ำลงมา

เขาจูบแก้ม จูบคางและจูบปาก ดูดเม้มมันอย่างไม่ทะนุถนอม เหมือนแกล้งให้เจ็บเสียมากกว่า

จง ฮยอนห่อไหล่ ลมหายใจคล้ายกับขาดห้วง เมื่อมือใหญ่ตะปปเสื้อยืดตัวบางที่เพิ่งได้ใส่ไปไม่ถึงชั่วโมงแล้วมันก็ถูก ดึงออกอย่างไม่แยแส หางตาเห็นเสื้อที่ปลิวหวือไปตกข้างเตียง รู้สึกเสียวสะท้านหนักไปอีกเมื่อกางเกงก็ถูกรูดลง จนเนื้อขาวๆ เด่นกระจ่างกลางแสงไฟ

ร่างบางที่หมดทนทางหนีอีกครั้งสะดุ้ง เฮือกทั้งตัวเมื่อมินฮยอกดูดกลืนปุ่มสีสดสองข้างอย่างเมามัน ฝ่ามือบางยกขึ้นปิดปากตัวเองกั้นเสียงบางอย่างที่ต้องการเล็ดลอดออกมา

“ร้องออกมาสิ ฉันอยากฟัง” เสียงแหบพร่าของมินฮยอกดังขึ้นพลางดึงมือคนตัวบางที่ปิดปากตัวเองออก

“อ๊ะ!! เจ็บ!!” หลุดครางเสียงดังพร้อมผวาขึ้นสุดตัว เมื่อมินฮยอกเติมเต็มบางอย่างเข้าไปจนสุด ถึงแม้จะเคยได้สัมผัสกับการกระทำแบบนี้แล้วเมื่อคืน …แต่ก็ยังไงเสียก็ยังไม่คุ้นเคยเสียที

ความเจ็บพล่านซ่านไปทั่วตัว บิดเร่ากับความทรมานที่ร่างสูงยัดเยียดมาให้

“อึก อ่าาา…” มินฮยอกสะท้านสั่น สุดทานกับแรงอารมณ์ที่เกินกว่าคำว่า..ปรารถนา..

เขา อยากเห็นร่างบางทรมาน อยากได้ยินเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด เขาผลักร่างขาวออกห่างแล้วรั้งกระชากเข้ามาอีก รุนแรง รวดเร็ว ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ยังไม่สมใจกับความต้องการเสียที

“หยุด มินฮยอก… ได้โปรด อ่าา~~”

จง ฮยอนสะบัดหน้าหนีไปมา ริมฝีปากก็พร่ำร้องขอความเมตตา แต่ยิ่งอ้อนวอนให้เห็นใจเท่าไหร่ ร่างสูงก็ซัดกระหน่ำความป่าเถือนมากขึ้นเท่านั้น หยาดน้ำตาพรั่งพรูรินไหลลงอาบแก้ม กลิ้งลงบนหมอนจนเปียกชื้นเปอะเปื้อนเต็มไปหมด เปลือกตาสวยหลับแน่นสนิท จิกมือลงกับที่นอนระบายความปวดแปลบในอารมณ์ใคร่ของอีกฝ่ายอย่างไม่ยั้ง ทั้งขยุ้ม ทั้งขยำมันจนยับยู่ยี่ จงฮยอนเฝ้าพร่ำบอกให้ตัวเองอดทน ให้ตัวเองกัดฟันสู้ให้ถึงที่สุดเพราะถ้าสิ่งนี้มันลบล้างกันได้ จงฮยอนก็ยอม

ขอแค่พรุ่งนี้…
ความแค้นในใจมินฮยอก จะกลายเป็นเพียงเถ้าธุลี
ที่จะปลิวหายไปกับสายลม… ตลอดไป

ใน เช้าของวันทึ่สดใส ท้องฟ้าโปร่งเปิดรับดวงอาทิตย์ดวงใหญ่ ร่างสูงพลิกตัวไปมาอยู่สองสามครั้งก่อนจะตื่นเมื่อเพิ่งรู้สึกตัวว่า… ที่นอนข้างๆ ว่างเปล่า

คงกลับไปแล้วสินะ…

เขานึกถึงใบ หน้าอ่อนหวานของคนที่เอาแต่เก็บซ่อนสีหน้าตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา สายตาเกลียดชัง ตำหนิ น้อยใจที่ฉายชัดในแววตาแต่อดนับถือไม่ได้ที่ไม่ปริปากพูดหรือด่าทอออกมาสัก คำ เขาขมวดคิ้วเมื่อเลิกผ้าห่มขึ้นแล้วพบรอยเลือดหลายจุดบนพื้นเตียงสีขาว

แปลกชะมัดที่เขารู้สึกไปเองว่าคนที่เขาข่มเหงเมื่อคืน…
เหมือนคนไม่เคยมีคนรักมาก่อน ทั้งที่ในความเป็นจริงไม่ใช่

มิ นฮยอกนั่งจมอยู่ในความคิดเหล่านั้นไม่นานก็ลุกขึ้นเพื่อไปอาบน้ำและขับรถ กลับบ้าน ร่างสูงโทรสั่งแม่บ้านประจำคอนโดให้ขึ้นม่าทำความสะอาดห้องเหมือนกับทุก ครั้งที่กลับมานอนที่นี่ จนประมาณสิบโมงกว่าๆที่รถ Lamborghini Aventador คันหรูของเขาจอดเทียบหน้าบ้านหลังโอ่อ่า

“ไปค้างที่คอนโดมาเหรอ ตามินฮยอก?” ผู้เป็นมารดาถามทันทีที่เท้าเหยียบเข้าไปในห้องรับแขก ชายหนุ่มพยักหน้าน้อยๆ ตั้งใจจะขึ้นไปนอนพักแต่คำพูดต่อมาของมารดาก็ทำให้ชะงักนิ่ง

“แวะไปหายงฮวาก่อนนะ เฮฮยอนก็อยู่ด้วย”
“เฮฮยอน?”
“อย่าบอกนะว่าจำแฟนพี่ตัวเองไม่ได้ สองคนนั้นคืนดีกันแล้วล่ะ”
“เขาเพิ่งมาเหรอครับ?”

“ใคร ว่า เฮฮยอนมาค้างตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว เห็นทีลูกจะไม่ต้องอยู่ที่นี้นาน” ถ้อยคำปลาบปลื้มของมารดาพร้อมเสียงหัวเราะเบาๆ ยิ่งทำให้มินฮยอกงุนงงกว่าเก่า เขาเข้าใจที่ว่าอาจไม่มีเหตุให้ต้องอยู่ทีเกาหลีนานเพราะการที่เขาเดิน ทางกลับมากะทันหันครั้งนี้เพราะได้รับโทรศัพท์ทางไกลจากมารดาไปถึงอเมริกา ว่าพี่ชายเพียงคนเดียวอกหักเพราะถูกแฟนที่คบกันมาหนึ่งปีกว่าบอกเลิก ร้อนถึงเขาที่ประจำสาขาที่โน้นต้องกลับมาช่วยปลอบอกปลอบใจแต่ความอย่างหลัง ที่ท่านบอกว่าเฮฮยอนซึ่งก็คือแฟนของพี่ชายเขามาค้างที่นี่ตั้งแต่เมื่อคืน นี่สิ… ใครกันแน่ที่ตาฝาด

มินฮยอกก้าวเร็วๆไปที่สวนหลังบ้าน เท้าสองข้างต้องหยุดชะงักอีกครั้งหนึ่งเมื่อเห็นว่าพี่ชายตัวเองกำลังนั่งดื่มกาแฟอยู่กับใคร

“อ้าว! มาแล้วเหรอมินฮยอก?” ยงฮวาร้องทักพลางสะกิดให้แฟนร่างบางที่นั่งอยู่ข้างๆ เฮฮยอนหันมายิ้มให้ก่อนลุกขึ้นเพื่อทักทาย
“มินฮยอกใช่มั้ย ได้พบกันสักทีนะ”
“พี่ยงฮวา ผมขอคุยอะไรด้วยหน่อยสิ” ยิ้มตอบให้เฮฮยอนก่อนจะดึงแขนพี่ชายให้ออกมาจากตรงนั้น เขาเปิดคำถามใส่ยงฮวาทันที

“พี่ จะเชื่อผมมั้ยถ้าผมบอกว่า เมื่อคืนผมอยู่กับแฟนพี่ทั้งคืน?” แฟนพี่ชายที่ได้แต่ฟังข่าวคราวว่าคบหากันแต่ไม่เคยได้พบหน้าค่าตากันสัก ครั้งนอกจากเห็นจากรูปถ่ายที่พี่ชายเทียวส่งไปโอ้อ้วดอยู่บ่อยๆ

“เฮ้ย! อย่ามาอำน่า”
“จริงๆพี่ เขาน่าจะเพิ่งกลับมาเมื่อเช้า”
“เพี้ยนแล้วนาย เฮฮยอนอยู่กับฉันทั้งคืน ค้างที่บ้านเรานี่แหละ”
“แต่ผมพาเขาไปค้างที่คอนโดผม ตอนแรกตั้งใจแค่ว่าจะพาเขาไปคุยเรื่องที่เลิกกับพี่แต่ผมพลั้งมือไปหน่อย”
“เดี๋ยว! นายจะบอกว่าเมื่อคืนนายกับคนที่นายคิดว่าคือเฮฮยอน ค้างด้วยกันเหรอ?”

