[SF] =# Everlasting : จากนี้ไปจนนิรันดร์ #= ::: MinHyun :::

Posted: December 12, 2011 in ~* MinHyun *~

Title : Everlasting
Inspiration: เพลง ‘จากนี้ไปจนนิรันดร์ – เอ๊ะ จิรากร’ จิ้มฟังๆๆ
Paring: MinHyuk x JongHyun
Author : HaneiBee
Note: ฟิคเรื่องนี้แต่งให้คุณแม่สามีสุดรักนามลอร่าโฮ (Laura_Ho)
ล่าช้าไปเป็นเดือนแต่ตั้งใจแต่งมากๆนะค่าพี่สาวววววววววววววววว >,<

ผมกดปุ่มสตอปบนไอพอตเครื่องเก่าที่พังมาแล้วเป็นสิบๆ รอบหลังฟังเพลงของวงเราสมัยก่อน หลายบทเพลงที่ผมใช้ความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจแต่งมันออกมารวมถึงอีกหลายต่อ หลายเพลงที่อดีตลีดเดอร์คนเก่งอย่างพี่ยงฮวากลั่นกรองออกมาจนเป็นบทเพลงอัน ไพเราะ… ซึ่งบทเพลงทั้งหมดล้วนถูกแต่งขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ใช่แล้ว บทเพลงเหล่านี้มีอายุสิบปีกว่าแล้วซึ่งไม่อาจแน่ใจได้ว่าสำหรับเด็กรุ่น หลังๆ จะมีโอกาสได้ฟังมันบ้างหรือเปล่า

“เดี๋ยวผมลงไปช่วยมินฮยอกมันดูงานนะพี่”
“อืมๆ ฝากบอกด้วยล่ะกันเดี๋ยวฉันจะรีบตามลงไป” ผมหันไปพยักหน้าให้จองชินที่ตอนนี้มันก็ยังไว้ผมยาวอยู่แม้อายุอานามจะปา เข้าวัยเลขสามแล้วพอๆกับผม เดิมทีมันปฏิเสธิเสียงแข็งที่จะไม่ยึดอิมเมจหนุ่มมือเบสผมยาวเพื่อโปรโม ทอัลบั้มแต่ไปๆ มาๆ มันก็ดันติดใจและขอไว้ผมยาวมาตลอดจนกระทั่งเมื่อสิบปีที่แล้วก่อนที่พวกเรา ยุบวง

แล้วหลังจากนั้นวงซีเอ็นบลูก็กลายเป็นเพียงตำนาน
รวมถึงนักดนตรีสี่คนก็หลงเหลือเพียงชื่ออยู่ในวงการเพลงเท่านั้น

ด้วยหลายเหตุผลที่วงเราต้องยุบลงแต่ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้เกิดจากความขัดแย้งจาก สมาชิกแต่อย่างใด พวกเราสี่คนรักใคร่กลมเกลียวกันดีแต่เนื่องจากปัญหาต่างๆ ในค่ายที่สะสมและบานปลายจนแก้ไขไม่ได้ สุดท้ายจึงต้องประกาศยุติการทำงานเพลงและผันตัวเองไปตามสายงานที่ใฝ่ฝันรอง ลงมาจากงานเพลงหรือสิ่งที่แต่ละคนถนัด

อย่างพี่ยงฮวาไม่ต้องพูดถึง พี่เขาเป็นคนที่มีทั้งพรสวรรค์และพรแสวงถึงเขาไม่ได้เป็นหัวหน้าวงผู้เพอร์ เฟคแต่ก็ได้ทำงานในวงการต่อทั้งละคร ภาพยนตร์ ถ่ายแบบรวมถึงรายการประจำต่างๆมากมาย มาถึงเจ้าหนุ่มผมยาวคนเมื่อกี้ที่พอหลุดจากการเป็นมือเบสของวงแล้วก็ผันตัว เองไปโลดแล่นในวงการนายแบบจนดังเป็นพลุแตก นิตยสารนับสิบๆ ฉบับต่างยื้อแย่งให้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดรวมถึงพองานแฟชั่นโชว์แต่ละปีเวียน มาถึงก็จะมีชื่ออีจองชินเดินปิดเวทีให้เสมอๆ ถึงแม้ว่าเจ้าตัวเองจะมีแกลอรี่โชว์ผลงานภาพถ่ายเป็นเรื่องเป็นราวด้วยก็ ตาม… คงมีแต่ผมสินะที่แทบไม่ได้โผล่หน้าไปให้ใครเห็นแม้แต่แฟนคลับที่สนับสนุนผม มาตั้งแต่เริ่มต้น

แต่หากใครยังฟังเพลงของพวกวงดนตรีอยู่ก็มักจะได้เห็นชื่อคนแต่งเป็นอีจงฮยอนเสมอๆ แต่ก็แค่ชื่อเท่านั้นที่ยังมีปรากฏยกเว้นตัวของผมซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดา ของคนที่ผันตัวเองมาทำงานเบื้องหลังที่ไม่จำเป็นที่ต้องออกสื่อมากอยู่แล้ว

นี่ผมลืมพูดถึงใครไปหรือเปล่านะ ไม่หรอก ผมไม่ได้ลืมและไม่มีวันลืมเขาไปได้

.
.
.
.
.
“นาย จะไปทำอะไรต่อมินฮยอก?” คำถามของผมทำให้มือกลองที่กำลังง่วนเก็บข้าวของต่างๆในห้องส่วนตัวหันมา เขามองมาทางผมนิ่งนานก่อนจะตอบออกมาตามตรง

“ก็คงรับช่วงธุรกิจต่อจากพ่อ”
“กะไว้แล้วไม่มีผิด”
“พี่จงฮยอน”
“หือ?”
“ตกลง… เรื่องของเราสองคน”

“หยุด พูดถึงมันเถอะ มันเป็นไปไม่ได้” ผมยกมือห้ามเขาพูดต่อในเรื่องเดิมๆ เรื่องที่ว่าเหตุใดเราสองคนถึงไม่คบกันเป็นเรื่องเป็นราวทั้งที่ความ สัมพันธ์ของเราสองคนก็… มากกว่าการเป็นพี่น้องมาตั้งแต่เริ่มทำงานเพลง

“ถ้าเป็นเหตุผลเดิมๆ ผมอยากให้พี่เข้าใจมันใหม่”
“นายก็รู้ว่าฉันเป็นพวกดื้อสุดโต่งแล้วก็ไม่ชอบเปลี่ยนอะไรเผื่อใคร”
“แม้แต่ผม… คนที่พี่รักงั้นเหรอ?”
“แล้ว นายล่ะ นายเปลี่ยนเผื่อคนที่นายรักอย่างฉันได้หรือไง?” จบประโยคนี้เขาถึงกับนิ่งเงียบไป อีกมันไม่ได้เรียกว่าบ่อยๆ ที่เราจบหัวข้อนี้ด้วยคำตัดรอนและห้วนจัดแต่มันแทบทุกครั้งเลยก็ว่าได้ ผมเคยนึกว่าหากผมถามคำถามนี้กับคนอื่นที่ไม่ใช่มินฮยอก… อาจจะได้รับคำตอบไม่เหมือนกับเขาก็เป็นได้

“ผมไม่แน่ใจ”
“ช่างมันเถอะมินฮยอก”
“หลังจากนี้เรายังติดต่อกันได้มั้ย?”
“ฉันจะไม่เปลี่ยนเบอร์ โอเคมั้ย?”
“ผมรักพี่นะ”

นั่น คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนานแล้ว มันเป็นช่วงบ่ายของวันที่พวกเราทุกคนเก็บของเพื่อย้ายออกจากหอพัก หอที่ครั้งหนึ่งเคยมีพวกเราสมาชิกซีเอ็นบลูอยู่อาศัย… หอที่จะกลายเป็นเพียงอดีตของวงดนตรีที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคๆหนึ่งเลยที เดียว ถามว่าพวกเราเศร้าเสียใจกับการต้องยุติการเป็นวงดนตรีของเรามั้ยแทบตอบออกมาเป็นคำพูดไม่หมด