“สอง คืนด้วยซ้ำ” พอมินฮยอกพยักหน้าแถมสำทับรับว่าไม่ใช่แค่คืนเดียวยงฮวาก็ถึงกับนิ่งค้าง ผู้เป็นพี่ชายหันไปมองแฟนตัวบางที่นั่งรออยู่ที่เดิมก่อนวกกลับมามองน้องชาย ตัวเองที่ทำหน้านิ่วคิ้วขมวดอยู่
เห็นทีงานนี้คงต้องเคลียร์กันยาวแล้วสิ

“ทำอะไรเขาไปบ้าง บอกพี่มาให้หมด” ยงฮวาล๊อคคอน้องชายพาให้ยิ่งเดินห่างออกมา เริ่มหายใจไม่ทั่วท้องเมื่อได้รับฟังจากปากมินฮยอก

“ผมบังคับเขา”
“บังคับแบบไหน?”

“บังคับ แบบไหน พูดมาสิ!” เสียงที่ถามย้ำไม่ใช่เสียงยงฮวา ชายหนุ่มทั้งสองคนหันไปยังต้นเสียงด้านหลัง เฮฮยอนที่กำลังยืนกำมือสองข้างแน่นสั่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธจดจ้องพี่น้องทั้งสองคนเขม็ง เอะใจแล้วที่มินฮยอกดึงยงฮวาออกมาคุยราวกับมีลับลมคมนัยกันแล้วก็ตกใจไม่ น้อยที่แอบฟังจนรู้ความเข้า

“คือผม… ผมงงไปหมดแล้ว ตกลงอะไรมันเป็นอะไรกันแน่?”
“ดูรูปนี้ซะ เพื่อจะช่วยให้นายหายโง่”
“ใจเย็นๆนะเฮฮยอน ผมว่ามันคงเกิดจากความเข้าใจผิดน่ะ”
“เข้าใจผิดงั้นเหรอ? อย่ามาเข้าข้างน้องตัวเองนะ”

“ดูซะสิมินฮยอก แยกออกหรือยัง?” เฮฮยอนดึงรูปจากกระเป๋าสตางค์ให้ร่างสูงดู ปัดมือยงฮวาที่พยายามจะเข้ามาห้ามไม่ให้เอาเรื่องมินฮยอก

“ฉันถามว่าแยกออกหรือยัง?!” รูปในมือบางสั่นพอๆกับน้ำเสียงที่ตะคอกถามออกมา เฮฮยอนโกรธจนหน้าแดง ดวงตาวาวโรจญจ้องมินฮยอกแน่วนิ่ง
“ฝาแฝดงั้นเหรอ?”
“ใช่ คนที่นายบังคับเมื่อคืนไม่ใช่ฉันแต่เป็นจงฮยอน เข้าใจแล้วใช่มั้ย?”
“ผม…”

RRRRRrrrrr

เสียง มือถือของเฮฮยอนร้องขัดขึ้นมา ร่างบางกดรับเมื่อเห็นว่าเป็นสายจากที่บ้าน ทั่วบริเวณเงียบเชียบแล้วบทสนทนาเพียงเล็กน้อยของเฮฮยอนกับปลายสายก็ทำให้คน ฟังอย่างยงฮวาและมินฮยอกแทบล้มทั้งยืนทีเดียว

“อะไรนะ จงฮยอนเข้ารพ.?”

เสียงติ๊งที่ดังเรียกสติของทั้งสามคน ยงฮวากุมมือเฮฮยอนทันทีที่ประตูลิฟท์เปิดออก ร่างบางชะงักเท้า ตวัดหน้ามองมินฮยอกอีกครั้ง

“ฉันบอกอีกครั้งนะว่าถ้าไม่อยากให้จงฮยอนโกรธ อย่าตามเข้าไปเด็ดขาด”
“เอาน่าเฮฮยอน ให้มินฮยอกลองเข้าไปก่อนมันอาจไม่ร้ายแรงเหมือนที่เราคิดก็ได้”

“ไม่ ต้องมาเข้าข้างน้องตัวเองเลย ไม่ร้ายแรงงั้นเหรอ งั้นที่จงฮยอนถึงกับต้องเข้ารพ.จะเรียกว่าอะไร?” คราวนี้ยงฮวาถึงกับเถียงไม่ออก หลังจากได้ความว่าน้องชายฝาแฝดของงเฮฮยอนหมดสติที่บ้านและถูกห่ามส่งรพ.หลัง กลับจากคอนโดมินฮยอก พวกเขาก็รุดมาดูอาการ รวมถึงคนก่อเหตุที่ถูกเฮฮยอนสั่งห้ามไว้แต่ก็ยังรั้นจะมา

“ผมอยากขอโทษเขา ให้โอกาสผมนะครับ”

“ฉัน ไม่ใช่คนที่จะให้โอกาสนาย คนที่นอนป่วยอยู่ต่างหากที่นายต้องพูดคำนั้น” ว่าจะใจเย็นแต่เฮฮยอนคงทำไม่ได้ เขาตั้งรับไม่ทันจริงๆ กับทุกเรื่องที่ประดังเข้ามา วินาทีที่ได้ยินว่ามินฮยอกบังคับข่มเหงน้องชายเพียงคนเดียวเพราะเข้าใจผิด คิดว่าเป็นตัวเองก็รู้สึกผิดอยู่แล้วแต่ต้องมารับข่าวร้ายอีกว่าจงฮยอนถึง กับถูกห่ามส่งโรงพยาบาลแบบนี้อีก

แต่เฮฮยอนก็ใจดำไม่ลงเมื่อมินฮยอกเองก็ยืดอกรับความผิด
และพร้อมจะเผชิญหน้ากับน้องเขาอย่างลูกผู้ชาย…

เสียง ฝีเท้าเบาลงเมื่อทุกคนหยุดตรงข้างเตียง ร่างบางที่สวมชุดของโรงพยาบาลนอนคุ้มตัวหันหลังให้ พวกเขามองภาพนั้นนิ่งนานความสงสารสะท้อนลึกในหัวใจ เฮฮยอนแตะที่ไหล่น้องชายแผ่วเบาจนคนที่สลึมสะลือหลับอยู่หันมา

“พี่ เองเหรอ ทำ…” ประโยคของจงฮยอนขาดห้วงไปดื้อๆ เมื่อมองเลยไปยังคนที่ยืนซ้อนอยู่ด้านหลัง คนแรกนั้นคือยงฮวาแฟนของพี่ชายส่วนอีกคน… ผู้ชายใจร้ายคนนั้น

“ทำไมพี่พาคนอื่นมาด้วย ผมยังไม่อนุญาติเลยนะ”
“ฟังพี่ก่อนนะจงฮยอน มินฮยอกเขามีเรื่องอยากคุยกับนาย…”
“ผมบอกว่าผมไม่อนุญาติให้คนอื่นเข้ามา ผมอยากพักผ่อน”
“จงฮยอน คือผม…”

“คน อื่นที่ผมหมายถึงไม่ใช่พี่นะฮะ พี่ยงฮวา” สิ้นคำประหารน้ำใจของคนป่วย บุคคลที่ถูกกล่าวถึงอย่างมินฮยอกจำต้องเก็บงำความในใจของตัวเองไว้ ร่างสูงเดินออกไปในที่สุด ไม่ใช่ว่ายอมแพ้ ไม่ใช่ว่าไม่อยากคุยกับจงฮยอนให้เข้าใจแต่เห็นว่าอีกคนยังป่วยอยู่ เกรงว่าไปดันทุรังให้ฟังกันอาจทำให้อาการทรุดหนักกว่าเดิม

“มินฮยอกเล่าให้พี่ฟังหมดแล้ว” เฮฮยอนนั่งลงที่เก้าอี้ เอื้อมไปจับมือน้องชายไว้
“ผมไม่จำ”
“จงฮยอน พี่รู้ว่าเป็นใครก็ต้องโกรธแต่มินฮยอกก็อยากขอโทษนายนะ”
“……….”
“ยังไงก็พักรักษาตัวก่อนแล้วกัน ค่อยว่ากันใหม่”
“……….”
“งั้นเดี๋ยวคืนนี้พี่มานอนเป็นเพื่อนนะ อย่าคิดมากล่ะ”

เฮ ฮยอนพยายามยิ้มให้น้องแม้ยิ้มนั้นจะไม่ได้มาจากใจเลย การที่จงฮยอนเอาแต่นอนเป็นหุ่นนิ่งไม่ตอบรับ ไม่หือไม่อืออะไรเลยแบบนี้สู้ให้เขาเป็นเองเสียยังดีกว่าเพราะเหตุการณ์ที่ เกิดขึ้นจงฮยอนต้องกลายมาเป็นแพะรับบาปแทนตัวเองทั้งนั้น

คล้อยหลัง พี่ชายและแฟนกลับออกไปจงฮยอนก็เหม่อลอยจนพล๊อยหลับไปมารู้สึกตัวตื่นอีกที ตอนหมอเข้ามาตรวจอาการตอนเย็น ร่างบางนอนนิ่งไม่ไหวติงปล่อยให้หมอวัดไข้ เชคโน้นนี้นั้นไปเรื่อยจนเสร็จเรียบร้อยและต่อด้วยพยาบาลนำอาหารเข้ามาให้

เหตุ ที่ไม่มีใครมาเฝ้าไข้เพราะพ่อกับแม่บินไปดูงานที่ต่างประเทศตั้งแต่อาทิตย์ ก่อน มิหนำซ้ำจงฮยอนยังห้ามไม่ให้คุณแม่บ้านมาเฝ้าเพราะเวลานี้อยากอยู่ลำพัง พยาบาลสาวใจดีนั่งรอจนจงฮยอนกินข้าวเสร็จเธอกุลีกุจอนำถาดอาหารออกไปจนประตู ถูกเปิดเข้ามาให้หลังอีกยี่สิบนาที