แต่ในทางตรงกันข้าม… ถ้าถามว่าตลอดเวลาที่ทำงานเพลงร่วมกันมามีความสุขกับมันมากแค่ไหน… คำตอบก็คงออกมาเหมือนกันราวกับถอดมันออกมาทุกถ้อยคำ

ก้าวแรกของพวกเราไม่ต่างจากนักดนตรีต๊อกต๋อย แบกอุปกรณ์หนักๆ ไปตามถนนในประเทศญี่ปุ่น ต้องอาศัยขึ้นรถเมล์เพื่อโดยสารในการเปลี่ยนสถานที่เล่นดนตรีเพื่อคนไม่กี่ คนฟัง อาหารเช้ากลางวันเย็นที่วนไปวนมาด้วยนัตโตะ บะหมี่สำเร็จรูปหรือถ้าหรูหน่อยก็กิมจิดองที่ถูกส่งมาจากทางบ้านที่เกาหลี

จนถึงก้าวสำคัญหลังการเดบิวต์ อุปสรรคนานับประการ คำวิพากษณ์วิจารณ์ กระแสไม่ยอมรับในฝีมือการเล่นดนตรีถาโถมเข้ามาจนพวกเราสี่คนถึงกับกอดคอกัน ร้องไห้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่มันก็ราวกับปาฏิหาร์ยที่ความพยายามของพวกเราพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า… ซีเอ็นบลูคือวงดนตรีที่สมบูรณ์แบบที่สุดวงหนึ่งในยุคนั้น

ก๊อกๆๆๆ

เสียงเคาะประตูฉุดให้ผมตื่นจากเรื่องราวในอดีต ระยะทางเดินที่ไม่คุ้นเคยจากโซฟาที่ผมนั่งกับประตูหน้าห้องราวสิบก้าวได้ ผมเดินไปเปิดอย่างไม่รีบร้อนแต่ก็ต้องตกใจไม่น้อยเมื่อพบว่าเป็นใครที่เป็น เจ้าของเสียงเคาะเมื่อครู่

“วะ หวัดดี”
“หวัดดีเหมือนกัน พี่ไม่เปลี่ยนไปเลยนะ”
“แต่นายเปลี่ยนไปเยอะเลย เหมือนตาแก่ทึ่มๆ ยังไงไม่รู้”
“ยังปากจัดเหมือนเดิมนะครับเนี่ย”
“อยู่แล้ว เข้ามาก่อนสิ” ผมเชื่อเชิญเขาเข้ามา เอ๊ะ ผมลืมบอกไปสินะว่าใคร
“ขอบใจมากนะสำหรับห้องหรูๆแบบนี้… มินฮยอก” ผมรินน้ำใส่แก้วแล้วเดินมายื่นให้เขา อีกฝ่ายรับไปก่อนยิ้มจนตาปิดตามสไตล์เขานั่นแหละ มินฮยอกจิบน้ำเล็กน้อยพลางกวาดมองไปรอบห้องก่อนมาหยุดสายตาที่ผม เขายิ้มอ่อนโยนมาให้อีก… ยิ้มเหมือนเมื่อสิบปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน

“สำหรับพวกพี่ ผมให้พักห้องธรรมดาๆได้ที่ไหนล่ะ ไม่งั้นคงโดนบ่นจนหูชา”
“ถูก เป็นถึงเจ้าของโรงแรมขืนนายให้พวกฉันพักห้องทั่วไป จะอาละวาดจริงๆ”
“ยังเรื่องมากเหมือนเดิมด้วยนะเนี่ย”
“นี่นายจะเลิกด่าฉันได้รึยัง?”
“ผมยังไม่ได้ด่าพี่สักหน่อยก็แค่พูดถึงนิสัยของพี่ต่างหาก”
“จะว่าไป… ฉันก็มีแต่นิสัยแย่ๆเนอะ นายว่ามั้ย?”

“ก็ ไม่ทุกอย่างหรอกครับ” มินฮยอกส่ายหน้าช้าๆ แววตาเขาสื่อความจริงใจตามที่พูด ผมทรุดนั่งข้างๆ เอียงคอไปมองเขา เด็กหนุ่มที่ไม่ค่อยได้เจอกันในชุดสูทราคาแพงสมฐานะและตำแหน่งส่งให้ดูดีและ น่าเกรงขาม โตมากขึ้นจริงๆน่า คังมินฮยอก

“ทำไมมองผมแบบนั้นล่ะ ยังโกรธผมอยู่เหรอ?”
“โกรธนาย? เรื่องอะไร?”
“ก็เรื่องที่ผมเปลี่ยนตัวผมเผื่อพี่ไม่ได้” ผมหันหน้าหนีทันทีที่เขาพูดประโยคนี้ ถามว่ามันจี้ใจดำไม่ก็ไม่เชิงแต่มันสะกิดแผลเป็นที่ทุกวันนี้ยังมีรอยที่ ทั้งลึกและยาวในหัวใจต่างหาก ฝ่ามือกว้างของอีกฝ่ายเอื้อมมาลูบปอยผมผมแผ่วเบาก่อนผมจะขยับห่างออกมา
“อย่าทำแบบนี้ นายกับฉันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
“ถ้าเลือกได้… ผมยังอยากเป็นเหมือนเมื่อก่อนนะ พี่จงฮยอน”
“มินฮยอก ฉันว่านายเลิกพูดเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ดีกว่า อย่าลืมสิว่าวันนี้ฉัน พี่ยงฮวาจองชินแล้วพวกฮงกิมาที่นี่ทำไม?”

“ผมขอโทษ…”
“รีบลงไปดูแลงานตัวเองได้แล้ว ไปสิเดี๋ยวฉันอาบน้ำเสร็จจะตามลงไป”
“จง ฮยอน” ผมไม่หันไปไม่ได้เพราะเขาคว้าแขนผมไว้ทันทีที่ผมลุกจะเดินไปหยิบเสื้อผ้าชุด ใหม่เพื่ออาบน้ำ ชั่วอึดใจเดียวมินฮยอกลุกขึ้นเต็มความสูงแล้วดึงผมเข้าไปกอดแบบไม่มีปี่มี ขลุ่ย นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้ยินเขาเรียกผมแบบนี้แล้วนานเท่าไรแล้วที่ผมไม่ได้รับ สัมผัสที่แสนอบอุ่นแบบนี้จากเขา

“ปล่อยฉันเถอะมินฮยอก อย่าทำแบบนี้”
“ไม่เป็นตัวของตัวเองเลยนะจงฮยอน อยากให้ผมกอดไม่ใช่เหรอ?”
“นาย มันก็แอบร้ายเหมือนเดิมนะมิน…” คำพูดประชดใส่กันใยหนอถึงเรียกรอยยิ้มของเราสองคนได้ ผมยิ้มและรู้ว่าเขาก็กำลังยิ้มเหมือนกัน ผมโอบแขนขึ้นเพื่อกอดตอบเขา เราสองคนนิ่งในอ้อมแขนของกันและกันนานจนจำไม่ได้ว่านาที สองนาทีหรือสิบนาทีด้วยซ้ำ

“ขอบคุณนะที่มา”
“อือ โตๆกันแล้วน่า ไม่ใช่เด็กเล็กๆที่จะมายึดติดกับเรื่องอดีตนะ”
“นั่นสิ ทั้งที่ผมเองอยากยึดติดจะตาย”
“มิน…”

“หือม์?” เขาขานรับในลำคอพร้อมจูบเบาๆที่ข้างแก้มผม หัวใจที่ทำงานตามหน้าที่ของมันมาอย่างซังกะตายนานนับสิบปีเต้นแรงขึ้นมา อย่างยากจะห้ามได้ มินฮยอกไล้จูบมาเรื่อยๆ จนถึงเรียวปากของผม… เขามองเข้ามาในตาของผมราวกับขออนุญาตก่อนแนบมันลงมา

ที่บอกว่าผม นิสัยแย่คงจะจริงเพราะผมไม่ได้ผลักเขาออกมิหนำซ้ำยังจูบตอบเขาด้วยซ้ำ เราแลกจูบกันเนิ่นนาน จูบกันราวกับเราไม่ได้เจอคนที่อยากจูบด้วยแบบนี้มาแต่แต่หมดช่วงวัยรุ่น บอกตรงๆ มันช่างน่าขำสิ้นดี จนจูบดูดดื่มของเราแทบทำให้ต่างฝ่ายต่างจะหายใจไม่ออก