จงฮยอนนึกว่าเป็นคุณพยาบาลคนเดิมแต่กลับไม่ใช่

“ใครอนุญาติ?”
“พี่เฮฮยอนติดธุระคงมานอนเฝ้าไม่ได้ ผมเลยขอมาเอง”
“ฉันไม่อนุญาติ ออกไป”
“จง ฮยอน ผมขอโทษ” ร่างสูงสาวเท้าเข้ามาคว้ามือจงฮยอนไปกุมไว้แต่ก็โดนสะบัดออก ฝ่ามือบางกำห่อเป็นกำปั้นเล็กเอาไว้ ขยับตัวไปจนชิดฝั่งเตียง

“ถ้าไม่ออกไปดีๆ ฉันจะกดเรียกให้คนมาลากนายออกไป”
“ไม่มีใครลากผมออกไปได้ ผมแจ้งชื่อจะมานอนเฝ้าไข้จงฮยอนแล้ว”
“ฉันบอกว่าฉันไม่อนุญาติไง อย่ามาใช้กำลัง อย่ามาใช้อำนาจที่นี่นะ!!”
“มี อะไรหรือเปล่าค่ะ?” ครั้งนี้เป็นพยาบาลที่เปิดประตูเข้ามาจริงๆ เพราะเสียงถกเถียงของคนป่วยกับคนที่แจ้งชื่อว่าจะมาเฝ้าไข้เล็ดลอดออกไปถึง ด้านนอก จงฮยอนร้องบอกปากคอสั่นจะให้ลากตัวมินฮยอกออกไปแต่ร่างสูงก็แทรกขัดขึ้นมา ก่อน

“คุณพยาบาลมีอะไรหรือเปล่าครับ?” มินฮยอกถามสุภาพ
“พอดีฉันจะเข้ามาเช็ดตัวให้คนไข้นะค่ะเพราะใกล้ถึงเวลานอนแล้ว”
“เช็ด ตัวเหรอครับ?” ร่างสูงถามย้ำอีกครั้งก่อนหันไปมองคนป่วย จงฮยอนเอามือรวบคอเสื้อตัวเองเลิ่กลั่กส่งสายตาให้มินฮยอกช่วย นี่คงเป็นการยอมพูดโดยใช้ความรู้สึกและสายตาเป็นตัวกลางไปถึงกันครั้งแรก

“เดี๋ยวผมขอเช็ดตัวให้เขาเองได้มั้ยครับ พอดีเขาไม่ค่อยคุ้นกับการให้คนอื่นทำให้”
“จะ จะดีเหรอค่ะ?”
“ให้ เขาเช็ดให้ดีกว่า ขอบคุณมากนะครับคุณพยาบาล” ความหวาดระแวงระหว่างกันทอนน้ำหนักลงไปในชั่วพริบตา จงฮยอนสำทับคำพูดของร่างสูงทำให้พยาบาลยอมล่าถอยออกไปในที่สุด เธอกลับเข้ามาอีกรอบพร้อมผ้าขนหนูผืนใหม่และบอกเพียงว่านั้นเป็นอุปกรณ์ที่ จะใช้เช็ดตัว ส่วนกะลังมังให้หาดูในห้องน้ำ

คล้อยหลังพยาบาลออกไปมิ นฮยอกก็หยิบผ้าขนหนูเดินตรงรี่เข้าห้องน้ำไปราวๆ ห้านาทีก็เดินกลับออกมาหาคนป่วยที่เตียง จงฮยอนเลิกตาขึ้น มือยังรวบคอเสื้อตัวอยู่

“หรือจะให้คุณพยาบาลเข้ามาเช็ดให้ กล้าให้เห็นรอยบนตัวหรือไง?” จงฮยอนแทบถลาเข้าไปขยำคอคนพูด เมื่อกี้ยังนึกขอบคุณอยู่แท้ๆที่ช่วยไว้ แปลกใจเหมือนกันที่ขอให้มินฮยอกช่วยตอนที่คุณพยาบาลจะเช็ดตัวให้แล้วอีกคน เข้าใจโดยไม่ต้องพูดอะไรให้มากแต่ความรู้สึกขอบคุณเหล่านั้นก็พังลงหมดแล้ว

“เดี๋ยวฉันเช็ดเอง”
“เก็บแรงไว้นั่งให้ตรงๆ ก่อนดีกว่า เขยิบมาสิ เดี๋ยวผมเช็ดให้”
“บอกว่าไม่ต้อง”
“จงฮยอน เดี๋ยวเช็ดตัวเสร็จค่อยดื้อต่อนะ”
“นี่เราไม่สนิทถึงขั้นจะมาพูดแบบนั้นนะ อีกอย่างฉันก็โตกว่านาย”
“สนิทหรือไม่สนิทไม่รู้ รู้แต่ว่ารอยพวกนั้น… ผมเป็นคนทำทั้งนั้น หรือจะเถียง?”
“ออกไปเลย อ๊ะ!”

คน ช่างเถียงต้องสิ้นฤทธิ์เมื่อถูกรั้งเอวให้กลับมานั่งกลางเตียงแล้วผ้าขนหนู ชุบน้ำพอหมาดแตะเข้ากับร่างกายตัวเอง มินฮยอกไม่ได้ถอดเสื้อผ้าคนป่วยออกเพียงเลิกขึ้นเพื่อให้เช็ดได้ถนัดๆ จงฮยอนกัดปากแน่น ยอมนั่งเป็นหุ่นนิ่งให้คนบ้าอำนาจทำอยากที่ใจอยากทำจนเสร็จเรียบร้อยก็ถูก อุ้มลงจากเตียงตรงรี่เข้าไปในห้องน้ำ

“เปลี่ยนชุดด้วย จะได้สบายตัว”
“ไม่ต้องมาสั่ง”
“ไม่ได้สั่งแค่บอกเฉยๆ ผมไม่กล้าสั่งคนแก่กว่าหรอก”
“นายว่าฉันแก่เหรอ?”
“เปล่าๆ อย่าโกรธบ่อยสิเดี๋ยวก็ไข้กลับอีกหรอก”
“แล้วฉันเป็นไข้เพราะใครล่ะ?”
“รู้ครับถึงมาดูแลอยู่นี่ไง”
“ไม่จำเป็น”
“จงฮยอน พอแล้วน่าถ้าไม่รีบเปลี่ยนผมจะเปลี่ยนให้เองนะ”
“ออกไปสิ”

เหนื่อย จะเถียงจึงรุนหลังให้อีกคนออกไปรอด้านนอก จงฮยอนถอนหายใจอ่อนแรง ไข้กายลดลงมากแล้วแต่ไข้ที่อื่นในร่างกายนี้สิทำเช่นไรถึงจะหายกันนะ ร่างบางปลดชุดออกไม่รีบร้อน ทั้งเรี่ยวแรงไม่มีทั้งแทบไม่อยากเห็นร่อยรอยมากมายบนร่างกายตัวเอง ไล่มองจากกระจกที่สะท้อนอยู่… มันปรากฏเต็มไปหมด แทบทุกส่วนของร่างกายทีเดียว

แต่ก็อย่าคิดว่าตบหัวแล้วจะมาลูบหลังได้ง่ายๆนะ คังมินฮยอก!

พอ เปลี่ยนชุดเสร็จจงฮยอนก็เดินกลับไปที่เตียงเองแม้อีกคนแสดงเจตจำนงจะเข้ามา ประคองก็ออกปากห้ามเสียงดัง ร่างสูงเองก็เหนื่อยใจจึงได้แต่เดินตามไปใกล้ๆ เท่านั้น จัดการปรับเตียงให้คนป่วยนอนได้สบายๆ ก็เลือกจะลากเก้าอี้มานั่งเฝ้าข้างๆ จงฮยอนตวัดหน้ามาขึงตาใส่

“จะมานั่งใกล้ๆ ทำไม?”
“ก็มาเฝ้าไข้”
“ขอล่ะ อย่ามากวนประสาทกันได้มั้ย ทางที่ดีนายกลับไปดีกว่า”
“นี่ไล่ผมเป็นรอบที่เท่าไรแล้ว จำได้รึเปล่า?”
“ไม่ จำ นายจะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันอยากอยู่คนเดียว” พลันคนร่ำร้องให้มินฮยอกไปให้พ้นๆ หน้าก็ตีหน้าเหวอเมื่อร่างสูงผุดลุกขึ้น มินฮยอกทำสีหน้าลำบากใจเล็กน้อยก่อนเดินไปล้มตัวนอนที่โซฟาตัวยาวมุมห้องแทน เป็นอันยุติบทสนทนาซ้ำๆซากๆเสียที

ต่างคนต่างจมอยู่กับที่นอนจำเป็นของตัวเอง… ยาวนาน

“อือ อย่านะ อย่า!!”
“จง ฮยอนๆ จงฮยอน” มินฮยอกสะดุ้งตื่น ถลาเข้าไปดูคนป่วยที่ละเมอเพ้ออยู่ที่เตียง จงฮยอนป่ายมือคล้ายกับปกป้องตัวเองอยู่กลางอากาศ ทันทีที่ตื่นก็ถอยกรูดจนแทบตกเตียงเมื่อเห็นว่ามินฮยอกกำลังตะคองกอดตัว เองอยู่ ร่างบางสั่นงกงันราวกับคนหวาดผวา

“ฝันร้ายเหรอ?”
“ฉันฝันถึงนาย…”
“ผม ขอโทษ ขอโทษจริงๆ” กระชับอ้อมกอดแน่น กดจูบที่หน้าผากชื้นเหงื่อนั้นเพื่อปลอบประโลม เพื่อย้ำคำว่าขอโทษจริงๆ จากหัวใจ จงฮยอนนิ่งเงียบในอ้อมกอด ไม่ดิ้นขัดขืนเหมือนทุกครั้ง

“ปล่อย ได้แล้ว” ให้อีกคนกอดจนสมใจก็ประท้วงให้ปล่อย จงฮยอนล้มตัวลงนอนตามเดิมหันหลังให้คนมาเฝ้าไข้ที่ถอยหลังกลับไปนอนที่โซฟา แล้ว มือบางกำผ้าห่มจนยับย่นนึกโกรธตัวเองยิ่งนักที่ไม่ผลักไสมินฮยอกออกไปไม่พอ ซ้ำร้ายยังยอมให้กอดอยู่เป็นนาน จงฮยอนรู้ว่าตัวเองยังไม่จนแต้มถึงขั้นสู้หรือขัดขืนไม่ได้แต่ก็ไม่รู้เช่น กันว่าทำไมถึงยอมให้คนที่ทำร้ายตัวเองแสนสาหัสเมื่อคืน… กอดไว้แบบนั้น

จงฮยอนเก็บคำถามนั้นไว้ในใจจนผล๊อยหลับไปอีกรอบ

อาหาร มื้อเช้าของทางโรงพยาบาลถูกพยาบาลสาวเข็นมาวางตรงหน้า ร่างบางมองมันก่อนเบือนหน้าหนี แอดมิดได้วันเดียวก็จริงแต่อาหารที่ซ้ำไปซ้ำมาสามมือแบบนี้ก็ทำให้ไม่อยาก อาหารเอาเสียเลย

ให้หลังคุณพยาบาลออกไปตามคำขอว่ามื้อนี้จะกินด้วย ตัวเองจงฮยอนก็กวาดสายตาไปรอบห้อง ไหนล่ะคนที่บอกจะมาอยู่เฝ้าไข้กันไหงพอเช้ามาถึงหายหัวไปแบบนี้ ร่างบางค่อนขอดในใจ สุดท้ายก็ได้แค่นี้สินะคังมินฮยอก

ก่นด่าอีกคนใน ใจก่อนดันโต๊ะที่มีถาดข้าววางไว้ออกไปข้างเตียง จงฮยอนฉวยลงนอนตามเดิมพลันนึกถึงพี่ชายเพียงคนเดียว นี่พี่เฮฮยอนไม่คิดจะมาดูดำดูดีน้องเลยหรือไง

RRRRRrrrrr

“เป็นไงบ้างจงฮยอน?” ไม่ทันขาดคำผู้เป็นพี่ชายฝาแฝดก็โทรมา
“ดีขึ้นแล้วฮะ นี่พี่ยงฮวาไม่อยู่เหรอถึงโทรหาผมได้?”
“ประชดเก่งจริงนะ พี่ยงฮวาไปทำงานส่วนพี่กำลังจะเข้าประชุม”
“ผมฝากงานด้วยนะฮะ ไว้ออกจากโรงพยาบาลแล้วจะกลับไปเคลียร์”
“ไม่ต้องรีบหรอก งานพวกนั้นไม่ได้เร่งอะไรแล้วเรื่องไปดูงานที่ญี่ปุ่นล่ะ ยังจะไปไหวรึเปล่า?”
“ไหวฮะ ผมจะไปเหมือนเดิมพี่ห้ามแย่งผมนะ”
“ฮ่าๆ ไม่แย่งๆ เอาไว้ให้หายดีก่อนเถอะ เดี๋ยวพี่ต้องเข้าประชุมแล้ว ไว้จะโทรหาใหม่นะ”
“ฮะ”
“จงฮยอน”
“พี่ขอโทษนะที่ทำให้นายต้องมารับเคราะห์แทนแบบนั้น”
“ช่างมันเถอะ ผมบอกแล้วว่าผมไม่จำ”
“เสียดายเนอะ ทั้งที่การเจอกันครั้งแรกของนายกับมินฮยอกจะดีกว่านี้แต่…”
“ผม บอกว่าช่างมันไงฮะ” จงฮยอนตัดบทพี่ชายก่อนจะบอกว่าขอตัวเข้าห้องน้ำแล้ววางสาย ขาสองข้างพาไปหยุดในห้องน้ำ วางมือบนขอบอ่างล้างหน้า เงยขึ้นจดจ้องดวงตาของคนที่สะท้อนในกระจก

‘เสียดายเนอะ ทั้งที่การเจอกันครั้งแรกของนายกับมินฮยอกจะดีกว่านี้…’

นั้นสินะ ใยหนอถึงให้การเจอกันครั้งแรกของเราสองคนออกมาเป็นแบบนี้ จงฮยอนไม่เพียงเสียดายแต่จงฮยอนรู้สึกเสียใจและผิดหวังเหลือเกิน

“จงฮยอน! จงฮยอน!”
“จะเสียงดังทำไม ฉันอยู่นี่”
“นึก ว่าหนีผมไปแล้วซะอีก” คนที่ทะเล่อทะล่าเข้ามา คนที่ส่งเสียงเอะอะมะเทิงจนจงฮยอนต้องเปิดประตูห้องน้ำออกมาดูดึงจงฮยอนเข้า ไปกอดหมับ ได้ยินเสียงมินฮยอกทอดถอนหายใจราวกับโล่งอกก็ได้แต่ยิ่งนิ่งงันในอ้อมกอด นั้นๆ

แล้วก็เหมือนเดิม ร่างบางต้องประท้วงให้อีกคนปล่อยเพราะการกอดที่กินเวลามากขึ้นทุกทีๆ ก่อนกลับไปนั่งที่เตียง เหลือบเห็นคนที่วิ่งหูตาตั้งเข้ามาจัดการเทเค้กใส่จานแล้วรี่มาเสิรฟ์ถึง โต๊ะที่เจ้าตัวเพิ่งยกถาดข้าวออกไปอย่างรู้น่าที่

“ว่าแล้วเชียวว่าต้องไม่ยอมกินข้าวโรงบาล งั้นกินข้าวก่อนดีกว่าผมซื้อข้าวซุปหมูมาให้”
“ข้าวซุปหมู?”
“ของโปรดจงฮยอนไม่ใช่เหรอ หรือผมฟังมาผิด?”
“นายไปซื้อที่ไหนมา?”
“ก็มันเป็นของขึ้นชื่อที่ไหนล่ะ?”
“อย่าบอกนะว่านายไปซื้อที่ปูซานมา?”
“ถูก งั้นผมเทให้นะ” ไม่ทันได้ถามต่อว่าไปซื้อมายังไงแต่ถ้าให้จงฮยอนเดาถ้ามินฮยอกไม่ลูกไม้ใส่ คงไม่ขับรถก็คงนั่งเครื่องไปกลับเอาแต่ถ้าจะใช้วิธีเจ้าเล่ห์หน่อยๆก็คงไป สั่งทำพิเศษจากร้านใดร้านหนึ่งมา

ชามข้าวต้มใส่ไข่ดิบของทางโรง พยาบาลที่จงฮยอนปัดมันทิ้งถูกแทนที่ด้วยชามข้าวซุปหมูหอมกรุ่นที่รสชาติราว กับต้นตำรับแถวแหล่งกำเนิดของมัน ร่างบางตั้งใจจะกินเพื่อไม่ให้เสียมารยาทนักแต่จนแล้วจนรอดก็กินจนเกลี้ยง ชาม

จงฮยอนตาโตเมื่อเค้กส้มจากร้านประจำถูกวางต่อหลังถาดข้าวถูกนำไปเก็บ เลิกคิ้วให้ร่างสูง

“ไปหลอกถามพี่เฮฮยอนมาล่ะสิ”
“ไม่ได้หลอกถาม ผมถามตรงๆ”
“นายคิดว่าทำแบบนี้แล้วฉันจะใจอ่อน ยกโทษให้นายงั้นเหรอ?”
“แล้ว ผมพูดสักคำหรือยัง?” นั้นสิ มินฮยอกยังไม่ได้พูดอะไรสักคำ จงฮยอนยักไหล่เลิกต่อความยาวสาวความยืดอีกเอาส้อมจิ้มเค้กแสนนุ่มจากร้าน ประจำที่มักจะแวะเวียนไปซื้อบ่อยๆและเลือกสั่งจากร้านนี้เวลาจัดงานปาร์ตี้ ที่บ้านหรือที่บริษัท

ครั้นพอกินเสร็จคนที่เงียบมาพักใหญ่อย่างมินฮยอกลากเก้าอี้มานั่งข้างเตียง

“ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ฉันไม่อยากฟัง” จงฮยอนดักทางทำให้ร่างสูงปล่อยหัวเราะออกมา
“ฟังหน่อยนะ”
“ฉันไม่ใช่เพื่อนเล่นนายนะ”
“รู้ครับแต่ช่วยฟังผมหน่อย”
“ถ้าจะพูดเรื่องเลวๆ ที่นายทำไว้ ฉันไม่ฟัง”
“ให้โอกาสผมได้มั้ย? ผมจะไม่แก้ตัวกับเรื่องที่ทำไปแล้วแต่ผมอยากขอแก้ตัว อยากให้จงฮยอนมองผมใหม่”

“นาย จะทำไปทำไมมินฮยอก เราสองคนไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันอยู่แล้ว อีกอย่างฉันไม่ใช่ผู้หญิง มันไม่เสียหายอะไรมากหรอก ฉันลืมไปหมดแล้วด้วยซ้ำ”