“พะ พอก่อน” ผมแค่ดันตัวเขาออกเบาๆ ไม่ได้ผลักจนกระเด็นแบบในหนังที่นางเอกเอะอะก็ผลักออกๆ จนเป็นซีนยอดฮิต มินฮยอกหัวเราะชอบใจใหญ่ที่เห็นผมหอบหายใจจนหน้าแดงก่ำ

“ทำยังกับไม่ได้จูบมานานยังงั้นแหละ”
“ก็ใช่นะสิ ฉันไม่ได้มีคนอื่นเหมือนนายนี่”
“จงฮยอน~”

ก๊อกๆๆๆ

โชคดีเหลือเกินที่ประตูบานเดิมมีคนมาเคาะเรียก มินฮยอกที่ดูตกใจไม่น้อยกับคำพูดเย้าแหย่ของผมชั่งใจอยู่นานกว่าจะเดินไป เปิดแล้วพบว่าเป็นหนึ่งในลูกน้องตัวเองที่ขึ้นมาตามเพราะงานที่ห้องบอลลูมมี ปัญหา ผมพยักเพยิดหน้าให้เขาไปเสียพร้อมยังย้ำเหมือนเดิมว่าหากอาบน้ำเสร็จจะรีบ ตามลงไป

กว่าจะย่างก้าวลงมายังห้องโอ่โถ่งที่กำลังถูกตกแต่ง อย่างสวยงามด้านล่างก็ปาเข้าไปหกโมงเย็น ผมเดินเข้าไปหาบรรดาคนคุ้นเคยอย่างพี่ยงฮวา จองชิน ฮงกิ จงฮุนและสมาชิกวงเอฟทีอดีตเพื่อนร่วมค่ายเมื่อสิบปีก่อน ทุกคนที่กำลังหัวเราะกันอย่างออกรสออกชาติหันมามองผมเป็นตาเดียวกัน ผมจึงยิ้มให้

“ทำไมถึงทำเหมือนเห็นผีแบบนั้นล่ะ?”
“ปะ เปล่า เห็นเงียบหายไปนึกว่าตายคาห้องไปซะแล้ว”
“เฮ้! ฮงกิอย่าพูดเรื่องไม่ดีในงานนี้สิ นายนี่แย่จริงๆ”
“ตายล่ะ โทษทีๆๆ ดีนะที่มินฮยอกมันไม่ได้ยิน”
“เรียก ผมเหรอพี่ฮงกิ?” ไม่ทันขาดคำเจ้าของชื่อที่ฮงกิคิดว่าคงไม่ได้ยินคำไม่เหมาะไม่ควรก็เดินปรี่ เข้ามา ร่างสูงเลิกคิ้วให้ฮงกิรวมถึงคนอื่นๆที่นั่งจับกลุ่มกันโม้เรื่องอดีตกัน อยู่ ยงฮวาส่ายหน้าพลางตบบ่ารุ่นน้องตัวเองเบาๆ

“ไม่มีอะไรหรอก ก็คุยกันเรื่อยเปื่อยแหละว่าแต่มีอะไรให้พวกพี่ช่วยหรือเปล่า?”
“ไม่เป็นไรๆ ผมเชิญพวกพี่มาร่วมงานนะไม่ได้เรียกมาใช้งานสักหน่อย”
“ดี แล้ว เพราะขืนนายให้พวกฉันมาช่วยก็จะชิ่งกลับ” ให้หลังคำแซวของพี่ยงฮวาทุกคนก็หัวเราะครืนรวมถึงผมที่เดินมาถึงเป็นคนสุด ท้ายด้วย มินฮยอกหันมามองผมคล้ายกับจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ถูกดึงๆ แขนเสื้อโดยจองชิน

“เฮ้ย! มินฮยอกคืนนี้ดื่มโต้รุ่งกันเปล่า ฉลองๆ”
“อือๆ ได้สิ สั่งให้คนเตรียมเหล้ากับของกินไว้แล้วเดี๋ยวขึ้นไปกินบนห้องฉัน”
“นาย นี่เยี่ยมจริงๆ ไอ้เพื่อนรัก” ว่าพลางเอื้อมมือขึ้นไปตบบ่าเพื่อนร่วมปียกใหญ่ คนอื่นก็ตบมือเฮลั่นกับการเตรียมความพร้อมที่ดีของเจ้าภาพอย่างมินฮยอกยก เว้นใครบางคน… ซึ่งก็ไม่ใช่ใครถ้าไม่ใช่ผม ขายาวๆ ของผมก้าวออกมาหลังอ้างกับคนอื่นๆว่าจะไปเข้าห้องน้ำกะทันหัน

ป้ายตลอดทางตั้งแต่หน้าห้องบอลลูมที่ใช้จัดงานบอกทางไปห้อน้ำอย่างไม่มีขาดตก บกพร่องแต่ก็ไม่สามารถทำให้ผมไปถึงมันได้ สายตาเหลือบเห็นทะเลสีฟ้าพ้นชายหาดลงไปพลันขาสองข้างของผมก็เปลี่ยนเป้าหมาย ทันที

ยังสวยเหมือนเดิมเลยนะ เกาะเชจู

ผมไม่ได้มาที่ นี่นานเหมือนกันจำได้ว่าครั้งสุดท้ายก็ตอนผม พี่ยงฮวา จองชินแล้วก็มินฮยอกมาเที่ยวส่งท้ายหลังยุติการทำวง สรุปว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นในวันนี้ทิ้งช่วงความหลังไว้นานถึงสิบปีหมดเลย สินะ ผมพับขากางเกงขึ้นถึงหัวเข่าก่อนเดินค่อยๆลุยน้ำทะเลลงไป

“ทำอะไรของพี่น่ะ พี่จงฮยอน?” ผมหันไปตามเสียงตื่นตูมนั้น พอเห็นว่าเป็นมินฮยอกที่ทิ้งเพื่อนกลุ่มใหญ่ไว้ในโรงแรมก็ยักคิ้วให้เฉยๆ

“น้ำมันเย็นจะตายเดี๋ยวก็ตะคริวกินหรอก ขึ้นมาเถอะ”
“อย่าบ่นเป็นตาแก่ได้มั้ยมินฮยอก น่ารำคาญน่า”
“น่ารำคาญงั้นเหรอ ดีๆ พูดไม่ฟังใช่มั้ย?”
“หว๋า นายลงมาทำไมเดี๋ยวไม่สบายนะ ขึ้นไปๆ”
“ก็พี่ไม่ยอมขึ้นนี่ อย่าลงไปลึกสิ”

“โอเคๆ ขึ้นแล้วๆๆ ยอมแล้ว” เพราะผมกลัวว่ามินฮยอกจะไม่สบายจนไปยืนหล่อรอต้อนรับแขกเหรื่อในวันพรุ่งนี้ ไม่ได้เอาหรอกถึงยอมยกธงแพ้ง่ายๆ เขายื่นมือมาลากแขนผมขึ้นแถมทำหัวเสียราวกับผมเป็นเด็กดื้อตัวน้อยๆไปได้

“โรงแรมนายดูดีขึ้นนะ สมแล้วที่พ่อนายไว้ใจให้นายทำต่อ”
“ไว้ใจงั้นเหรอ ไม่ใช่หรอก… ท่านไม่รู้จะให้ใครทำมากกว่า”
“ไม่ เอาน่า แก่จนป่านนี้แล้วยังมาพูดน้อยใจพ่ออยู่ได้” ผมพูดปลอบใจพลางเอื้อมมือไปยีหัวเขาก่อนฉุกคิดขึ้นได้ว่าไม่เหมาะสมจึงรีบ ดึงกลับแต่มินฮยอกดันจับมือผมไว้ไม่ยอมปล่อย