“ผมก็อยากให้จงฮยอนลืม… ผมให้จงฮยอนจำเรื่องใหม่ๆ ที่ดีกว่านั้น”
“เลิก พร่ำเถอะ ฉันอยากพักผ่อน” เป็นอีกครั้งที่จงฮยอนใช้วิธีล้มตัวลงนอนดื้อๆ แล้วหันหลังให้กัน ร่างสูงถอนหายใจอ่อนแรงก่อนลุกไปนั่งเงียบๆ ที่โซฟา น้ำเสียงไม่อยากคุย ใบหน้ารำคาญใจ อาการตัดรอนสารพัดเริ่มทำให้เขาถอดใจกรายๆ แล้วแต่พอนึกถึงคำที่พี่เฮฮยอนกำชับมาก็ทำให้หลุดยิ้มอย่างเสียไม่ได้

‘พี่ว่าที่จงฮยอนไม่กดเรียกให้ยามมาลากตัวนายออกมาอาจจะไม่ได้ถึงขั้นเกลียดนายก็ได้’
‘ลองแสดงความตั้งใจ แสดงความบริสุทธิ์ใจในการขอโทษดูก่อนถ้าโดนไล่ตะเพิดออกมาค่อยเลิกล้ม’
‘แต่บอกไว้ก่อนนะที่พี่พูดพี่เปิดทางให้แบบนี้พี่ไม่ได้เข้าข้างนายนะมินฮยอกแต่ยังไงซะ พี่ก็ไม่อยากให้น้องพี่เสียตัวฟรี’

มิ นฮยอกจำน้ำเสียงแข็งๆ ในประโยคสุดท้ายของเฮฮยอนได้ซ้ำร้ายยังจำสีหน้าคาดโทษของอีกคนได้ไม่ลืม เดิมทีพี่ยงฮวาก็ถามว่าถ้าขอโทษแล้วจงฮยอนให้อภัยจะทำยังไงต่อเขาจนคำตอบแต่ ไม่นึกเลยว่าแค่ได้มาอยู่ใกล้ๆ แค่คืนเดียวแบบนี้… มันทำให้เขาอยากอยู่กับจงฮยอนให้นานกว่านี้แต่ก็ให้ขีดจำกัดไม่ได้ว่า นานกว่าที่ว่าคือระยะเวลาเท่าไร

บรรยากาศในห้องโปร่งโล่งสบายและความ เงียบเชียบจากทั้งสองคนที่สิงตัวอยู่ในห้องทำให้ต่างคนต่างพล๊อยหลับไปโดย ไม่รู้ตัว มินฮยอกมารู้สึกตัวตื่นอีกทีตอนที่ยงฮวาและเฮฮยอนมาเยี่ยม ไม่มีใครปลุกจงฮยอนเพราะอยากให้พักผ่อนให้เต็มที่จึงพากันออกมาคุยกันนอก ห้อง

“ไม่แผลงฤทธิ์แล้วเหรอ?” เฮฮยอนถามอย่างไม่รอช้า มินฮยอกส่ายหน้า
“คงได้กินของโปรดมั้งครับ เลยไม่อาละวาด”
“ของโปรด?”
“ก็ข้าวซุปหมูกับเค้กส้มไง พี่บอกผมเองไม่ใช่เหรอว่าจงฮยอนเค้าชอบ?”
“นี่อย่าบอกนะว่านายไปหาซื้อเอาแถวนี้นะ ไม่อร่อยสักร้าน”
“ใคร ว่าละครับ ของแบบนี้ถ้าไม่ใช่ร้านขึ้นชื่อจริงๆ ผมไม่กล้าซื้อมาให้เขาเอาราดหัวผมหรอก ขอบคุณมากนะพี่ที่ช่วยพูดกับพ่อให้ใช้เครื่องบินเจ็ท” อธิบายยืดยาวพลางหันไปยิ้มให้พี่ชายตัวเอง เฮฮยอนถึงกับร้องลั่นเมื่อเพิ่งเข้าใจว่ามินฮยอกบ้าพลังโดยการใช้เครื่องบิน ส่วนตัวของที่บ้านบินไปซื้อมันจากปูซาน สองพี่น้องไม่พูดอะไรต่อมิหนำซ้ำยังเสเปลี่ยนเรื่องเสียทำให้เฮฮยอนได้แต่ กอดอกฟัง เออออห่อหมกไปอย่างขัดไม่ได้จนได้เวลาต้องกลับไปพบลูกค้าตอนเย็นจึงฝากให้มิ นฮยอกช่วยเฝ้าไข้จงฮยอนต่อ

“มินฮยอก” เฮฮยอนที่ถูกยงฮวาจูงมือให้เดินไปที่ลิฟท์ด้วยกันหันกลับมาเรียก ร่างสูงเปิดประตูได้เพียงนิดเดียวก็หันไปรอฟังเช่นกัน

“ถามจริงๆ ว่าทำแบบนี้เพราะแค่ต้องการขอโทษจงฮยอนเหรอ?”
“ก็อาจใช่”
“ถ้าจะทำแค่ขอโทษ พี่ว่าแค่นี้ก็พอแล้วล่ะ”
“ครับ”

ร่าง สูงเปิดเข้ามาในห้องอีกครั้งเขาแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นว่าคนป่วยตื่นแล้วและ กำลังนั่งจ้องเขาอยู่ที่เตียง จังหวะสืบเท้าเข้าไปหาไม่ได้รีบร้อนผิดกับใจเขาที่ไฟเริ่มก่อสุม มินฮยอกไม่มั่นใจว่าจงฮยอนจะได้ยินบทสนทนาระหว่างตัวเองกับเฮฮยอนมากน้อยแค่ ไหน

“ทำไมนายยังอยู่อีก?’ จงฮยอนถามฉับไว ตีหน้าเบื่อระอาหนักหนา
“ก็ผมบอกแล้วว่าจะเฝ้าไข้”
“ฉันหายแล้ว โง่จริงหรือแกล้งโง่กันแน่?”
“ตั้งใจจะพูดแรงๆ กับผมเหมือนที่ผมพูดกับจงฮยอนไว้ใช่มั้ย เอาเถอะ อยากทำอะไรก็ทำ”
“นี่ มินฮยอก!” เจ้าของชื่อไม่ได้ขานรับได้แต่เดินไปนั่งเก้าอี้ข้างเตียง สีหน้าเรียบเฉยไม่ทุกข์ร้อนไม่เกรงกลัวว่าอารมณ์ของจงฮยอนอาจใกล้ระเบิดเอา เมื่อไรก็ได้ มินฮยอกเงยหน้าขึ้นมอง

“ถ้าฉันปล่อยให้นายเฝ้าไข้ นายก็จะพอใจใช่มั้ย?” ร่างสูงพยักหน้ารับ
“ตามใจ”

นั้น คือคำพูดสุดท้ายของวันก่อนจงฮยอนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเนิ่นนานและกลับ ออกมาด้วยสภาพที่บอกว่าได้ขัดคำสั่งหมอด้วยการอาบน้ำเสียแล้ว มินฮยอกถึงกับหงุดหงิดแต่ก็ทำอะไรไม่ได้จึงปล่อยเลยตามเลย จนถึงมื้อเย็นที่อาหารน่าตาน่ากินหลากหลายอย่างถูกนำมาส่งจากการโทรไปสั่ง ไว้ของคนเฝ้าไข้

มินฮยอกโดนความแปลกใจเล่นงานอีกครั้งที่คนป่วยไม่ ดื้อหัวชนฝาเหมือนกับทุกครั้ง ก้มหน้าก้มตากินไปพร้อมการไม่ปริปากพูดสักคำเช่นกัน น้ำเสียงกรุ่นโกรธ ถ้อยคำเฉือดเชือนระหว่างกันพลันหายไปจนให้หลังคุณหมอเข้ามาตรวจอาการในตอน ค่ำและแจ้งข่าวดีว่าพรุ่งนี้จงฮยอนจะสามารถกลับบ้านได้แล้ว

ไฟในห้อง มืดสนิทได้ยินเพียงเสียงพลิกตัวไปมาจากคนที่อาศัยโซฟาตัวยาวต่างที่นอน แม้ย่างกรายเข้าคืนที่สองที่ต้องนอนบนวัถตุปุหนังแบบนี้มินฮยอกก็ยังไม่คุ้น ชินกับมัน

“นายน่าจะกลับไปนอนสบายๆ ที่บ้านนะ”
“ยอมพูดกับผมแล้วเหรอ?”
“ฉันจะพูดก็เมื่ออยากพูด”
“จง ฮยอน” เสียงเรียกชื่อดังขึ้นใกล้ๆ มารู้ตัวอีกทีมินฮยอกก็เดินฝ่าความมืดมายืนอยู่ข้างเตียง จงฮยอนช้อนตาขึ้นมอง มันมากกว่าคำว่าระอาใจเสียแล้ว

“ให้ผมนอนด้วยได้มั้ย?”
“ไม่ได้!”
“ก็เห็นอยู่ว่าที่โซฟามันไม่สบายตัว”
“แล้วถ้ามานอนเบียดกันที่เตียงนี่นายคิดว่ามันจะสบายขึ้นหรือไง?”
“ก็ไม่อาจสบายตัวแต่ผมว่ามันทำให้สบายใจ”
“ไม่! เอ๊ะ ทำไมนายพูดไม่รู้ฟังแบบนี้ ลงไปเลย”
“ดีๆ สิเดี๋ยวก็ตกไปหรอก เขยิบเข้ามา” มองไม่ชัดว่ามินฮยอกทำสีหน้าเช่นไรแต่จับน้ำเสียงได้ว่าเริ่มคล้ายกับออกคำ สั่ง เอวบางถูกดึงเข้าไปกอดอย่างถือสิทธิ์หนำซ้ำแขนยาวๆ นั้นยังกอดรัดจงฮยอนไว้จนแทบอึดอัด