“จงฮยอน ถ้าผมทำหน้าที่ลูกที่ดีครบทุกอย่างแล้ว… แล้วถ้าจงฮยอนยังไม่มีใคร”
“หยุด มินฮยอก! ถ้านายจะพูดเรื่องนี้ ฉันจะไม่ฟัง” ผมชักมือกลับโดยไวพร้อมลุกขึ้น ตั้งใจจะวิ่งกลับเข้าไปในโรงแรมแต่ทว่าเขาก็ตามมาคว้าเอวไว้ เราไม่ได้ยื้อยุดกันจนสุดแรงอะไรเพียงแค่ขืนตัวเล็กน้อยแต่พอรู้ว่ามินฮยอก คงไม่ยอมง่ายๆ จึงหันไปจ้องหน้าเขาตรงๆ

“นายต้องการอะไร?”
“มากับผมหน่อย” จบคำนั้นเขาก็จูงมือผมไปอีกทางของหาดจนพ้นอณาเขตโรงแรมของที่ถูกสร้างขึ้นมา โดยพ่อของเขาและมีเขาที่ต้องมารับช่วงต่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผมเดินข้ามโขดหินโดยมีเขาจับจูงและคอยพยุงอย่างระมัดระวัง ครั้นถึงสวนดอกไม้ซึ่งอยู่บนเนินเขาลูกเล็กเขาก็หันมายิ้มให้

“สวยมั้ย?”
“นี่ ฉันไม่ใช่นางเอกหนังนะ ทำมาปลูกดอกไม้ที่ชอบให้เป็นแปลงแบบนี้” จากที่โมโหแทบเป็นแทบตายผมกลับยิ้มออกหน้าตาเฉย สายตากวาดมองไปทั่วแปลงดอกฟอร์เกตมีน๊อตที่ผมชื่นชอบที่สุดในบรรดาดอกไม้ ชนิดอื่นกำลังบานสะพรั่งทั่วสี่ทิศ ผมไม่อาจรู้ได้ว่าเขาปลูกมันขึ้นเพราะอะไร ปลูกมานานหรือยังหรือเพิ่งปลูกก่อนหน้าที่ผมจะมา… ผมรู้แค่ว่าดอกไม้อีกดอกหนึ่งที่เหี่ยวแห้งในใจผมก็กำลังบานสะพรั่งหลังจาก ไร้การรดน้ำมาถึงสิบปีเต็ม

“ผมไม่รู้ว่าทำไมพี่ถึงชอบดอกไม้นี่แต่ผมชอบชื่อของมันนะ… ถึงแม้ผมจะพูดมันกับพี่ไม่ได้”
“นายจะขอไม่ให้ฉันลืมนายเหรอ ทั้งๆที่นายกำลังจะ…”
“เพราะ รู้ไง ผมถึงไม่กล้าพูดมันกับพี่” วงแขนเขากระชับกอดเข้าที่ตัวผม คราวนี้ผมไม่ขืนตัวออกไม่ผลักไสเขา อาจเป็นเพราะเราอยู่ในที่ลับตาคนอื่นและอาจเป็นเพราะว่า… ผมเองก็อยากให้เขากอด มินฮยอกจูบเบาๆ ที่ข้างแก้มผมเหมือนที่ทำบนห้องพัก

“ไม่เอาน่ามินฮยอก นี่นายจะมาเสียคนเอาตอนแก่หรือไง?”
“แล้วใครทำให้ผมใจแตกตั้งแต่ตอนเป็นเด็กล่ะ?”
“ไม่เกี่ยวกับฉันเลย นายใจง่ายต่ากหาก ฮ่าๆ” ว่าจะไม่ขุดคุ้ยเรื่องเก่าๆ ขึ้นมาพอถึงตอนนี้ก็งัดมันขึ้นมาถกเถียงกันไม่หยุด เราสองคนหัวเราะให้กับเรื่องในวันวานจนท้องขัดท้องแข็งก่อนเดินจนทั่ว แปลงดอกไม้แล้วมาหยุดนิ่งอยู่ริมชายหาดอีกครั้ง

ชายหาดด้านนี้เงียบสงบเพราะเป็นเขตหวงห้าม มินฮยอกบอกว่าติดป้ายไว้ห้ามใครเข้ามายกเว้นคนที่เขาจ้างเพื่อมาดูแลแปลงดอกไม้เหล่านี้

“กลับกันเถอะ”
“พี่ไม่อยากอยู่กับผมแล้วเหรอ?”
“คังมินฮยอก นิสัยเสียใหญ่แล้วนะ”
“โอ เคๆ กลับก็กลับ” เขายกมือยอมแพ้ทันทีที่ผมตีหน้าดุใส่ สุดท้ายเราก็เดินกลับมาที่โรงแรมสมทบกับพวกพี่ยงฮวา ฮงกิที่แสดงสีหน้างุนงงไม่น้อยที่เราสองคนหายตัวไปด้วยกันแต่ทุกคนก็ไม่ได้ ถามอะไร จนดึกดื่นวงเหล้าที่มินฮยอกบอกกับจองชินไว้ว่าจะนั่งกันโต้รุ่งก็เริ่มขึ้น
.
.
.
.

ทั่วห้องกว้างขวางที่ก่อนหน้านี้ครึกครื้นจน ปวดแก้วหูบัดนี้มันเงียบเชียบลงแล้ว พี่ยงฮวาหิ้วปีกจองชินที่เมาคอพับคออ่อนกลับไปยังห้องพักส่วนฮงกิและพวกคน อื่นๆก็กระเตงๆกันกลับไปนอนสลบเมือดที่ห้องพักเหมือนกัน
ผมพิงหลังกับเตียงของเจ้าของห้องคว้าเบียร์ในถังน้ำแข็งขึ้นมาเปิด ห้องซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของเจ้าของอย่างมินฮยอกที่สะดวกสบาย เฟอร์นิเจอร์ครบครันแถมระเบียงใหญ่โตที่เปิดรับลมทะเลให้พัดโชยเข้ามาในห้อง จนน่าอิจฉาไม่หยอก ผมช้อนตาขึ้นมองเขาเมื่อจู่ๆ เขาก็มาหยิบเบียร์ในมือผมไปฉับ

“พอแล้ว จะกินให้เมาหรือไง?”
“ถ้าคนอื่นอยู่ด้วยนายจะห้ามฉันแบบนี้มั้ย?”
“ไม่ห้าม”
“แล้วทำไมต้องรอให้ไม่มีใครด้วยถึงค่อยห้าม?”

“เพราะ ผมรู้ว่าพี่จะยอมฟังถ้าไม่มีคนอื่น” จบคำของเขา ผมถึงกับฉุกกึกในใจเพราะเขาพูดถูก พูดถูกทั้งหมด เมื่อก่อนเวลาเขาจะดุผมหรือห้ามอะไรผมต้องรอให้ไม่มีใครอยู่เพราะคนที่ฟอร์ม จัดและหยิ่งใช่เล่นอย่างผมไม่ยอมลงให้ใครง่ายๆ ผมหันหน้าหนีในเมื่อดื่มต่อไม่ได้ผมจึงค่อยๆ พยุงตัวเองลุกขึ้นแต่ถึงไม่เมาแต่ก็ถึงกับเซเล็กน้อย

“จะไปไหน?”
“กลับห้อง”
“นอนนี่ก็ได้”
“ทำไมต้องนอนนี่”
“ไม่อยากนอนเหรอ?” ความฉุนเกิดขึ้นอีกครั้งติดๆกัน ผมเบื่อที่สุด เบื่อที่เขาเดาใจผมได้ มินฮยอกกดบ่าผมให้นั่งลงบนเตียงแทนการยืนเซไปเซมาก่อนจะนั่งลงข้างๆ

“วันนี้เดินทางเหนื่อยมั้ย?” เขาเปิดบทสทนาใหม่ด้วยประเด็นน่าขำเพราะมันช่างดูห่างเหินนัก ผมส่ายหน้าให้เขาเบาๆพลางแย่งเบียร์ในมือเขามากระดก