“ไม่ต้องกอดแน่นได้มั้ย ฉันหายใจไม่ออก”
“แสดงว่ายอมให้ผมกอด?”
“คน บ้าอำนาจอย่างนาย เคยคิดจะฟังใครงั้นเหรอ?” จงฮยอนรู้ว่าชวนทะเลาะกันไปก็เสียเวลาเปล่า ต่างฝ่ายต่างนิ่งในอ้อมกอดจนมินฮยอกตกใจที่จู่ๆ จงฮยอนพลิกตัวหันหลัง ร่างสูงยังดึงเอวบางให้มาอยู่ในอ้อมกอดเหมือนเดิมนึกขันที่จงฮยอนคงทำอะไร ไม่ได้มากนอกจากตั้งแง่ให้ได้มากที่สุด

เสียงทุ้มของคนที่นอนซ้อน ด้านหลังกระซิบข้างหูให้หลับฝันดี คนป่วยที่บอกว่าตัวเองหายป่วยแล้วได้แต่พยักหน้ารับฟังน้อยๆ ก่อนพล๊อยหลับไปเพราะฤทธิ์ยาจนถึงเช้าของอีกวัน

เช้าในวัน ถัดมา ประตูห้องพักฟื้นของจงฮยอนถูกเปิดเข้ามาจากพยาบาลสาวโดยมียงฮวาและเฮฮยอนที่ แวะมาเยี่ยมน้องชายก่อนจะเข้าบริษัท ทั้งสามอ้าปากค้างกับภาพที่เห็นก่อนที่ยงฮวาจะขอให้นางพยาบาลออกไปก่อน

“ไห งเป็นแบบนี้ไปได้เนี่ย?” เฮฮยอนกอดอกยืนมองน้องชายตัวเองที่นอนหลับปุ๋ยอยู่ในอ้อมกอดของมินฮยอก นอนเบียดเสียดกันบนเตียงแคบๆ แต่กลับมีสีหน้าหลับฝันดีกันแบบนั้นแสดงว่าระยะเวลาสองวันสองคืนที่ได้อยู่ ด้วยกัน… ทำให้อะไรต่ออะไรมันดีขึ้นแล้วสินะ

“จะรอให้สองคนนี้ตื่นมั้ยหรือว่าจะเข้าบริษัทเลย?” ยงฮวากระซิบถามแฟนร่างบาง
“ฉันอยากยืนดูจนกว่าสองคนนี้จะตื่นด้วยซ้ำ”
“ทำได้ที่ไหนล่ะ งั้นเดี๋ยวฉันไปส่งนายที่บริษัท”
“เดี๋ยว ยงฮวา”
“……….”
“ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่มินฮยอกคิดไว้ ยังจะตื้อจงฮยอนอยู่มั้ย?”
“หมายความว่าไง?”
“ไม่รู้สิแต่ฉันบอกตรงๆ ว่าเดาใจจงฮยอนไม่ได้จริงๆ”
“คงไม่เลวร้ายเหมือนที่เราคิดหรอกน่า”
“น้องฉัน ฉันดูออก”
“เอาเถอะ มินฮยอกมันเรียนผูกมันก็ต้องเรียนแก้เอง ไปกันเถอะ”

จง ฮยอนรู้สึกตัวตื่นเพราะเสียงเปิดเข้าเปิดออกของประตูแต่กลับพบเพียงห้องที่ ว่างเปล่า หันมองคนที่ยังนอนกอดตัวเองไว้ก็ค่อยๆ จับแขนมินฮยอกออกไปจากเอวตัวเอง แววตาดำขลับลอบมองคนที่ยังหลับไม่รู้เรื่องอยู่ ยิ้มบางให้

ทำไมไม่ทำตัวน่ารักแบบนี้ตอนเจอกันครั้งแรกน่า มินฮยอก

นั้น ไม่ใช่คำถามแต่เป็นแค่คำตัดพ้อที่จงฮยอนเอ่ยในใจตัวเอง ร่างบางแอบย่องลงจากเตียงอย่างระมัดระวังไม่ให้อีกคนตื่นก่อนปลีกตัวเข้าไป อาบน้ำอาบท่าเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน ระหว่างรอให้อีกคนตื่นจงฮยอนได้นั่งรอที่โซฟาเงียบๆ ร่างบางก้มมองมือตัวเองความชาน้อยๆ จากแรงบีบมีมากขึ้น รู้เลยว่ายิ่งทำให้ตัวเองหนักแน่นมากเท่าไรความอ่อนไหวในใจก็มากขึ้นเท่า นั้น

“ตื่นแล้วเหรอ?”
“อือ ไปอาบน้ำสิ ฉันอยากกลับแล้ว”

วันนี้ ไม่เพียงแต่ตัวเองที่ทำตัวดีมินฮยอกก็เช่นกัน ร่างสูงเดินสโลสเลไปอาบน้ำก่อนจะยิ้มกว้างออกมาขณะที่คนหายป่วยกำลังเก็บ ข้าวของลงกระเป๋า มันไม่มีอะไรให้เก็บมากจึงเสร็จเรียบร้อยภายในไม่กี่นาที คล้อยหลังมินฮยอกออกไปติดต่อกับนางพยาบาลด้านนอกก็เข้ามาถือกระเป๋าอีกคนให้ และมุ่งหน้าไปที่ลานจอดรถ

จงฮยอนชะงักเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นรถคุ้นตา เบื้องหน้า หากเจ้า Lamborghini Aventador คันตรงหน้ากลายร่างเป็นก้อนหินเล็กๆ ได้คงเตะมันทิ้งไปให้ไกลหูไกลตาแล้วรวมถึงเจ้าของมันด้วย ร่างบางถูกรุนๆ ให้ขึ้นไปนั่งเป็นตุ๊กตาหน้ารถโดยคนบ้าอำนาจตามเคย

รถคันเดิมที่เคย พาจงฮยอนไปรับชะตากรรมโหดร้ายหลายวันก่อนกำลังแล่นฉิวอยู่บนถนนเส้นหลักใน กรุงโซล เสียงเพลงคลอเบาๆ จากแผ่นที่มินฮยอกเปิดช่วยทำให้บรรยากาศภายในรถไม่เงียบเชียบจนเกินไป ไม่นานรถคันหรูก็มาจอดเทียบอยู่หน้าบ้านของจงฮยอน

“ขอบคุณนะ นายไม่ต้องลงไปหรอก”
“อะไรกัน ผมตั้งจะอยู่เป็นเพื่อนทั้งวันเลยนะ”
“ไม่ ต้องหรอก ฉันอยากพักผ่อนสบายๆ สักวัน” บางทีจงฮยอนยังนึกไม่ถึงว่าทำไมตัวเองใจแข็งได้มากขนาดนี้ ถ้อยคำต่างๆ นานาที่อีกคนอยากอยู่ด้วย อยากดูแล อยากให้เห็นใจปลิวเข้าหูมาแต่กลับไปไม่ถึงหัวใจจงฮยอนสักครั้ง ร่างบางคว้ากระเป๋าทางเบาะหลังมาและลงจากรถไปรวดเร็ว

มินฮยอกมองคน ที่ออกปากไล่เขาอีกแล้วเข้าบ้านไปจนลับสายตา ถอนหายใจเหนื่อยอ่อนในรถเกือบสิบนาทีก่อนตัดสินใจสตาร์ทรถ คงต้องกลับไปตั้งหลักก่อนหากจงฮยอนชิงชัง เกลียดขี้หน้าเขาหนักขืนดันทุรังให้เห็นหน้ากันทั้งวันทั้งคืนคงมีแต่พังกับ พัง

เขาไม่ได้กลับบ้านแต่เปลี่ยนเส้นทางไปยังบริษัทและโชคดีไม่น้อย ที่พบเฮฮยอนกำลังอยู่ที่นั้น พี่ชายฝาแฝดของจงฮยอนวางหนังสือพิมพ์ในมือลง เงยหน้าขึ้นมองผู้ก่อคดีไว้กับน้องชายตัวเอง พอฟังความว่าเพิ่งไปส่งจงฮยอนที่บ้านก็ค่อยโล่งใจ

“นึกว่าโดนไล่มาซะอีก”
“ก็ไม่เชิงหรอกครับ เขาใจแข็งน่าดู”
“เป็นพี่จะใจแข็งกว่านี้อีก ที่นายทำไว้เล่นๆ ซะที่ไหนล่ะ”
“เฮ้อ รู้ครับ”
“มิ นฮยอกถ้าถอดใจแล้วก็พอเถอะ ทำไปก็ใช่ว่าอะไรมันจะดีขึ้นอีกอย่างถ้าอยากขอโทษจงฮยอนพี่ว่าแค่นี้ก็พอ แล้ว” เฮฮยอนพยายามดึงเจตนาอันแรงกล้าของมินฮยอกให้ทอนน้ำหนักลง ไม่ใช่ไม่รู้ว่าน้องตัวเองก็ใจแข็งแต่ก็ยังไม่เห็นหนทางที่มินฮยอกจะสมหวัง เช่นกัน ยงฮวาที่นั่งทำงานเงียบๆ ลุกเดินมาจากโต๊ะ ตบบ่าน้องชายเบาๆ

“พี่ก็คิดเหมือนเฮฮยอนนะ ถ้าแค่อยากขอโทษเขาพี่ว่าแค่นี้ก็พอแล้ว”