“ไม่เท่าไร”
“พี่ดูซูบไปนะ ทำงานหนักเหรอ?”
“ไม่ หรอก ก็แค่ทำเรื่อยๆ” ผมตอบตามจริง ตอนนี้ผมถูกยื่นงานแต่งเพลงให้นักร้องดังๆหลายคนรวมถึงนักร้องหน้าใหม่ที่ อยากจะมีชื่อเสียงในวงการอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าทำงานเจ็ดวันต่ออาทิตย์เลยทีเดียว

“เรื่อยๆ นี่ทำทุกวันหรือเปล่า ผมรู้ว่าพี่ดื้อแล้วก็ไม่ค่อยดูแลตัวเอง มันจะทำให้ร่างกายพี่ทรุดได้ง่ายๆนะ” คำต่อว่าที่ไม่จริงจัง ทำให้ใจของผมเต้นแรงขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ ฉันต้องขอบคุณนายสินะที่จนป่านนี้แล้วก็ยังจำนิสัยดื้อรั้นเหล่านั้นของฉัน ได้

“จะให้ทำไงล่ะ ก็งานทั้งนั้น นายเลิกทำตัวเป็นตาแก่สักทีเถอะน่า”
“ถ้าผมเป็นตาแก่ พี่ก็ต้องเป็นยายแก่นั่นแหละ” ฝ่ามือของผมกำกระป๋องเบียร์แน่น บทสนาของเราเหมือนทำลายกำแพงบางอย่างลงได้ในพริบตาเดียว

เราหยอกล้อกันเหมือนวันก่อนๆ
เรายังคงต่อล้อต่อเถียงกันเหมือนวันเก่าๆ
เราสองคนกำลังนั่งอยู่ด้วยกันเหมือนกับในอดีต

ผมกับเขา…เท่านั้น

“มินฮยอก”
“หือม์?”
“นาย…” ผมมีคำถามแต่ผมกลับพูดมันไม่ออก เขาได้แต่หันมามองมองผมเพื่อรอคำถาม

“……….”
“นาย… เป็นยังไงบ้าง?” ผมอยากกัดลิ้นตัวเองให้ขาดเสีย ไม่ใช่เลย นี่ไม่ใช่สิ่งที่ผมอยากถามเขาเลยจริงๆ เขาดูสบายดี… อาจจะมากกว่าผมด้วยซ้ำแต่ที่ผมอยากถาม… ผมกลับไม่กล้าพอ

“ถ้าเรื่องงานก็สบายดี ตอนนี้ทุกอย่างมันอยู่ตัวหมดแล้วผมก็แค่บริหารไปตามแบบแผนที่พ่อทำไว้ส่วน เรื่องสุขภาพก็ยังมีเรื่องปวดท้องอยู่ ต้องกินยาตลอด ไม่ค่อยชอบเท่าไร”

“กินๆ ไปเหอะ จะได้หายสักทีเมื่อก่อนเวลานายปวดท้องทีไรฉันแทบไม่เป็นอันทำอะไรเลย” ผมนึกอยากกัดลิ้นตัวเองเป็นครั้งที่สอง ผมไม่ได้ต้องการให้เขารู้ว่าผมยังจำได้ว่าเขามีโรคประจำตัวคือการปวดท้องและ ต้องการให้เขาลืมว่าจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องเขาแค่ไหน ไม่ได้อยากให้เขารู้ว่าผมเคยแคร์เขามากแค่ไหน ผมจึงรีบเสเปลี่ยนเรื่ง

“แล้วที่จัดงานเรียบร้อยแล้วเหรอ?” เขาคลี่ยิ้มออกมาแล้วพยักหน้า
“เรียบร้อย ไม่ต้องห่วงหรอก”
“……….” ผมกัดปากตัวเองอย่างลืมตัว

ไม่ต้องห่วงงั้นเหรอ…

นายพูดว่าไม่ให้ฉันห่วงได้ยังไงในเมื่อมันเป็นงานที่สำคัญและยิ่งใหญ่งานหนึ่ง ในชีวิตนายเชียว ผมกระดกเบียร์อีกครึ่งกระป๋องจนหมดรวดเดียว ในใจผมกำลังกรุ่นโกรธและ… เต็มไปด้วยความน้อยใจ

“ผมบอกให้นอนนี่?” ครั้นผมลุกขึ้นอีกครั้งเขาก็คว้าแขนไว้หมับ ผมเลิกคิ้วขึ้น
“อย่ามาตลกนะมินฮยอก ฉันจะนอนได้ไง”
“ก็แค่นอนเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรกันสักหน่อย ใครจะว่าอะไรได้”
“นะ นั่นสินะ” ผมแสร้งเอ่อออด้วยจนเขาระเบิดหัวเราะออกมา…

ผมทำให้เขาหัวเราะและมันพลอยให้ผมเองหัวเราะตามไปด้วย
ทั้งที่ในใจของเราสองคน… ไม่ได้หัวเราะให้กับบทสนทนาเขอะเขินเมื่อกี้สักนิด

เบียร์กระป๋องแล้วกระป๋องเล่าทั้งที่มีแช่อยู่ในตู้เย็นและที่ผมโทรลงไปสั่งขึ้นมา ใหม่พร่องไปจนเกือบหมด… ผมมึนหัวและเริ่มนั่งทรงตัวไม่อยู่ ผมไถลขึ้นไปนอนบนเตียงปล่อยให้มินฮยอกที่นั่งพิงหน้าเตียงไว้เพียงลำพัง… ปลายเท้าของผมเขี่ยไปโดนเจ้ากระป๋องเบียร์เปล่าจนล้มระเนระนาดเต็มพื้นแต่ผม ก็ไม่สนใจจะมาเก็บให้เป็นระเบียบขึ้นเพราะผมมึนจนบังคับมันให้ตั้งตรงไม่ได้ ด้วยซ้ำ… แต่ผมยังไม่เมาผมยืนยัน

“พี่ไม่ไหวแล้วเหรอ?” เขาถามผมราวกับคนซื่อบื้อก็ถ้านั่งไหวผมจะคลานสี่ขาขึ้นมาบนเตียงทำไมกัน… บื้อยังไงก็บื้อยังงั้น ไอ้ตี๋น้อยเอ้ย แต่ผมก็ยังยืนยันว่าผมไม่เมาอยู่ดี

“จงฮยอน”
“……….” ผมพยายามลืมตาขึ้นเมื่อสัมผัสร้อนๆบางอย่างคลอเคลียอยู่ตรงข้ามแก้ม เขาตามขึ้นมาบนเตียงตั้งแต่เมื่อไรผมไม่รู้… แต่เขาทำให้ผมแทบสร่างเมากับริมฝีปากของเขาที่พรมจูบอยู่กับแก้มของผม

“ไม่เอาหน่ามินฮยอก ฉันจั๊กจี้”
“จง ฮยอน…” เขาเป็นคนพูดไม่รู้เรื่องเฉพาะกับผมคนเดียวมาแต่ไหนแต่ไรแต่ไอ้เรื่องฟังไม่ เข้าใจเขาไม่เคยเป็น ผมปัดมือเขาที่เริ่มสอดเข้ามาใต้เสื้อยืดสีขาวของผม… ผมอยากหยุด ผมไม่พร้อม… ผมไม่อยากกลับไปเจ็บปวดเหมือนที่ผ่านมาอีกแล้ว

เขาทำเหมือนสมัยที่เราเคยดื่มด้วยกัน
และผมก็เคยยอมเสมอให้เขาทำเวลาเราดื่ม
เขาทำเหมือนสมัยที่เราเคยฟอร์วงด้วยกัน
และผมเคยยอมให้เขาทำแค่คนเดียว
เขาทำเหมือนว่าเรายังเหมือนเดิม
และผมก็หลอกตัวเองว่า… เรายังไม่ได้เปลี่ยนไป

“ผมคิดถึงพี่ พี่ล่ะคิดถึงผมหรือเปล่า?” ฝ่ามือร้อนๆ ของเขาลูบไล้ผมภายใต้เสื้อบางเบา เขากำลังเร้าอารมณ์ผม… และเขาก็ทำมันสำเร็จ ผมช้อนตาขึ้นมอง…

‘ถามมาได้มินฮยอกว่าคิดถึงนายมั้ย… นายไม่มีหัวคิดหรือยังไงกัน’

“ฉันว่างพอจะคิดถึงนายหรือไง คิดบ้างสิเจ้าบื้อเอ้ย”
“หลอก…”
“หลอกอะไร?”
“พี่หลอกตัวเอง พี่คิดถึงผมจะตาย ผมรู้”

“……….” ผมโมโห… โมโหที่เขารู้แล้วยังมาถาม รู้แล้วยังทำเฉยและทั้งๆที่รู้อยู่แก่ใจยังทิ้งผมไว้เพียงลำพัง ผมกัดริมฝีปากจนเริ่มเจ็บ… ผมปรารถนาให้ตัวเองเจ็บเข้าไปที่ขั้วหัวใจเพื่อบรรเทาสิ่งที่ผมแบกรับไว้ให้ ทุเลาลง

“อย่าทำแบบนี้สิ ปากสวยๆ ของพี่จะช้ำ” เขาขมวดคิ้วเมื่อเห็นผมทำร้ายตัวเองด้วยวิธีงี่เง่า แต่ผมยังทำอยู่แบบนั้น จนเขากดริมฝีปากของเขาลงมา พยายามให้ผมเลิกทำและรับจูบจากเขาแทน

วินาทีเดียวที่ผมดื้อด้าน ไม่ยอม
แต่วินาทีต่อมาผมก็เผยอริมฝีปากรับจูบร้อนๆจากเขา

ผมไม่อยากหลอกตัวเอง
ผมอยากให้เขากอด

อยากให้เขาจูบ… ผมยอมรับ

จูบของมินฮยอกละเลียดช้าไม่เร่งรีบ… ปลายลิ้นร้อนๆเกี่ยวกระหวัดอย่างค่อยเป็นค่อยเป็น แต่มันผมให้ยิ่งรู้สึกมากขึ้น มือของผมยกขึ้นไปกดท้ายทอยของเขาให้ต่ำลงมา สัมผัสรสจูบของเขาให้แนบแน่นมากขึ้น…

เราต่างคนต่างรู้ว่าอารมณ์ของเราสองคนถ้าลองได้เริ่มต้นแล้ว… การจะให้จบลงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เราจูบกันจนพอใจก่อนผละออกจากกัน มินฮยอกไล้ปลายนิ้วของเขาระเรื่อยกับข้างแก้มผมแผ่วเบา ดวงตาเราจดจ้องกันสื่อความหมายให้แก่กัน…

“ดูแลตัวเองบ้างนะ อย่าเอาแต่ทำงานหนัก”
“ถ้านอนน้อยต้องกินวิตามินด้วยนะ”
“อย่าดื่มกับคนอื่นมากนะ ถ้าไม่จำเป็น”
“ถ้าไม่เครียดมากก็อย่าพึ่งบุหรี่อีกนะ เข้าใจมั้ย?”

“ฟังที่ผมพูดบ้างนะ จงฮยอน” น้ำเสียงของเขาสั่นจนผมจับสังเกตได้ ดวงตาใสซื่อของเขาเริ่มแดงจนผมไม่กล้าจะมองมันต่อ

…เขาพร่ำสั่งราวกับว่า ผมเป็นคนรักของเขา

คนรักที่เขาห่วงใย ใส่ใจ และแทบทนไม่ได้ถ้าไม่ได้เห็นหน้ากัน
ซึ่งในความเป็นจริงไม่ใช่เลย… เรื่องของเรามันผ่านมาตั้งสิบปีแล้วนะมินฮยอก

ผมไม่ได้ตอบรับอย่างคนว่านอนสอนง่ายหรือเถียงแบบหัวชนฝาไปสักอย่าง ผมได้แต่เสหน้าหนีเขาไปอีกทาง…

“ดูแลตัวเองดีๆนะจงฮยอน” ประโยคสุดท้ายของเขากระซิบเสียงพร่าอยู่ข้างใบหู เขาดึงผมเขาไปกอดไว้ทางด้านหลัง ผมโอนอ่อนให้เขาสวมกอดผมแต่โดยดี… ผมกำลังปิดเปลือกตาลงอีกรอบหากแต่ประโยคที่ผมได้ยินข้างใบหูทำให้ผมน้ำตา รื้นขึ้นมาก่อนที่จะผล็อยหลับไป…


“ขอโทษนะจงฮยอน ถ้าเป็นไปได้ช่วยรอผมก่อนนะ…”

.
.
.
.
.

ผมสำรวจตัวเองที่สวมเสื้อผ้ายับย่นอีกครั้งหน้ากระจก สำรวจมันจนมั่นใจว่าพอจะออกไปสู้หน้าคนที่อาจต้องเดินสวนกันได้ก่อนหมุนตัว เพื่อจะออกจากห้อง ผมสบตากับเขาที่อาบน้ำแต่งตัวเสร็จก่อนหน้าผมและนั่งรออยู่ที่ปลายเตียง

“ทำไมไม่รีบไปเข้าพิธี?” ผมถามคนที่อยู่ในชุดสูทหล่อเหลา มินฮยอกยิ้มให้ผมเหมือนเดิมซึ่งมันยิ่งสร้างความหงุดหงิดให้ผม ลำพังแค่ตื่นมาแล้วพบว่าเมาหลับไปโดยให้มินฮยอกนอนกอดไว้ทั้งคืนก็อยากตีตัว เองจะแย่

“จงฮยอน” เขาฉวยดึงมือที่ผมกำลังจะหมุนลูกบิดไป นิ้วของเขาสอดประสานระหว่างนิ้วผมทุกนิ้วจนเรากอบกุมมือกัน
“ดูแลตัวเองดีๆนะ” ผมช้อนตาขึ้นมองเขา ประโยคนี้ผมได้ยินตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว… ผมไม่เข้าใจว่าเขาจะพูดย้ำเพื่ออะไร
“จะพูดแค่นี้ใช่มั้ย?” เขาเงียบ

แต่ดวงตาคู่เล็กของเขาจดจ้องมาในดวงตาของผมราวกับต้องการสื่อความหมายที่ผมไม่อาจทำความเข้าใจกับมันได้

“มีอะไรจะพูดอีกมั้ย ถ้าไม่ฉันจะรีบกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้อง”
“……….” เขายังเงียบตามเดิม ทั้งที่ผมถามย้ำกับเขาและเปิดโอกาสสุดท้ายให้เขาขนาดนี้… ผมชักมือกลับแล้วหมุนลูกบิดตามที่ตั้งใจไว้แต่แรก พอแล้วจริงๆ จะไม่มีครั้งหน้าอีกต่อไป

“นายต้องการอะไรมินฮยอก จะเอายังไงกับฉันกันแน่พูดมาสิ?!” ผมเตรียมจะหันมาหน้ามาประจันหน้าเขาเมื่อเขาจับมือผมมั่นไม่ให้หมุดลูกบิด ก่อนคว้าตัวผมเข้าไปกอดโดยที่ผมยังไม่ทันได้หันไป

มินฮยอกกด หน้าซุกอยู่ตรงไหล่ของผมแต่ไม่ยอมปริปากพูดอะไรสักคำ ไม่พูดความรู้สึก ไม่แสดงสิ่งที่เขานึกคิด ไม่แม้จะขอร้องหรือพูดในโอกาสสุดท้ายที่ผมเพิ่งจะให้เขาไป น้ำตาผมค่อยๆรื้นขึ้นมากำลังจะยกมือขึ้นมาแกะมือเขาออกแต่แล้วผมต้องทิ้งแขน ลงไปข้างลำตัวอย่างไร้เรี่ยวแรง

“ผมขอโทษนะจงฮยอน ขอโทษ”
“นายเลิกพูดคำว่าขอโทษสักทีได้มั้ย?” ผมถามออกไป
“……….”
“มีปากทำไมไม่พูดเล่า อยากพูดอะไรก็พูดมา!” ผมดิ้นเล็กน้อยเพื่อให้เขาคลายอ้อมแขน แต่เขากลับกอดผมไว้แน่นและพล่ามอยู่กับประโยคเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ดูแลตัวเองดีๆนะแล้วถ้าเป็นไปได้ รอผมก่อน”
“อย่าลืมที่ผมบอกนะ” ผมยังคงดิ้นและพยายามปลดแขนของเขาที่รัดอยู่ที่เอวของผม ผมกำลังจะร้องไห้อีกครั้ง หากเค้าจะไม่พูดประโยคนี้ขึ้นมา