เขา เองก็มีความคิดไม่ต่างจากเฮฮยอนนักแต่ก็เดาไม่ถูกว่าสิ่งที่มินฮยอกต้องการ มีเส้นตายอยู่ที่คำว่าอยากขอโทษจริงหรือเปล่า พลันเงียบกันทั่วห้องมินฮยอกก็ขอตัวกลับหน้าตาเฉย เดิมทีตั้งใจจะมาปรึกษาพี่ชายเสียหน่อยแต่เจออาการเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย แบบนี้ก็ปลีกตัวกลับจะดีกว่าแต่ขายาวๆ ก้าวยังไม่ถึงประตูดี เสียงมือถือของเฮฮยอนก็ดังขึ้น

สีหน้าหวาดหวั่นเล็กน้อยขณะมองหน้ามินฮยอกก่อนกดรับ ทำให้รู้ว่าคงเป็นจงฮยอนที่โทรมา

“ว่าไงจงฮยอน กลับบ้านแล้วใช่มั้ย?”
“ฮะ ผมจะเลื่อนไฟล์ทไปญี่ปุ่นเป็นวันนี้นะฮะ ยังไงฝากงานที่นี่ด้วย”
“จะบ้าเหรอจงฮยอน ทำไมต้องรีบแบบนั้น นายเพิ่งจะหายป่วยนะ”
“ผมหายแล้วแล้วพี่จะเสียงดังทำไม ผมไปทำงานนะ”
“รู้แล้วว่าไปทำงานแต่คนอื่นๆ จะไปได้วันมะรืนนะ ถ้าจะไปวันนี้แล้วนายจะไปกับใคร?”
“ทำตกใจไปได้ ผมก็เดินทางคนเดียวออกบ่อย แค่นี้ก่อนนะฮะผมจะรีบจัดกระเป๋า”
“เดี๋ยวจงฮยอน แล้วเรื่องมินฮยอกล่ะ?”
“ผมกับเขาไม่เกี่ยวข้องอะไรกันนี่ฮะ”
“จงฮยอน นายก็รู้อยู่แก่ใจว่ามินฮยอกต้องการขอโทษนายจริงๆ”
“เอาเป็นว่าถ้าเขาต้องการให้ผมยกโทษให้ ฝากพี่บอกเขาล่ะกันว่าผมคงให้ไม่ได้เพราะผมไม่ได้โกรธเขา”

“จริงเหรอ?”

“แต่ผมเกลียดเขา… แค่นี้นะฮะ”

คำ ว่าเกลียดที่ปลายสายใช้แทนคำว่าโกรธดังลอดออกมาจนยงฮวาและมินฮยอกได้ยิน เฮฮยอนถึงกับถอนหายใจเฮือกดังหมดปัญญาจะช่วยมินฮยอกแล้วจริงๆ แต่อึดใจเดียวหนุ่มรุ่นน้องก็ผลุนผลันออกไป ทิ้งไว้เพียงปริศนาให้สองคนที่เหลืออยู่เดากันเอาเองว่าคนที่จงฮยอนประกาศ ออกมาเสียงกร้าวว่าเกลียดหนักหนากำลังจะไปที่ไหน

เอี๊ยด!!

เสียง เบรกจากรถ Lamborghini Aventador สีเทาคันใหญ่ดังขึ้นอีกครั้งบริเวณหน้าบ้านของจงฮยอน ร่างสูงเร่งความเร็วจนแทบติดปีกเพื่อมาดักพบคนที่กำลังจะเดินทางไปญี่ปุ่น รถคนที่จงฮยอนนั่งขับสวนออกมาพอดีและทันทีที่เห็นว่ารถใครกำลังจะขับเข้าไป ในบ้านตัวเอง จงฮยอนก็สั่งให้คนรถเร่งความเร็ว กลายเป็นว่ารถสองคันกำลังขับไล่ตามกันอย่างไม่มีใครยอมแพ้ใคร

จงฮยอน แทบกระโดดลงจากรถเมื่อมาถึงสนามบิน ร่างบางลากกระเป๋าเพียงใบเดียวเดินตรงเข้าไปด้านในไม่ต้องเสียเวลาหาที่จอด เหมือนมินฮยอกที่ตอนนี้คงกำลังหัวเสียทีเดียวที่คลาดกันเสียแล้ว

“ทำไม ต้องหนีกันด้วย?” แต่เห็นคงเป็นจงฮยอนบ้างแล้วที่ต้องหัวเสีย กระเป๋าลากในมือถูกร่างสูงฉวยแย่งไปขณะกำลังเดินเข้าไปในช่องตรวจบัตร ร่างบางนิ่งแทนการตอบพยายามยื้อแย่งกระเป๋าตัวเองคืน

“ต้องให้ผมทำยังไงถึงจะหายโกรธ ผมจนปัญญาแล้วจริงๆนะ”
“ฉันกำลังรีบ”
“จงฮยอน”
“นี่ไม่ใช่เวลามาเล่นขายของกันนะมินฮยอก ฉันกำลังจะไปทำงาน”
“ตอบผมก่อนสิ ว่าต้องให้ผมทำยังไงถึงจะหายโกรธกันสักที”
“ฉันไม่ได้โกรธนาย”
“งั้น ทำยังไงถึงจะหายเกลียดผมได้?” มันราวกับเสียงใครลั่นไกปืนในหัวใจของจงฮยอน ร่างบางตัวชานิ่ง ช้อนขึ้นสบตาคนที่ร้องถามในความรู้สึกที่จงฮยอนมีให้จริงๆ ร่างบางส่ายหน้า ไม่มีหรอก ฉันไม่มีทางหายเกลียดนายและนายก็ไม่มีทางทำให้ฉันหายเกลียดนายได้หรอกมิ นฮยอก

จงฮยอนปล่อยกระเป๋าให้อีกคนถือไว้เท่าที่จะทำให้พอใจก่อนเดิน เข้าไปในช่องตรวจบัตร ครั้นพอเรียบร้อยจึงเดินกลับมาหาร่างสูงและขอกระเป๋าตัวเองคืน อีกคนก็ไม่ละทิ้งความพยายามที่จะให้บอกในสิ่งที่จะทำให้หายมึนตึงใส่กันแบบ นี้

“จงฮยอน ผมขอโทษจริงๆ แล้วก็ไม่ต้องยกโทษให้ผมแล้วก็ได้ ขอแค่ให้โอกาสผม”
“ให้โอกาสนาย?”
“เรื่องแย่ๆ ที่ผมทำไว้ผมรู้ว่ามันทำให้จงฮยอนโกรธแล้วก็เกลียดผม ผมเองก็ย้อนไปแก้ไขมันไม่ได้แต่ผมอยากขอโอกาสหลังจากนี้”
“ฉัน ไม่มีโอกาสจะให้นาย ปล่อย!” ชักแขนกลับพร้อมดึงกระเป๋าตัวเองคืนมาได้ในที่สุด ทว่ามินฮยอกก็ตามมาจับไว้อีกรอบ จงฮยอนหันมาขึงตาใส่ ชักหมดความอดทนกับคนนี้แล้วจริงๆ

“ปล่อย!”
“ถ้าผมปล่อยไป ผมรู้ว่าจะไม่มีโอกาสอีก”
“หยุดบ้าสักทีมินฮยอก ฉันต้องไปทำงานนะ!”
“ผมไม่ปล่อย”
“แล้วคิดเหรอว่าจับไว้แบบนี้ ฉันจะให้โอกาสนาย?”
“แล้วต้องให้ผมทำยังไง?”
“งั้น ตอนนี้ปล่อยฉันก่อนแล้วถ้านายจับฉันไว้ได้อีกครั้ง ฉันจะยอมให้โอกาสนายแต่ห้ามเล่นสกปรก ห้ามตุกติกแล้วก็ห้ามไม่ให้ฉันเดินทางวันนี้”

“เอ๊ะ?!”

คน ฟังคำต่อรองแทบเซเมื่อจงฮยอนเดินเฉียดไหล่เข้าไปยังประตูผู้โดยสารขอออกนอก ประเทศเดี๋ยวนั้น มารู้ตัวอีกทีก็ตอนเห็นว่าร่างบางเดินลากกระเป๋าลิ่วๆลับสายตาไปแล้ว บ้าชะมัด! นี่จงฮยอนจงใจจะให้เขาแพ้ราบคาบเลยสินะ เขาได้แต่ยืนเป็นหุ่นนิ่งตรงนั้น ประมวลความคิดในหัวจนมันตีกันยุ่งเหยิงมองดูนาฬิกาข้อมือ

ให้ปล่อยตอนนี้แล้วตามไปจับไว้ให้ได้อีกครั้ง งั้นเหรอ?
จะให้ตามไปจับยังไงเล่า ในเมื่อกำลังเดินทางออกนอกประเทศแบบนี้

เรื่อง จะเดินหน้ามึนไปซื้อตั๋วเอาเดี๋ยวนี้ตอนนี้เลยเห็นทีจะไม่ใช่เรื่องง่ายราว กับปลอกกล้วยเข้าปาก ร่างสูงหัวเสีย สบถด้วยความหงุดหงิด ให้ตายสิ ให้ตายสิ ให้ตายกันไปข้างหนึ่งเลยยังง่ายกว่า

แต่เดี๋ยว!