“ผมรักจงฮยอนนะ”

ผมหยุดดิ้นและเริ่มชาไปทั้งตัว เขาบอกรักผมอีกครั้งซึ่งมันเป็นครั้งที่สองหลังจากที่เขาบอกในวันที่เราต่าง เก็บข้าวของย้ายออกจากหอพักเมื่อสิบปีก่อนแต่ผมก็ตระหนักได้ดีว่า

…มันคงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้ยินแล้ว

ผมหันตัวเข้าไปกอดตอบเขา… น้ำตาไหลลงอาบแก้มอย่างยากจะห้ามไหว ผมร้องไห้ไม่ต่างกับวันที่เราต้องไกลกัน วันที่วงเรายุบลง วันที่ผมกับเขาไม่ได้เจอกัน วันที่เราติดต่อกันน้อยลง วันที่ผมทนนอนคนเดียวไม่ได้ วันที่เล่นกีตาร์อย่างเหงาๆ วันที่ผมแต่งเพลงโดยไร้ซึ่งแรงบันดาลใจหรือร้องไห้ไม่ต่างจากวินาทีแรกที่ ได้รับการ์ดเชิญสำหรับงานแต่งของเขาในวันนี้

“ตกลง… เรื่องของเราสองคน”
“หยุดพูดถึงมันเถอะ มันเป็นไปไม่ได้”
“ถ้าเป็นเหตุผลเดิมๆ ผมอยากให้พี่เข้าใจมันใหม่”
“นายก็รู้ว่าฉันเป็นพวกดื้อสุดโต่งแล้วก็ไม่ชอบเปลี่ยนอะไรเผื่อใคร”
“แม้แต่ผม… คนที่พี่รักงั้นเหรอ?”
“แล้วนายล่ะ นายเปลี่ยนเผื่อคนที่นายรักอย่างฉันได้หรือไง?”
“ผมไม่แน่ใจ”
“ช่างมันเถอะมินฮยอก”
“หลังจากนี้เรายังติดต่อกันได้มั้ย?”
“ฉันจะไม่เปลี่ยนเบอร์ โอเคมั้ย?”
“ผมรักพี่นะ”

ประโยคเดิมๆ ในวันสุดท้ายวันนั้นดังขึ้นมาในหัวผม ทั้งที่ตอนนั้นผมแกล้งตอบไปว่าช่างมันเถอะ ไม่เป็นไรแล้วหัวเราะเพราะรู้ว่า… ไม่ว่ายังไงระหว่างเราสองคนก็เป็นไปไม่ได้

แต่วันนี้ประโยคนั้นหายไป …และกลับเป็นผมเองที่อยากถามเขาว่า…

‘ไหนบอกว่าจะติดต่อมา?’
‘ไหนบอกว่ารักฉัน?’
‘แล้วเมื่อคืนที่บอกขอโทษและให้ฉันรอ… นายจะให้ฉันรอนายได้ยังไง?’
‘ในเมื่อนายกำลังจะเข้าพิธีแต่งงานในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้าแล้ว?’
.
.
.
.
.

เสียงปิดประตูรถตู้ที่ดังขึ้นทำให้หัวใจของผมเต้นช้าลง ฝ่ามือผมกำผ้าม่านจนมันแทบขาดติดมือ ตอนที่รถกำลังจะเคลื่อนตัวออก
อ้อม กอดสุดท้ายบนห้องพักนั้น… ยังอุ่นราวกับว่ามันยังโอบอุ้มผมไว้อยู่ คำว่ารักครั้งที่สองจากปากเขาและอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่ผมจะได้ยิน …ยังก้องกังวานเต็มสองหู

เขาเดินมาส่งผมกับทุกคนที่หน้า โรงแรมหลังเสร็จพิธีโดยมีเจ้าสาวแสนสวยเคียงข้างมาด้วย ผมไม่กล้าสบตากับเขารวมทั้งไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าผู้หญิงที่โชคดีที่สุดที่ ได้สวมชุดเจ้าสาวสีขาวที่อยู่ข้างๆเขา กระทั่งเขาพาเจ้าสาวกลับเข้าไปเพื่อดูแลแขกเหรื่อในงานต่อ ประตูแก้วหน้าโรงแรมจึงค่อยๆ เลื่อนเข้าชิดกันและมันก็พรากผมกับเขาออกจากกันในที่สุด

ผมกับเขาจึงแยกกัน ณ ตรงนั้น…
คงแยกกันตลอดไปแล้ว…

“มินฮวานเปิดเพลงหน่อยสิ” พี่ยงฮวาที่นั่งอยู่ข้างๆ ผมทางเบาะหลังสุดบอกรุ่นน้องตัวเล็กทางเบาะหน้าซึ่งมันก็ไม่ได้สร้างความ แปลกใจให้กับคนอื่นเท่าไร ให้หลังพี่ยงฮวาส่งมือมากุมมือของผมไว้… บีบมันเบาๆ พร้อมเสียงเพลงที่คลอดังขึ้นทำให้ผมมองหน้าเขาอย่างขอบคุณ

มืออีกข้างของผมยกขึ้นปิดปากกันเสียงสะอื้นไห้ที่อดทนเก็บไว้ตั้งแต่รถยังไม่เคลื่อนออก…
ข้าง ในผมทรมานจนฝืนทำเป็นเข้มแข็งไม่ไหวและพี่ยงฮวารู้ว่าผมกำลังใกล้ตาย เขาจึงสั่งให้มินฮวานช่วยเปิดเพลงเพื่อให้เสียงมันนั้นกลบเสียงสะอื้นไห้ที่ กำลังจะเกิดขึ้นของผม

น้ำตาของผมไหลเป็นทางยาวไปตามท่อนแขนจนเปียกชุ่ม
ผมกัดปากตัวเองจนได้รับรสของคาวเลือดเมื่อเสียงสะอื้นดังขึ้นเรื่อยๆ
เสียงแห่งความอ่อนแอและแพ้ต่อหัวใจเริ่มอยู่เกินความควบคุมของตัวเอง

จนท้ายที่สุดผมก็ปล่อยสะอื้นดังๆ ออกมา… อยู่เบื้องหลังของทุกคนในรถ

ผมรู้ว่าทุกคนได้ยินแต่ก็แกล้งทำเป็นได้ยินแค่ท้วงทำนองเพลงที่แสนคึกครื้น นั้น ผมก้มหน้ามองปลายเท้าตัวเอง นึกถึงใบหน้าของมินฮยอกและนึกเสียใจเหลือเกินที่ผมไม่ได้บอกเขากลับไปก่อน ที่เราจะจากกัน

เพราะผมกลัว ..กลัวหากว่าบอกเขาออกไปผมจะอ่อนแอไปมากกว่านี้

ฉันก็ขอโทษเหมือนกัน ขอโทษที่ทำให้นายยื้อเวลามาถึงสิบปีกว่าจะแต่งงานตามความต้องการของที่บ้าน ขอโทษที่ครั้งหนึ่งเคยทำให้นายดื้อกับที่บ้านเพื่อมาเล่นดนตรีและฉันก็ต้อง ขอโทษที่ฉันไม่เคยบอกนายสักทีว่า…

“ฉันก็รักนายและพร้อมจะรอนายตลอดไป… มินฮยอก~~”

.
.
.
.
.

หนึ่งปีต่อมา…

เสียงปรบมือก้องดังไปทั่วห้องแถลงข่าว วันนี้ผมมาร่วมงานในฐานะนักแต่งเพลงคนหนึ่ง นักข่าวกำลังรัวกดชัตเตอร์จนตาสองข้างผมแสบพร่าไปหมด ผมคิดกับตัวเองว่าเมื่อก่อนผมทนกับเจ้าแสงแฟลชแรงๆ พวกนี้ได้ยังไงกัน

“ขอบคุณมากนะคะคุณจงฮยอน” นักร้องสาวที่เดบิวต์ด้วยผลงานเพลงของผมค้อมหัวให้อย่างขอบคุณ ผมโบกมือไม่เป็นไรให้ก่อนเอ่ยร่ำลากับเหล่าทีมงานที่คุ้นเคยรวมถึงนักข่าว นับสิบคนด้วย

ตกเย็นผมก็ขับรถกลับมาถึงคอนโด จริงแล้วผมอยากซื้อบ้านเพราะอายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้วแต่แม่ที่ยังจู้จี้จุกจิก ไม่เลิกบอกว่า… การมีบ้านยังไม่เหมาะกับหนุ่มที่ครองตัวโสดเช่นผมแต่ผมรู้ว่าท่านอยากให้ผม กลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่บ้านเกิดอย่างปูซานมากกว่าที่โซลนี่

“จงฮยอน” ขณะที่ผมกำลังจะเดินเข้าลิฟท์ เสียงของใครบางคนก็รั้งปลายเท้าผมไว้ พอหันไปมองตามเสียงด้านหลังผมก็ถึงกับตัวชาไปชั่วขณะ เจ้าของเสียงนั้นค่อยๆ เดินเข้ามาหาผมเชื่องช้าพร้อมช่อดอกฟอร์เกตมีน๊อทช่อเล็กในมือ

“ยินดี ด้วยนะกับงานวันนี้” เขาคงหมายถึงงานเปิดตัวนักร้องเบอร์ใหม่ของวงการที่ใช้เพลงที่ผมแต่งในการโป รโมท ผมรับดอกไม้ช่อเล็กนั้นมาอย่างขัดไม่ได้ก่อนจะรีบดึงแขนเขาให้เข้ามาในลิฟท์ ด้วยกัน

“วันหลังไม่ต้องซื้อดอกไม้มาให้นะ แก่จนปูนนี้แล้ว”
“ต่อให้แก่กว่านี้พี่ก็เหมาะกับดอกไม้ที่สุด”
“อย่ามามัวพูดเล่นอยู่มินฮยอกแล้วมาถึงนี่มีธุระอะไรหรือเปล่า?” ผมเปลี่ยนเรื่องก่อนที่จะถกเถียงกันไปมากกว่านี้ มินฮยอกนิ่งเงียบไปก่อนรั้งเอวผมให้ออกไปจากลิฟท์ด้วยกันเมื่อมันเคลื่อนมา หยุดยังชั้นที่ผมพัก

เราจึงเดินกันไปเงียบๆ จนถึงห้องผมและกว่าเขาจะยอมอ้าปากพูดจุดประสงค์ที่เขามานะบากบั่นมาถึงที่ นี่ได้ก็เมื่อก้าวเข้าไปในห้องแล้ว มินฮยอกสวมกอดผมจากด้านหลัง ซุกใบหน้าที่ยังมีเค้าโครงความหล่อเหลาเหมือนสมัยฟอร์มวงด้วยกันที่ไหล่ของ ผม

“ทะเลาะกับเมียมาหรือไง?” ลองแหย่ไปตามประสาเพราะไม่อาจเดาได้จริงๆว่าการที่อยู่ดีๆ ก็มาทำออดอ้อนเป็นเด็กๆ กับผมเขาทำเพราะสาเหตุใด ครู่ต่อมามินฮยอกก็กระชับกอดแน่นขึ้นก่อนจูบแรงๆที่ข้างแก้มผม
“ผมหย่าแล้วนะ… เป็นอิสระแล้ว”
“นะ นาย!” ผมผลักเขาออกทันที มองหน้าคนยิ้มแย้มผิดแผกจากคนเพิ่งหย่าทั่วไป
“ต่อ ไปนี้ผมไม่ต้องทำตามคำสั่งที่บ้านแล้วเพราะผมทำให้พวกท่านหมดแล้ว” หมดแล้วคือการเลิกเล่นดนตรี รับช่วงต่อธุรกิจที่บ้านรวมถึงแต่งงานกับคนที่ทางบ้านมินฮยอกจัดหาไว้ให้แต่ ถึงผมจะรู้ดีทุกอย่างแต่ก็อดตกใจไม่ได้ เขาตามเข้ามากอดผมไว้อีกครั้ง

“ขอโทษที่ให้รอแล้วก็ขอบคุณมากนะ… ที่ยังรักผม” วินาทีที่ผมไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้สักคำคือวินาทีที่ผมรู้ว่าเขาจะกลับมา เป็นของผมแล้ว กลับมาโดยไม่มีวันจากกันไปไหนอีก ผมกอดตอบเขา พยักหน้ารับคำขอโทษและคำขอบคุณอยู่ในอ้อมกอดที่ไม่ว่าจะถูกกอดกี่ครั้งก็ยัง อบอุ่น

“จงฮยอน”
“หือ?”
“ผมรักจงฮยอนนะ รักจงฮยอนคนเดียวมาตลอด”
“อือ ได้ยินแล้ว” ผมซุกหน้าอยู่ที่ไหล่เขา ไม่รู้จะตอบอะไรออกไปจริงๆ มันตื้นตัน มันราวกับชีวิตเหงาๆ ของผมกำลังจะตีจากผมไปแล้ว ไปตราบจนนิจนิรันดร์ มินฮยอกผละออกก่อนจูบลงที่หน้าผากผม

“ต่อจากนี้ไป… อยู่ด้วยกันนะ”
“อือ”
“ผมจะไม่ไปไหนแล้ว”
“อือ”
“จงฮยอน จะไม่พูดอะไรกับผมหน่อยเหรอ?”
“ฉัน…”
“……….”
“ฉันก็รักนาย รักนายคนเดียวมาตลอด… ห้ามไปไหนอีกนะ”
“อืม สัญญา… จะไม่ไปไหนอีกแล้ว”

จะไม่ไปไหนไกลๆ จะอยู่เคียงข้าง จะคอยดูแลกันตลอดไป
เพราะภาระหน้าที่ทุกอย่าง… มันสิ้นสุดลงแล้ว…

ขอโทษที่ปล่อยให้รอมาตลอด
และขอบคุณที่ยังรับคำว่ารัก… จากผู้ชายคนนี้
ผู้ชายคนที่ไม่ได้ดีที่สุดสำหรับจงฮยอนแต่ก็ทำทุกอย่าง
เพื่อจะสามารถมีวันนี้ได้… วันที่จะได้อยู่กับจงฮยอนตลอดไป

The End

HaneiBee Talk: อย่างที่บอกคะว่าฟิคเรื่องนี้แต่งให้คุณแม่สามีสุดรักก็คือพี่ลอร่า Laura_Ho คือพี่เขาขอมาตั้งแต่ก่อนน้ำท่วมหนักจนตอนนี้น้ำแห้งแล้วก็ยังไมได้แต่งให้ จนกลับบ้านต่างจังหวัด บรรยากาศเงียบๆที่บ้านทำให้เขียนเรื่องนี้จนเสร็จ จริงๆ ได้หยิบพล๊อตบางส่วนมาจากฟิคที่เคยแต่งไว้มาใส่ไว้ด้วยแต่ก็แค่นิดหน่อย จริงๆ

หากถามว่าทำไมถึงเป็นพล๊อตแบบนี้
ตอบเลยคะเพราะพี่ลอร่าให้โจทย์มาว่าไม่เอาเอ็นซี

โอ้วววววววว ถึงกับยกมือทาบอก มันยากไปนะ ฮ่าๆ แต่สุดท้ายก็แต่งจนเสร็จไม่เชิงมีเอ็นซีแต่มันก็เป็นบทส่งให้ฟิคมันยิ่งดราม่า TT

สำหรับฟิควันเกิดยังเอาอยู่มั้ยอ่ะพี่ลอร่าหรือรวบยอดกับเรื่องนี้ได้?
และขอบคุณรีดเดอร์ที่น่ารักที่บ่นว่าฮันนี่บีลงฟิคเยอะแต่ก็ตามอ่านกันตลอด555
ริจะเป็นแฟนฟิคฮันนี่บีต้องอดทนจ้า เหมือนการเป็นบอยซ์นั้นแหละ กร๊ากกกกก

จุ๊บ

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s