ใบหน้า เครียดขรึมเปลี่ยนอารมณ์ทันควัน มินฮยอกแทบอยากกระโดดไปกอดคนแถวนั้นทันทีที่นึกออกว่าจะแก้ปัญหานี้ด้วยวิธี ไหน ชายหนุ่มวิ่งฝ่าผู้คนที่เบียดเสียดกันเข้ามาภายในสนามบินกลับไปที่รถตัวเอง และรีบโทรหาพี่ชายเพียงคนเดียวเพื่อขอความช่วยเหลืออีกครั้ง

สนามบินนาริตะ

จง ฮยอนชะงักเท้าบนพื้นสะอาดของท่าอากาศยาน หันมองหาจุดที่จะหยุดสายตาเคว้งคว้างก่อนหัวเราะกับตัวเอง นี่เขากำลังคาดหวังอะไรอยู่ นี่เขากำลังคิดเพ้อเจ้ออยู่สินะ ร่างบางขยับแว่นสีชาบนใบหน้าพลางเร่งฝีเท้าออกไปยังจุดรับส่งผู้โดยสาร รถบริษัทตัวเองของสาขาที่นี่คงมารอรับอยู่แล้ว

“จับได้แล้ว”
“มิ นฮยอก!” จงฮยอนตีหน้าเหวอเมื่อกำลังเดินอยู่ดีๆ คนที่ตัวเองท้าทายไว้ที่สนามบินอินชอนก็โผล่มาคว้าแขนตัวเองไว้หมับ มินฮยอกรั้งเอวบางเข้าไปกอดโดยไม่ให้อีกคนตั้งตัว

“ผมชนะแล้ว ห้ามผิดคำพูดนะ”
“นาย มาได้ยังไง?” มันมากกว่าคำแปลกใจ มากกว่าคำว่าคิดไม่ถึงที่จู่ๆ คนที่ยืนส่งตัวเองที่อินชอนจะโผล่มาดักไว้ได้ที่นาริตะแบบนี้ จงฮยอนได้ยินเสียงหัวเราะราวกับสุขใจเสียเต็มประดาของคนที่ถือวิสาสะกอดตัว เองอยู่ก็ผลักออก

“ฉันถามว่ามาได้ยังไง?”
“ก็ใช้วิธีเดียวกับที่ผมไปซื้อข้าวซุปหมูมาให้จงฮยอนน่ะสิ”
“เอ๊ะ! นั้นนายไปซื้อมาจากปูซานจริงๆ เหรอ?”
“อ้าว แล้วคิดว่าผมไปซื้อที่ไหนมาล่ะ?”
“ฉันคิดว่านายไปสั่งซื้อแถวนั้นเอา อย่าบอกนะว่านายบินไปกลับแต่ว่าเป็นไปไม่ได้ที่นายจะมาถึงที่นี่ก่อนฉัน”
“เอาน่าๆ อย่าสนเลยว่าผมมาได้ยังไง สนแค่ว่า… อย่าผิดคำพูดกับผมนะ”
“แต่…”
“ไม่มีแต่ทั้งนั้น”
“ตาม ใจนายสิ” จงฮยอนพึมพัมก่อนทำตาขวางใส่คนที่ทำอะไรเหนือความคาดหมายไปหมด เสียงหวานอุทานออกมาเล็กน้อยเมื่อมินฮยอกฉวยลากกระเป๋าตัวเองเดินนำไปที่รถ น่าจะเป็นรถของมินฮยอกอีกเช่นเดียวกัน

แผ่นหลังบางถูกรุนๆ ให้ขึ้นไปนั่งยังเบาะของตุ๊กตาหน้ารถ ปิดปากเงียบจนตอนนี้ก็ยังคิดไม่ตกว่ามินฮยอกบ้าระห่ำมาถึงที่นี่ก่อนเขาได้ ยังไงจนได้ยินเสียงมือถือของคนที่ตามขึ้นมาประจำที่คนขับดังขึ้น ร่างสูงกรอกเสียงสดใสให้กับพี่ชายที่โทรมา
“ทุกอย่างเรียบร้อยครับพี่ ขอบคุณมากนะแล้วก็ฝากบอกพ่อด้วยว่าเดี๋ยวจะพาลูกสะใภ้ขึ้นเครื่องบินเจ็ทกลับไปหาที่เกาหลี”

“นาย เล่นตุกติกนี่!” เท่านั้นแหละ พอมินฮยอกวางสายจากยงฮวา ร่างบางก็โวยลั่นรถ นี่เพราะตัวเองท้าทายอะไรที่ดูยากสำหรับคนธรรมดาๆ แต่ไม่ทันนึกว่าระดับครอบครัวที่ร่ำรวยอย่างพี่ยงฮวาและมินฮยอกจะไม่มีปัญญา มีเจ้าเครื่องบินเจ๊ทไว้ในครอบครองสักลำ พลาดแล้ว พลาดเข้าจังเบ้อเร้อทีเดียว

“ไม่ได้ตุกติกสักหน่อย ผมทำตามกติกาที่จงฮยอนบอกไว้ทุกอย่างนะ ให้ผมปล่อยให้จงฮยอนขึ้นเครื่องผมก็ปล่อยแล้วให้ผมมาดักจับที่นี่ให้ทัน ผมก็ทำได้แล้วไง”

“นายมันขี้โกง!”
“ให้โอกาสผมสักทีนะ… จงฮยอน”
“โอกาสอะไรหนักหนา ฉันไม่มีให้ทั้งนั้นแหละ”
“มีสิ จงฮยอนให้ผมได้”
“โอกาสอะไรเล่า?”
“ก็โอกาสให้ผม…”

“เป็นคนรักของจงฮยอนสักที ได้มั้ย?”

The EnD

แถม

“เรียบร้อยแล้วโรงเรียนมินฮยอกมันแล้ว”
“ดู พูดเข้า แต่จะว่าไปจงฮยอนก็ใจแข็งใช่เล่นนะเนี่ย” เฮฮยอนขยับนั่งดีๆ เพื่อให้คนที่เพิ่งวางสายทางไกลจากมินฮยอกนอนหนุนตัก ยงฮวาเลิกคิ้วขึ้น

“พูดแปลกๆนะเฮฮยอน”
“แปลกจริงแหละ เฮ้อ”
“อย่าทำให้ฉันงงสิ มีความลับอะไรรึเปล่า?”
“อยากรู้เหรอ?”
“มากเชียวล่ะ” คนเพิ่งนอนหนุนตักเด้งตัวลุกขึ้น ตั้งหน้าตั้งตารอฟังจริงจัง เฮฮยอนหัวเราะชอบใจยกใหญ่ก่อนยอมเล่าให้ฟัง

“น้องฉันไม่ได้โง่ถึงขั้นจะนั่งรถไปกับคนอื่นง่ายๆนะ จงฮยอนน่ะเคยเห็นรูปมินฮยอกแล้วแถมออกอาการปลื้มๆอยู่ด้วยซ้ำ”
“มิน่าล่ะ!”
“มิน่าอะไร?”
“ก็มิน่า จงฮยอนถึงไล่มินฮยอกไม่ได้นาน ว่าอยู่แล้วเชียวเกลียดหน้ายังไงถึงยอมให้เฝ้าไข้ ยอมให้ไปรับไปส่งอยู่”

“เสียดายเนอะ สองคนนั้นน่าจะได้เจอกันดีๆกว่านี้”
“เอาเถอะน่า ยังไงตอนนี้ก็เข้าใจกันแล้ว”

ยง ฮวาลูบแก้มนิ่มที่ตีหน้ายู่เพราะขบคิดเรื่องของเหล่าน้องชาย เฮฮยอนยิ้มหวานให้ก่อนรับจูบลึกซึ้งจากคนรักที่มีปัญหาจนถึงขั้นเลิกลากันไป แต่กลับมาคืนดีกันได้แถมยังทำให้น้องชายของเขาทั้งสองคน… กลายมาเป็นคนรักกันอีก เฮฮยอนได้แต่ฝากฝังถึงแฟนน้องชายในใจก่อนสติจะพร่าเลือนเพราะอาการงอแงเรียก ร้องอยากแสดงความรักไม่เลือกที่เลือกเวลาของยงฮวา… กว่าจะได้อิสระอีกทีก็อีกหลายชั่วโมงให้หลัง

ถ้าครั้งนี้จับได้แล้ว อย่าปล่อยให้หลุดไปอีกล่ะ คังมินฮยอก

The EnDDDDDDDDDDDDDDDDD

HaneiBee Talk: พล๊อตดิบ เถื่อนไปนิด ย้ำเจตนาเดิมค่ะ แต่งสนองนี๊ดตัวเองล้วนๆๆๆ ช่วงนี้ติดเมียแต่ง ชอบพระเอกโหดๆ ร้ายๆ แต่พอทำดีหน่อยก็ทำเอานางเอกตัวอ่อน 555555

แล้วเห็นมั้ยว่าเป็น NC ครั้งแรกจริงๆ ครั้งแรกของพระนายในเรื่องไง -*-

ไปล่ะ

ก่อนไป ขอกรี๊ดหน่อย กรี๊ดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดดด
ลูกชาย? ฮันนี่บีกำลังจะมาแล้ว ฮิ้ววววววววววววววววววววววววววววว

ปล.อย่า เม้นท์ด่าถ้าจบเลวมากและพล๊อตมันหลวมโคตร ขี้เกียจเวิ่นแล้วตัดจบแบบนี้เอาแต่ใจมากมาย 555 แล้วก็อย่าเพิ่งเบื่อฟิคเค้าน่า ช่วงนี้เพ้อๆอยากแต่งก็แต่งไม่บอกไม่กล่าวขนาดตัวเองยังงงๆ เอาเป็นว่าฟิคทุกเรื่องมาจากใจหากถึงใจคนอ่านก็ถือว่าเสร็จสมอารมณ์หมาย แล้ว? >/////<

ฺBad OPPA ไม่นานเกินรอจ๊ะ คิคิ

และนี้ค่ะรถพระเอกในเรื่อง

——————–

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s